2 มกราคม 2557

หิมาลายาตะวันออก ตอนที่ 6

๑๐.  สู่เพลลิ่ง
            เพลลิ่งเป็นเมืองเล็กที่ไม่รู้จัก และไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เป็นเมืองสุดท้ายของการเดินทางที่ทางการรถไฟอินเดียจัดเส้นทางไว้ สิ่งที่ช่วยยืนยันความเป็นเมืองเล็กคือ อุปกรณ์ GPS ในมือที่ระบุตำแหน่งเมืองเพลลิ่งปรากฏขึ้นมาโดด ๆ ดูห่างไกล และไม่มีเส้นทางถนนแสดง ตอนที่ก้มมองตำแหน่งเมืองเพลลิ่งในอุปกรณ์สี่เหลี่ยม จึงรู้สึกเหมือน กำลังเดินทางสู่เมืองลึกลับ
            เส้นทางสู่เมืองเพลลิ่ง ไต่สูงขึ้นทุกขณะ จนบางช่วงรู้สึกตัวเองอยู่สูงกว่าขุนเขาที่อยู่รายล้อม จนแทบจะหยอกล้อ ยั่วเย้ากับกลุ่มเมฆที่อยู่บนท้องฟ้าได้      นอกจากเส้นทางจะไต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ  ความสมบูรณ์ของป่าที่เก็บกักความชุ่มชื่น ได้กลั่นกลายเป็นหยดน้ำที่ไหลรวมกลายเป็นสายน้ำ ที่เมื่อไหลผ่านที่ชันสูง กลายเป็นน้ำตก ครั้นผ่านที่ลาดต่ำกลายเป็นลำธารรินไหล บางช่วงข้ามผ่านทางถนน เปลี่ยนทางรถเป็นทางน้ำ จนรถต้องค่อย ๆ แล่นผ่านอย่างระมัดระวัง....
            ระหว่างทาง คนขับรถได้หยุดรถแวะพักริมทางที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีผู้โดยสารแบบพวกเรานั่งแวะทานอาหารอยู่หลายโต๊ะ ด้านในสุด มีห้องน้ำให้เข้าฟรี ต้องยืนต่อคิวรอกันเล็กน้อย ตรงบริเวณนั้นมีหน้าต่างบานกว้างเปิดทิ้งไว้ เผยให้เห็นวิวด้านนอกที่เป็นสันเขา เป็นการยืนรอต่อคิวเข้าห้องน้ำที่คนรอดูจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจกันเท่าไหร่ เพราะใครมีกล้อง ก็ควักกล้อง ใครมีวิดีโอ ก็ควักวิดีโอ ออกมาบันทึกภาพ เบียดมองชมวิวด้านนอกด้วย.... ก็ทิวเขาที่อวดโฉมด้านนอกน่ะ สวยจริงๆ  นะ หนุ่มสิกขิมที่มายืนแอบมองพวกเราถ่ายภาพวิดิโอโดยโทรศัพท์มือถือส่งสายตายืนยัน ขณะเราหันไปสบตา ถึงใครไม่มี ก็อดมองทอดสายตาไปข้างนอกไม่ได้... กระทั่งบางคนแม้ไม่ได้ต่อคิวเข้าห้องน้ำ ยังอุตส่าห์มายืน
            ปลายทางของการเดินทางไปจบตรงที่พักที่เป็นรีสอร์ทเล็ก ๆ บนยอดเขา  เมื่อเปิดประตูดาดฟ้าเพื่อออกไปชมวิวด้านนอก ต้องยืนอึ้งไปชั่วขณะ รอบด้านรายล้อมไปด้วยทิวเขาสูงทั้งที่อยู่ใกล้และอยู่ไกล แม้ฝนจะยังคงตกพึมพำเหมือนคนขี้บ่น แต่ทิวสีฟ้ายังปรากฏให้เห็น แถมด้วยปุยเมฆขาวนุ่มที่คลอเคลียบนยอดราวกับปุยขนม... โอกาสที่ว่าฟ้าดินแดนเทือกเขาหิมาลายาตะวันออกจะเปิดแค่ 1% ในเดือนกรกฏาคม เป็นอันลืมไปได้เลย.... เพราะแค่วินาทีนั้น ภาพที่เห็นเบื้องหน้า ก็ทำเอาคณะเดินทางย่ำแย่ไปตาม ๆ กันแล้ว









