25 กรกฎาคม 2554

ภูเขาไฟโบรโม… ดินแดนแห่งเทพเจ้า


 หมายเหตุ... งานเขียนชิ้นนี้ตีพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์

                ภูเขาไฟ…
พ่อไปยืนโม้ชี้ ๆ จิ้ม ๆ ที่แผนทีโลกแผ่นโตที่ติดฝาผนังให้เจ้าลูกชายดู… ประมาณจะอวดว่างั้นเถอะ..ว่าพ่อกับแม่กำลังจะไปเยือนภูเขาไฟ เจ้าลูกชายที่ไม่ได้ไปด้วย ทำหน้าเบ้ ๆ ประมาณไม่เข้าใจว่าพ่อกับแม่จะไปทำอะไรกัน ก่อนจะพูดงึมงำ สวนกลับมา ชนิดทำให้พ่อกับแม่สะดุ้งเฮือก
                “เฮ้อ… ไปทำไม ภูเขาไฟ หวังว่าคงไม่ตายกันหรอกนะ”
 เป็นงั้นไป…เจ้าลูกชายตัวดีช่างอวยพรล่วงหน้าได้เด็ดดวงจริง ๆ
ว่ากันว่า… อยากรู้จักอินโดนีเซีย ต้องรู้จักภูเขาไฟ… เป็นคำยืมมาจากนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ผู้เขียน “บันทายฉมาร์ เดียงพลาโต และหลวงพระบาง”  หนังสือที่ธีรภาพ โลหิตกุลให้คำจำกัดความไว้ว่าเป็นวรรณกรรมแห่งการเดินทาง
ไหน ๆ จะเดินทางไปยังภูเขาไฟ ที่อินโดนีเซียทั้งที ลองไปค้นคำว่า “ Volcanoes” กับ  “Indonesia” ใน wikipedia  สารานุกรมฉบับไซเบอร์ดูเล่น ๆ เจอะเข้ากับข้อมูล Lists of  Volcanoes in Indonesia  แค่ปรายตามองภาพ Major Volcanoes ที่ประกอบเนื้อหาก็อึ้งแล้ว เกาะเล็กเกาะน้อยทั้งหลายที่รวมกันกลายเป็นประเทศอินโดนีเซีย เต็มไปด้วยภูเขาไฟจริง ๆ เป็นแนวยาวตลอด ตั้งแต่เกาะสุมาตราที่เป็นเกาะใหญ่สุดที่อยู่ด้านบน ไล่เรียงถึง  เกาะชวา  ไปกระทั่งเกาะเล็ก เกาะน้อย  ที่อยู่ด้านปลาย คำกล่าวที่ว่า อยากรู้จักอินโดนีเซีย ต้องรู้จักภูเขาไฟ เลยขลังขึ้นมาทันควัน
แล้ว… ไปทำไม คำถามเจ้าลูกชาย
                คำตอบของพ่อกับแม่…. ก็บ้านเราไม่มีภูเขาไฟน่ะสิ…
                …………….
                ภูเขาไฟที่ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านเลือกที่จะไปเยือน คือภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo)  ตั้งอยู่บนเกาะชวา  คงต้องยกเป็นความดีความชอบของ Air Asia  สายการบินที่มีคำขวัญ “Now everyone can fly”  ที่ได้ขยายเส้นทางบินเผื่อแผ่ไปถึงเมืองเล็กเมืองน้อย ช่วยเปิดโอกาสให้การเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นไปได้โดยง่ายสะดวกขึ้น
                เส้นทางบินเริ่มจาก กรุงเทพ ไปยังกัวลาลัมเปอร์ และกัวลาลัมเปอร์ไปยังสุราบายา