๑๑. เมืองเก่ารัปเดนเฌ
อดีต สิกขิมเคยเป็นรัฐอิสระ ปกครองโดยระบบกษัตริย์ หากถูกเพื่อนบ้านอย่างประเทศภูฏาน และเนปาลรุกรานอยู่บ่อย ๆ  ทำให้ต้องย้ายเมืองหลวงอยู่บ่อยครั้ง จนท้ายสุดได้ผนึกรวมกลายเป็นรัฐหนึ่งของประเทศอินเดีย นับเป็นการสิ้นสุดสถานะการเป็นรัฐอิสระ
ใกล้ ๆ เพลลิ่ง เป็นที่ตั้งอดีตเมืองหลวงแห่งหนึ่งของรัฐสิกขิมชื่อว่ารัปเดนเฌ (Rabdantse)
ทางเข้าสู่อดีตเมืองเก่าเวิ้งว้าง กระทั่งซุ้มป้าย ตัวอาคาร เหมือนถูกสร้างทิ้งไว้ไม่ทันเสร็จ และไม่ได้ใช้งาน ขณะมองภาพด้านหน้าอย่างงง ๆ  หันไปมองคนขับรถ เด็กหนุ่มยังคงยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ให้พวกเราเดินไปตามทางเล็ก ๆ ด้านใน 
เอาไง เอากัน เมื่อกล้ายืนยัน พวกเราก็กล้าเข้าไป
เมื่อเดินไปตามเส้นทางนั้น พบว่า ทางเดินดังกล่าวค่อย ๆ รุกล้ำเข้าไปในดงเฟินยักษ์ที่ใบแต่ละใบ ใหญ่เกือบเท่าลำตัวพวกเราเลยทีเดียว และเพราะมัวเเพลินไปกับเส้นสายของใบเฟิน และต้นไม้สวย ๆ แปลกตา เมื่อก้มมองไปที่ทางเท้าอีกครั้ง จึงพบว่าทางเดินได้กลายเป็นทางหินไปเมื่อไหร่ไม่ทันรู้ตัว แล้วทางหินนั่นก็สวยเสียด้วย หินแต่ละก้อนมีผลึกสีแวววาวต่างกัน เมื่อนำมาวางเรียงต่อเป็นทางยาว ผสานกับลวดลายของใบไม้ที่ร่วงหล่น กลายเป็นทางเดินเท้าสู่ธรรมชาติที่งดงามเป็นที่สุด
แต่ความงามสงบวางใจไม่ได้เลยเชียว ด้วยจู่ ๆ หนึ่งในคณะได้ร้องลั่นออกมา ขาอันนวลเนียนปรากฏเลือดสีแดงเข้มไหลเป็นทางตรงบริเวณน่อง ลักษณะแบบนี้เห็นปุ๊ป รู้ปั๊ป ฝีมือทากดูดเลือดแน่นอน ยิ่งทิ้งรอยเลือดไว้แบบนี้ แสดงว่าเจ้าตัวหล่นไปนอนอิ่มสบายตรงไหนแล้วก็ไม่รู้  จากที่เดินเรื่อยๆ สบายๆ จึงเริ่มระแวด ระแวง และหวนกลับมาสงสัยอีกครั้งว่า ทางเดินนี้นำไปสู่อะไรกันแน่ แต่แล้วราวกับรู้ใจ จู่ ๆข้างทางก็มีป้ายบอกทางขนาดใหญ่โผล่มาเสียอย่างนั้น
“อย่าเพิ่งเบื่อหรือท้อ ความตื่นเต้นกำลังรอยู่ข้างหน้า”  ถอดใจความในป้ายได้ความหมายประมาณนี้  แล้วบนป้ายนั้นก็มีลูกศรสีแดงชี้บอกทาง พร้อมระยะทางเสร็จสรรพ 200 เมตร
เอ้า...อีกแค่ 200 เมตรเอง
และเมื่อพ้นระยะ 200 เมตร จากทางเดินแคบ ๆ ก็โผล่สู่ลานเปิดกว้างโล่งบนเนินเขา....
ที่สุดเราก็มาถึง เมืองโบราณ... เมืองรัปเดนเฌ
สวยมั้ย... ตอบไม่ถูกเลยทีเดียว  ยังรู้สึกงุน ๆ งง ๆ พิศวงว่ามาถึงซากเมืองโบราณนี้ได้อย่างไร เหมือนเดินหลงพลัดเข้าไปในป่า แล้วอยู่ดี ๆ ก็โผล่พรวดเข้าสู่เมืองโบราณ
เมืองรัปเดนฌ ตั้งอยู่บนเนินสูง ไอฝน และไอหมอกลอยปกคลุมทั่วบริเวณที่เหลือเพียงเค้าโครงซากกำแพงให้พอจินตนาการได้ว่าเคยมีอาคาร ห้องหับตรงไหนบ้าง เผิน ๆ ที่นี่คือซากเมืองโบราณที่ถูกทิ้งร้าง แต่ทางเดินรอบ ๆ ที่สะอาด สะอ้าน ต้นไม้ ต้นหญ้าที่ถูกเก็บกวาดไม่มีรกรุงรังให้เห็นสักนิด ทำให้อดนึกสงสัยอยู่บ้าง หากไม่เหลือบไปเห็นเพิงที่พักตั้งถัดห่างออกไปตรงพื้นที่ด้านล่างเสียก่อน
คงเป็นเดือนกรกฏาคม เสียละมัง ทั้งหมอก และฝนพรมฉ่ำตลอดเวลาอย่างนี้ จึงไม่มีนักท่องเที่ยวรายอื่น กระทั่งเจ้าหน้าที่ก็เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบเชียบ
            ริมขอบกำแพงเมืองด้านหนึ่งชิดติดริมสันเขา เป็นที่ตั้งของสถูปสำหรับบูชา มองทอดออกไปเป็นท้องฟ้าเวิ้งว้าง มีร่องรอยผู้คนนำของมาวางสักการะ... นี่เป็นร่องรอยอารยธรรมของรัฐเล็ก ๆ ที่ไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะได้มาเห็น 








หิมาลายตะวันออก ตอนที่ 7

 12. วัดปีมายังเฌ 
วัด ปีมายังเฌ (Pemayangse) เป็นวัดพุทธทิเบตที่ตั้งถัดจากเมืองโบราณ 'รัปเดนเฌ' ไปเล็กน้อย เป็นวัดเก่าแก่ยุคสมัยเดียวกับเมืองรัปเดนเฌ

ก่อนเข้าไปในเขตวัดด้านใน แอบเหลือบเห็นโต๊ะเล็กๆ ด้านหน้า เป็นโต๊ะขายตั๋วเข้าชมสถานที่ แต่ต้องขอบคุณฟ้าฝนเดือนกรกฏาคมอีกซะละมังที่โต๊ะนั้นว่างเปล่า.. ไม่มีนักท่องเที่ยวอีกตามเค

วิหารวัดปีมายังเฌ แปลกตากว่าวัดพุทธทิเบตอื่นที่ได้เยือนมาก่อนหน้านี้ สีหลักของตัววิหารเป็นสีฟ้าเข้ม ต่างจากที่อื่นที่ใช้สีเหลืองเป็นหลัก 



วัด ปีมายังเฌ

เมื่อเข้าไปด้านใน มีทางบันไดด้านหลังพระประธานนำขึ้นไปยังชั้นสอง และชั้นสาม คงไม่ได้ขึ้นไป หากไม่มีพระลามะชี้ชักชวนให้พวกเราขึ้นไปชมด้านบน

วิหารชั้นสองไม่มีอะไรพิเศษ จึงขึ้นสู่ชั้นสาม

บนวิหารชั้นสาม ตรงกลางห้อง วางงาน แกะสลักสรวงสวรรค์จำลอง ตามความเชื่อทางพุทธศาสนา ขณะที่ผนังรอบๆ เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า สีสันจัดจ้านตามสไตล์ศิลปะแบบทิเบต แต่น่าแปลกที่หลายช่วงผนังมีผ้าแขวนปิดอยู่... นั่นช่างกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น หนึ่งในคณะจึงเดินตรงไปเปิดแง้มดู

“เฮ้ย...”