                สุราบายาครองความหมายเมืองใหญ่อันดับสองของอินโดนีเซียรองจากเมืองจากาต้าร์ และเป็นเมืองตั้งต้นสำหรับผู้ที่ต้องการไปเยือนภูเขาไฟโบรโม  เพื่อนชายอีกหนึ่งบินมาสมทบฉันกับเพื่อนร่วมบ้านจากบาหลีเราตั้งต้นการเดินทางจากที่นี่  ฉันได้จองซื้อ Package tour ของโรงแรมที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับภูเขาไฟโบรโมผ่านทางอินเตอร์เน็ต     Package  Tour ที่ว่าเหมาค่าบริการตั้งแต่รถตู้ที่จะขับมารับที่โรงแรมที่สุราบายา  พาไปยังที่พักที่ Cemoro Lawang  อันเป็นพื้นที่ในการตั้งต้นเข้าชมภูเขาไฟ  ห้องพัก 1 คืน อาหารค่ำ 1 มื้อ  รถจี๊ปขับเคลื่อนสี่ล้อที่จะมารับตอนตี 3 เพื่อพาไปชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขา Pananjakan  ม้าขี่ที่จะนำขึ้นไปยังปล่องภูเขาไฟ  อาหารเช้าหนึ่งมื้อ และรถตู้ขับพากลับไปส่งยังโรงแรมที่สุราบายา เบ็ดเสร็จ สนนราคาเพิ่มขึ้นจากราคาค่าที่พักไม่กี่บาท จากที่คิดแค่จะจองห้องพักเพียงอย่างเดียว จึงเปลี่ยนใจเป็นซื้อบริการแบบเหมารวมเบ็ดเสร็จ
                ถึงเวลานัด คนขับรถมารับที่โรงแรมตามเวลานัดหมาย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง
                เส้นทางช่วงสุดท้ายเริ่มเข้าเขต  Cemoro Lawang  อันเป็นพื้นที่เขตภูเขา บรรยากาศข้างทางเริ่มเปลี่ยน ภาพเกษตรกรรมแบบขั้นบันได ท่ามกลางม่านฝน และม่านหมอกปรากฏให้เห็น  ผลิตผลเหล่านั้น… ใหญ่ สมบูรณ์   ชวนตื่นตาสะท้อนให้เห็นความอุดมของผืนดินบริเวณนี้  บ้านหลังเล็กชั้นเดียวตั้งอยู่ริมทางให้เห็นเป็นระยะ น่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม หลายหลังซุกอยู่ท่ามกลางผลผลิตที่ปลูกเป็นแถวแนวยาว … ร่างคนเคลื่อนไหวเก็บเกี่ยวผลงานจากผืนดิน สงบ และเรียบง่าย
                ไอเย็นชื้นที่เกาะพราวบนกระจกใส ชวนเชิญให้ลองยื่นมือไปแตะกระจกรถ … เย็นเฉียบ….  พอคาดเดาได้ว่าอากาศด้านนอกจะเป็นอย่างไร
                น่าขัน… ที่เมื่อบางคนรู้ว่าฉันจะเดินทางมาอินโดนีเซีย… หน้านิ่วเล็กน้อย
                “อากาศคงร้อนละสิ”
                นิยามการเที่ยวของคนบางคน ความศิวิไลซ์มาพร้อมอากาศหนาวเย็น  ความด้อยพัฒนามาพร้อมอากาศร้อนจัด        ไม่ได้มาเพราะความสงสัย ต่อคำว่า “ไฟ” ที่ห้อยอยู่ตรงท้ายพยางค์ ที่ฟังแล้วชวนร้อนอุ่น
                ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เตือนย้ำนักหนาว่า อากาศที่นี่จะหนาวเย็น โดยเฉพาะตอนเช้ามืดขณะขึ้นไปดูวิวพระอาทิตย์ขึ้น…ถึงตอนนี้แค่เข้าเขตชายขอบ ความเย็นเจี๊ยบด้านนอกแทบจะทะลุกระจกเข้ามาด้านใน
                บ้านชั้นเดียวที่ตั้งอยู่ริมทาง รูปทรงเป็นกล่องสี่เหลี่ยมครอบด้วยหลังคาทรงจั่ว กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักแบบเดียวกับภาพวาดสมัยเด็ก ๆ … เสียดาย อย่างเดียว ถ้าบ้านแต่ละหลังพร้อมใจกันปลูกไม้เมืองหนาวที่ออกดอกสีสันสวย ๆ ละก้อ… ที่นี่ชนบทยุโรปชัด ๆ 