หลังผ้าที่ปิดอยู่ เป็นภาพพระพุทธเจ้านั่งนิ่งอยู่ในท่าสงบ โดยมีหญิงสาวนั่งคร่อมอยู่บนตักในท่าเสพสังวาส เมื่อเดินไปเปิดผ้าทุกผืนที่แขวนปิด ล้วนเป็นภาพพระพุทธเจ้าที่มีหญิงสาวนั่งคร่อมทั้งสิ้น

ภาพเบื้องหลังผืนผ้าที่ปิดอยู่ เป็นภาพพระพุทธเจ้าในปาง แยบ-ยัม (yab-yum) ของพุทธทิเบตสาย ตันตระ อันเป็นนิกายย่อยนิกายหนึ่งของนิกายวัชรยาน

ลัทธิตันตระเป็นลัทธิความเชื่อหนึ่งกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย เน้นให้ความสำคัญแก่เทพเจ้าที่เป็นเพศหญิง พุทธศาสนานิกายวัชรยานเกิดขึ้นในยุคที่ลัทธิตันตระกำลังเฟื่องฟู จึงมีอิทธิพลด้านความคิดต่อพุทธนิกายวัชรยาน พระพุทธเจ้าในความเชื่อแบบตันตระจึงมี 'คู่ครอง' 

การที่รูปพระพุทธเจ้ามีพระชายานั่งสวมกอดมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ หมายถึงการรวมตัวกันของ ปัญญา (เพศหญิง) และ กรุณา (เพศชาย) ซึ่งก่อให้เกิดการตรัสรู้

ในหน้าหนังสือพิมพ์ เคยมีข่าวชาวไทยพุทธขุ่นเคืองเมื่อเห็นพระพุทธรูป 'ปางแยบ-ยัม' ด้วยเข้าใจว่าเป็นการหมิ่นแคลนพุทธศาสนา 

แต่พวกฉันมองภาพดังกล่าวแล้วกลับรู้สึกเฉยๆ ที่ร้องเฮ้ย... แต่แรกเพราะแปลกใจ ไม่เคยเห็นกันมาก่อน ไม่ได้รู้ร้องเพราะรู้สึกว่าภาพดังกล่าวหมิ่นศาสนา หรือพระพุทธเจ้า 

คงเป็นเพราะสีพระพักตร์ของพระองค์ที่สงบนิ่ง ยิ่งถ้าไม่รู้เรื่องพระพุทธรูป 'ปางแยบ-ยัม' ของ 'พุทธทิเบต' มาก่อน ฉันคงนึกว่าภาพดังกล่าว เป็นการจำลองเหตุการณ์ในพุทธประวัติ ตอนที่ธิดาพญามารทั้ง 3 ได้แก่ นางราคะ นางตัณหา และนางอรดี ได้เนรมิตเรือนร่างเป็นสตรีงามงด หมายมายั่วยวนพระพุทธเจ้าให้ตบะแตก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จมากกว่า


13. ทะเลสาปศักดิ์สิทธิ์
เมืองเพลลิ่งเป็นเมืองชวนฉงน ที่สร้างความประหลาดใจได้ตลอด (จริงๆ นะ)

ทะเลสาบ เคเชโอปลารี (Khecheoplari lake) เรียกขานว่า 'ทะเลสาบขอพร' เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวสิกขิม เส้นทางเดินเข้าสู่ทะเลสาบเป็นป่าครึ้ม ละม้ายกับทางเข้าเมืองโบราณรัปเดนเฌ หากมีธงมนตราแขวนขนานริมทาง
ไปโดยตลอด


                                                                          ทางเดินสู่ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์

เมื่อใกล้ถึงทะเลสาบ ปรากฏเจดีย์ขนาดเล็กแบบศิลปะเนปาล ที่มีการวาดดวงตาพระพุทธเจ้าบนตัวเจดีย์ และตรงฐานล่างมีการวางหินซ้อนกันเป็นเจดีย์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพแก่สถานที่แบบชาวทิเบต สะท้อนให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันของชาวสิกขิม ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ

                                                            เจดีย์ขนาดเล็กแบบศิลปะเนปา


                                                               ดวงตาพระพุทธเจ้าบนเจดีย์


ทะเลสาบเคเชโอปลารี ที่ปรากฏเบื้องหน้า.... เวิ้งว้าง นิ่งสงบ... ธงมนตรา สีขาว น้ำเงิน เขียว เหลือง แดง พาดผ่านโอบล้อม สะพานไม้ที่ทอดนำสู่ตัวทะเลสาปขนาบด้วยแถวกงล้อภาวนาไปจนสุดทาง

ความเงียบสงบ และสิ่งประดับประดา ขับเน้นให้ทะเลสาบที่เห็นเบื้องหน้า... ไม่ต่างจากวิหารอันศักดิ์สิทธิ์

เรื่องเล่าขาน ว่ากันว่าชาวพื้นถิ่นนับถือทะเลสาบแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีนกทั้งหลายคอยปกป้อง ดูแล โดยคาบใบไม้และกิ่งไม้ที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำไปทิ้ง....

และ... ไม่ได้กล่าวเกินเลย

ทะเลสาบที่เห็นเบื้องหน้า ผิวน้ำนั้นหมดจดนิ่งสนิทเป็นสีเขียว แทบไม่เห็นการไหวกระเพื่อม และหากมองไปรอบๆ ทิวเขาที่ไม่สูงนักโอบล้อมทะเลสาบในระยะประชิด มีริ้วเมฆสีขาวแทรกแซมล่องลอยราวควันธูป.. ภาวะบรรยากาศอย่างนั้น ทะเลสาบได้กลายเป็นมหาวิหารไปแล้วจริงๆ

                                                                      ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์
                                สะพานไม้ที่ทอดนำสู่ตัวทะเลสาบขนาบด้วยแถวกงล้อภาวนาไปจนสุดทาง


                                                                         กงล้อภาวนาบนสะพาน

                       ทิวเขาที่ไม่สูงนัก โอบล้อมทะเลสาบในระยะประชิด มีริ้วเมฆสีขาวแทรกแซมล่องลอยราวควันธูป

บทส่งท้าย 
เช้าสุดท้ายในดินแดนหิมาลายาตะวันออก...

แดดยามเช้าสาดแสงอุ่นเข้ามาในห้องพัก ยั่วให้เดินออกไปยังระเบียงหลังห้อง ทิวเขาสีฟ้าตระหง่านใกล้ราวจะเอื้อมถึง บนยอดเขาเต็มไปด้วยปุยเมฆขาวนุ่มที่คลอเคลียรราวกับปุยขนมเช่นเคย

ฉันเพลินมองภาพนั้น เพื่อจดจำเป็นภาพทรงจำสุดท้าย

แต่แล้ว... ยอดเขาที่มีรอยยับย่นสีขาวได้ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ชัดขึ้น จนต้องเพ่งตามอง สีขาวนั้นแปลก แม้จะมีสีเดียวกับกลุ่มเมฆ แต่รอยยับย่นนั้นกลืนไปกับรูปลักษณ์ของยอดเขา

ใช่แล้ว หิมะ! สีขาวนั่นคือหิมะที่ปกคลุมยอดเขา

ฉันแทบจะร้องกรี๊ดออกมา เหลียวหันไปมองหาเพื่อนร่วมคณะ ตอนนี้ทุกคนรู้ตัวกันหมดแล้ว และออกมายืนชมปรากฏการณ์ฟ้าเปิดกันพร้อมหน้า

“ใช่มั้ย ใช่มั้ย” ฉันร้องถามเพื่อนร่วมทางที่ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องข้างๆ

“อือ” เสียงตอบยืนยันกลับมา

ในที่สุดพวกเราก็ได้เห็นยอดเขา คันเชนจุนก้า (Kachenjunga) จนได้

ใบหน้าพวกเราแต่ละคนบานฉ่ำแทบจะปริ คงต้องยืมวลีที่ว่า 'สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร' การเดินทางก็เหมือนกัน เมื่อยังไม่จบ อย่าเพิ่งเลิกหวัง

โอกาส 1 เปอร์เซ็นต์ เกิดขึ้นจนได้ เห็นมั้ย

                                              