               รถตู้ไปจอดสงบนิ่งหน้าที่พัก ซึ่งสร้างเป็น ลักษณะ complex  ประกอบด้วยเรือนพักหลังเล็ก ๆ ง่าย ๆ  เชื่อมต่อกัน ตั้งอยู่ริมหน้าผา กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม แต่ที่เด่นแตะตา ชนิดกระโดดลงจากรถปุ๊ปต้องเหลียวหันไปมอง คือ ภูเขาไฟโบรโม ที่อวดโฉมกันให้เห็นจะ ๆ  จากหน้าที่พัก ท่ามกลางผืนทรายสีดำ ชนิดที่ไม่ต้องไปเดินหาจุดชมวิวที่ไหนไกล ๆ 



                 คณะร่วมทางเบิกตาโพลง  “โห ได้เห็นกันใกล้ ๆ ขนาดนี้เชียว”
                ขนาดฉันนั่งอ่านข้อมูลของที่พัก… ที่บรรยายสรรพคุณพร้อมภาพประกอบ ‘อยู่ใกล้ภูเขาไฟแค่เอื้อม’ จากอินเตอร์เน็ต ยังพลอยตื่นเต้นไม่แพ้คนอื่น
                Check in เก็บข้าวของกันเรียบร้อย โผล่กลับมายืนหน้าสลอนหน้าที่พักอีกครั้ง ท่ามกลางความเขียวชะอุ่มรอบ ๆ ตัว  ภาพกลุ่มภูเขาไฟสีหม่นเทาจากผืนทรายสีดำ และกลุ่มควันที่พ่นออกจากกรวยตัดด้านบนที่ปรากฏให้เห็นดูแปลกตา ราวกับเป็นภูมิทัศน์จากสถานที่ไหนไกล ๆ ที่ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับจุดที่ยืนอยู่เลย
                จริง ๆ แล้ว โบรโมไม่ได้เป็นภูเขาไฟที่อวดโฉมโดดเดี่ยว หากเป็นหนึ่งในกลุ่มภูเขาไฟหลาย ๆ ลูกที่ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ “Bromo-Tengger Semeru”  แต่ที่โดดเด่น เป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ ก็ตรงที่เข้าไปเยือนถึงขอบปล่องได้ง่ายที่สุด ทั้งยังเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ใจกลางปล่องยังคงระอุพ่นควันกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้หลายคนเรียกกลุ่มควันที่ปล่อยออกมาว่า “ลมหายใจเทพเจ้า”

                กลุ่มควันที่ล่องลอยจากปล่องด้านบนที่เป็นแอ่งกว้างคล้ายหลุม ทำให้ตัวภูเขาไฟโบรโมที่มีสัณฐานป้านเตี้ยดูคลุมเครือ กลายเป็นภาพประกอบด้านหลังให้กับภูเขาไฟบาตอก (Mount Batok) ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า  รูปทรงของภูเขาไฟบาตอกสมมาตร พูนสูงขึ้นคล้ายขนมพุดดิ้ง รอยจีบย่นรอบ ๆ อันเกิดจากลาวาที่ไหลออกมายามปะทุระเบิด ทำให้แปลกตากว่าภูเขาทั่วไป สีเขียวอ่อนที่เกิดจากพันธุ์ไม้ที่ขึ้นปกคลุม ทำให้ภูเขาไฟบาตอกดูมีชีวิตชีวา อ่อนเยาว์ ท่ามกลางความหม่นเทาของผืนทรายและกลุ่มควัน ด้านหน้าบริเวณตีนเขา วัดฮินดูสีเข้มตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว… ขับเน้นให้ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคล้ายดินแดนแห่งเทพเจ้า… พรุ่งนี้เช้า… สินะ ที่จะได้เข้าไปเยือน
                หมอก เมฆ ลมฝนพัดมาตึง ๆ ก่อนจางหาย และเวียนวนมาอีกครั้ง…. ช่วงจังหวะเวลาที่มาเยือนดูเหมือนจะไม่เหมาะสม….  เจ้าหน้าที่ที่โรงแรมที่สุราบายา อุตส่าห์อวยพรเอาใจช่วย
                “หวังว่าจะโชคดี ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น” 
                จังหวะ เวลาของการดำเนินชีวิต ไม่ได้สอดคล้องกับฤดูกาลของทุกหนทุกแห่ง เมื่อพอมีเวลาว่าง จึงออกเดินทาง… สถานที่แต่ละแห่ง คงไม่ได้งามเฉพาะฤดูกาลที่นิยม
                เดินเที่ยวรอบ ๆ Cemoro Lawang แม้นไม่มีกลุ่มภูเขาไฟที่ให้ภาพแปลกตาแก่ผู้ที่ไม่คุ้นชิน ก็สวยงามในรูปแบบของตัวเองด้วยภูมิลักษณะที่เป็นเนินเขาสลับซ้อน แปลงเกษตรอวดผลผลิตงาม ๆ ที่ลาดตามไหล่เขา และอากาศที่สดชื่นโปร่งสบาย