                                           ที่สุดก็ได้เห็นยอดเขาคันเชนจุนก้าจนได้

หิมาลายาตะวันออก ตอนที่ 1    ตอนที่ 2   ตอนที่ 3   ตอนที่ 4   ตอนที่ 5   ตอนที่ 6   ตอนที่ 7    

หิมาลายาตะวันออก ตอนที่ 5

10  จากวัดเอนเชสู่วัดรุมเต็ก

วัด รุมเต็ก (Rumtek) เป็นวัดทิเบตขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของรัฐสิกขิม สร้างขึ้นโดยพระสังฆนายก องค์ที่ 16 ของนิกายคัจยู (Kagyu) อันเป็นหนึ่งในนิกายย่อยสี่นิกายของพุทธวัชรยาน หรือพุทธแบบทิเบตขณะลี้ภัยจากกองทัพจีนที่ได้เข้าบุกยึดครองทิเบต เพื่อใช้เป็นที่พำนัก และเผยแพร่ศาสนา โดยก่อตั้งสถาบันศึกษาพระพุทธศาสนาระดับสูงสำหรับนิกายขึ้น

วัดรุมเต็กตั้งอยู่บนเนินสูง ตรงประตูรั้วทางเข้าด้านล่าง นักท่องเที่ยวต้องแสดงพาสปอร์ตให้ทหารตรวจ และจดข้อมูลจึงจะผ่านเข้าไปได้ กลิ่นอายการเมืองแทรกซึมให้สัมผัสได้.... ระหว่างเดินสู่ตัววัด กำแพงที่กั้นอาณาเขตของวัดอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับทางเดินด้านล่าง ภาพจิตรกรรมสดงภาพพระพุทธเจ้าในอิริยาบถต่างๆ ที่ลงสีสันเข้มสด จึงเห็นชัด โดดเด่น ยิ่งสีพื้นด้านหลังทาเรียงเป็นชั้นเริ่มจากเหลือง แดง ฟ้าเข้ม.... ช่างกล้าใช้สีเสียจริง



ภาพจิตรกรรมสดงภาพพระพุทธเจ้าในอิริยาบถต่างๆ ที่ลงสีสันเข้มสดบนผนังกำแพ


เมื่อขึ้นไปถึงประตูกำแพงด้านบน ต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมสถานที่อีกครั้ง ฝนที่ตกพรำมาปรอยๆ เทกระหน่ำแรงขึ้น จึงยืนหลบฝนตรงประตูกำแพง.... และมองผ่านไปยังตัววัดที่ตั้งอยู่ภายใน

พื้นที่ภายในเขตวัดเป็นลานหินกว้าง มีอาคารโอบล้อมทั้งสี่ด้าน ตรงที่เรายืนอยู่เป็นประตูกำแพงขนาดใหญ่เชื่อมต่อกับอาคารที่ขนาบล้อมตัวลาน ซึ่งถูกซอยแบ่งเป็นห้องย่อยๆ มีทางเดินระเบียงเชื่อมต่อถึงกัน

อาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งตรงข้ามกับประตูกำแพงคือวิหาร มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมสี่ชั้นที่ลดหลั่นขึ้นไป สีหลักที่เคลือบวิหารคือสีเหลือง มีสีแดง น้ำเงิน แต่งแต้ม และสีเขียวเจือปนบ้าง

บริเวณกลางลานมี เสาหิน ตั้งอยู่.... แว่บแรกที่เห็นนึกถึงเสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ที่ถูกบรรดาชาติมหาอำนาจในยุโรปขนมาตั้งประดับในประเทศของตน โดยเฉพาะในประเทศอิตาลีที่มีถึง 11 เสา มากกว่าประเทศอียิปต์ที่เป็นเจ้าของเสียอีก 

เสาโอเบลิสก์นั้นมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมฐานล่างกว้าง ก่อนค่อยๆ เรียวแหลมด้านบน บริเวณยอดนูนสูงขึ้นมาในลักษณะพีรามิด 

หากเสาที่วัดรุมเต๊กเป็นเสาสี่เหลี่ยมแบนตั้งธรรมดา มีหลังคาครอบด้านบนสไตล์ตะวันออก บนตัวเสาสลักคำสอนทางพุทธศาสนา... คล้ายคลึงนะ ฉันว่า รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ไปๆ มาๆ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะที่ไหน สมัยไหน มักมีอะไรคล้ายคลึงให้สังเกตเห็นเรื่อยๆ (ว่ามั้ย)



ฝนซาลง จึงตรงไปยังวิหารตรงกลางเพื่อไหว้พระประธานด้านในตามประสาพุทธศาสนิกชน

พระลามะ และนักท่องเที่ยวพื้นถิ่น มองอากัปกิริยาของพวกเราแล้วกล่าวเดาอย่างมั่นใจไม่ลังเล “คนไทย” ทั้งที่เวลาเจอด้านนอก น้อยคนนักจะเดาออกว่าพวกเราเป็นชาวอะไรกันแน่ แต่พออยู่ในเขตวัดปุ๊ปทายกันแม่นเชียว แสดงว่าภาษากายของคนไทยขณะเวลาเข้าวัดเข้าวา จะต้องมีเอกลักษณ์บางอย่างที่คนชาติอื่นเห็นปุ๊ป รู้ปั๊ป

ภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้งด้านในด้านนอกสีสันสดใส โดยเฉพาะด้านนอกตรงประตูทางเข้าปรากฏภาพ สี่ท้าวจตุโลกบาล ผู้คุ้มครองศาสนา และโลกทั้งสี่ตามคติความเชื่อเรื่องเทพผู้พิทักษ์ ผู้ป้องกันพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์

ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่นั้นประกอบด้วย ท้าวธตรัฐ...เทพเจ้าประจำทิศตะวันออก เจ้าแห่งคนธรรพ์ ผู้เชี่ยวชาญ ชำนาญในการขับร้องและเล่นดนตรี ท้าวธตรัฐบนผนังกำแพงจึงอยู่ในท่วงท่าบรรเลงพิณในมือ 

ท้าววิรูปักษ์.. เทพเจ้าประจำทิศตะวันตก เจ้าแห่งนาค สังเกตได้จากงูที่พันบนท่อนแขนข้างขวา 

ท้าวกุเวร..เทพเจ้าประจำทิศเหนือ เจ้าแห่งยักษ์ อาจจะสังเกตยากสักหน่อย แต่ถ้ารู้ว่าท้าวกุเวรนอกจากเป็นราชาแห่งยักษ์แล้วยังเป็นจ้าวแห่งทรัพย์สมบัติ คราวนี้ละสังเกตง่ายขึ้น ด้วยรูปท้าวกุเวรบนผนังกำแพง มือซ้ายถือพังพอน ซึ่งคายเพชรพลอยของมีค่าจำนวนมหาศาลออกมา 

และสุดท้าย ท้าววิรุฬหก...เทพเจ้าประจำทิศใต้ เจ้าแห่งกุมภัณฑ์อันเป็นยักษ์ประเภทหนึ่ง ไม่มีเขี้ยว ผมหยิก ผิวดำ ท้องโต พุงโร หากเป็นกุมภัณฑ์ชั้นสูงคือพญายม ขณะที่กุมภัณฑ์ชั้นต่ำคือพวกทำหน้าที่ในนรกนั่นเอง ด้วยเหตุนี้บางตำราจึงเรียกเทพเจ้าประจำทิศใต้ว่าท้าวพญายม ซึ่งสอดคล้องกับพาหนะประจำตัวบนภาพวาดที่เป็นกระบือ ในภาพท่านท้าววิรุฬหกมีผิวกายสีน้ำเงิน ใบหน้าขึงขัง ถือดาบที่กำลังชักออกจากฝัก

วัดรุมเต็ก


ท้าวธตรัฐ : เทพเจ้าประจำทิศตะวันออก


ท้าวกุเวร : เทพเจ้าประจำทิศเหนือ


เพราะฝนที่ตกหนักลงมาอีก ทำให้ติดอยู่ด้านหน้าวิหาร จึงได้เดินวนดูรูปท่านท้าวทั้งสี่อยู่หลายรอบ ก่อนจะไปสะดุดที่ภาพ พระพิฆเนศ... เทพเจ้าในศาสนาฮินดูที่มีเศียรเป็นช้าง เล่าขานกันว่าระหว่างที่ก่อสร้างวัดรุมเต็กนั้น พระสังฆนายกที่ 16 ได้นิมิตเห็นพระพิฆเนศลงมาช่วยเหลือพระองค์ในการก่อสร้าง สะท้อนถึงความเชื่อ ความศรัทธาระหว่างศาสนาที่สามารถผสมกลมกลืนไปด้วยกันได้

ด้านหลังของวิหารใหญ่มีทางนำไปสู่ สถูปทองคำ ที่ตั้งอยู่ทางด้านหลัง ภายในสถูปเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุ และสิ่งศักดิ์สิทธิจากร่างพระสังฆนายกองค์ที่ 16 ผู้ก่อตั้งวัดที่ล่วงลับไปแล้ว 

ปัจจุบัน พระสังฆนายกองค์ที่ 17 ของนิกายคัจยูที่เชื่อกันว่าเป็นองค์พระสังฆนายกองค์ที่ 16 กลับชาติมาเกิดใหม่นั้น ไม่ได้ประจำที่วัดรุมเต็ก ด้วยปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อน... และถ้ายิ่งตามอ่านจะยิ่งรู้สึกซ่อนเงื่อนเข้าไปอีก 

เริ่มจากการที่มีผู้อ้างเป็นพระสังฆนายกซ้อนกันสองพระองค์ องค์หนึ่งนั้นได้รับการรับรองจากจีนและองค์ทะไลลามะ ขณะอีกองค์หนึ่งได้รับการรับรองจากหนึ่งในผู้สำเร็จราชการ 

พระสังฆนายกองค์ที่ 17 ที่ทางการจีนและองค์ทะไลลามะให้การรับรองนั้น ตอนแรกได้ประจำอยู่ที่อารามแห่งหนึ่งใกล้กรุงลาซา ก่อนที่ต่อมาจะหลบหนีมาอยู่กับท่านทะไลลามะที่ธรรมศาลา 

ขณะที่พระสังฆนายกอีกองค์หนึ่งที่ได้ยืนยันสิทธิ์เช่นกันนั้น ได้หลบหนีจากทิเบตมาอยู่ที่สิกขิม แต่ทั้งคู่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประจำที่วัดรุมเต็กด้วยปัญหาทางการเมืองที่ดูจะวุ่นวายและทับซ้อนหลายชั้น 

บ้างก็ว่าพระสังฆนายกที่ทางการจีนให้การรับรองนั้นเป็นสายให้ทางการจีน แสร้งทำเป็นหนีออกมาจากทิเบต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบุกเบิกที่มั่นของจีนในสิกขิม 

บ้างก็ว่าการที่องค์ทะไลลามะให้การสนับสนุนพระสังฆนายกองค์ดังกล่าวเพราะต้องการให้นิกายย่อยต่างๆ ของพุทธทิเบตมีความเป็นเอกภาพ สนับสนุนท่าน และ... อีกมากมาย (น่าปวดหัว)
ระหว่างทางเดิน ปรากฏข้อความของสังฆนายกองค์ที่ 17 “Protect the earth . Live simply. Act with compassion. Our future depends on it” น่าสงสัยอยู่ว่าเป็นข้อความของสังฆนายกองค์ที่ 17 องค์ใดกันแน่

ฉะนั้น... นี่เป็นคำตอบว่าไฉนตรงทางเข้าด้านหน้าของตัววัดแห่งนี้จึงมีทหารอินเดียคอยตรวจตรา จดชื่อ จดหมายเลขพาสปอร์ตนักท่องเที่ยว กระทั่งภายในเขตตัววัด ทหารอินเดียเหล่านี้ยังกระจายประจำตามจุดต่างๆ ทั้งยังเป็นคนชี้บอกทางพวกเราไปยังสถูปทองคำด้วยซ้ำ 

ในขณะที่วัดพุทธทิเบตที่อื่นไม่มีบรรยากาศแบบนี้

หิมาลายาตะวันออก ตอนที่ 1    ตอนที่ 2   ตอนที่ 3   ตอนที่ 4   ตอนที่ 5   ตอนที่ 6   ตอนที่ 7