                คงเป็นเพราะช่วงที่ฉันเดินทางไปเยือนไม่ได้อยู่ในฤดูกาลท่องเที่ยว ร้านรวงที่เปิดขายของจึงมีไม่กี่ร้าน ของที่ระลึกยวนตายวนใจนักท่องเที่ยว ไม่ใคร่จะมี อันนี้คงไม่เกี่ยวกับเรื่องฤดูท่องเที่ยวหรือไม่ใช่ น่าจะเป็นเรื่องของการขายไม่เป็นมากกว่า  ของที่ระลึกยอดนิยมที่วางขายตามร้าน  และที่มีหนุ่ม ๆ ทั้งหนุ่มใหญ่หนุ่มน้อย หอบใส่กระบะ เดินตามตื้อขายให้นักท่องเที่ยวคือหมวก ผ้าพันคอ และถุงมือ ที่ปักคำว่า Gunung Bromo  (Gunung ภาษาอินโดนีเซียแปลว่า ภูเขา)  เรียกได้ว่าเป็นของที่ระลึกแบบพื้นฐานจริง ๆ ประมาณว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่มนุษย์ขาดไม่ได้ แล้วอากาศที่นี่หนาวเย็นเสียขนาดนี้ จะขายอะไร? ถ้าไม่ใช่อุปกรณ์เสริมความอบอุ่นให้กับร่างกาย  ราคาหมวก ถุงมือ และผ้าพันคอที่คนขายนำเสนอไม่แพงเลย ทั้งยังต่อรองได้อีก ทำให้ถึงจะเตรียมตัวมาพร้อม  ฉันกับเพื่อนหนุ่ม สุดท้ายก็ซื้อไว้เป็นที่ระลึกจนได้
                บรรยากาศดี ๆ อากาศสบาย ๆ อย่างนี้ทีไร ความอยากกาแฟกำเริบทุกที หันมองซ้ายแลขวา…จะมีร้านกาแฟบ้างมั้ย… เห็นกระต๊อบหลังเล็ก ๆ ริมทาง เปิดประตูกว้างทิ้งไว้… มองผ่านช่องหน้าต่างเข้าไปเห็นมีโต๊ะตั้งอยู่กลางห้อง  มีร่างชายผู้หนึ่งนั่งก้มหนาก้มตากินอาหารที่อยู่ในจาน  และตรงหน้าต่างที่อยู่ถัดไปด้านใน ได้ประยุกต์เอากรอบที่หนาของหน้าต่าง ใช้เป็นชั้นวางขวดน้ำดื่ม มองคะเนคร่าว ๆ  น่าจะเป็นร้านขายของ ขายอาหาร ทำนองนั้นลองเดินเข้าไป  คุณป้าที่อยู่ด้านหลังโผล่ร่างออกมามอง
                “Coffee”
                แกยิ้ม  พยักหน้า
                ฉันชี้นิ้ว นับเรียงไปทีละคน ส่งสัญญานให้รู้ว่า เอามาจำนวนแก้วเท่าจำนวนคนนี่แหละ
                แกพยักหน้า แล้วหายไปข้างใน
                กวาดสายตามองไปรอบ ๆ สุดท้ายสายตาทุกคู่ก็ไปหยุดจับจ้องที่จานข้าวของลูกค้ารายเดียวที่กำลังนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย… หน้าตาของอาหารในจานเป็นข้าวราดแกงคล้ายพวกแกงกระหรี่ สีเหลืองสวย พร้อมชิ้นไก่ และเครื่องเคียงที่เป็นผักแบบรวมมิตรมีทั้งถั่วงอก กระหล่ำปลีราดน้ำสีแปลก ๆ
                โห… หน้าตาน่ากินพิลึก แถมดูสะอาดสะอ้านอีกด้วย
                พอป้าแกเดินผ่านให้เห็นแว่บ ๆ จากด้านใน เลยรีบเรียก ส่งภาษาใบ้ชี้ไปที่จานข้าวของพ่อหนุ่มนั่น ก่อนชูหนึ่งนิ้ว ประมาณว่า “เอาแบบเนี่ยะ… จานนึง”
                ผ่านไปพักใหญ่พอประมาณ  กาแฟร้อน ๆ ถึงยกมาเสริฟ ตามด้วยข้าวราดแกงที่สั่งไป ควันลอยฉุยตลบอวล ทั้งจากแก้วกาแฟ และจานข้าว ก่อกวนพยาธิในท้องพิลึก
                ลองยกกาแฟขึ้นมาจิบ กาแฟของคุณป้ารสชาติกลมกล่อมไม่เลว   ติดตรงที่แกไม่ยักกรองผงกาแฟให้ กินไปต้องคอยถ่มผงออกมาใส่กระดาษ  สุดท้ายต้องขอช้อนมาตักผงที่ลอยบนผิวหน้าทิ้งไป ถึงพอดื่มได้
                เจ้าเพื่อนตัวดี ที่เป็นตัวตั้งตัวตี อยากลองอาหารจานเด็ดของคุณป้า ลองตักอาหารขึ้นมาชิม แล้วชมเปราะ
                “อร่อยจริง ๆ”
                แต่เจ้าตัวกลับกินแค่ช้อนสองช้อน ก่อนถือถ้วยกาแฟไปนั่งดื่มละเลียดด้านนอก
                “อร่อยจริง ๆ แต่ยังไม่หิว”
                ปล่อยภาระให้ที่เหลือจัดการกันต่อไป แต่.. อาหารคุณป้าอร่อยจริง ๆ น่ะแหละ รสชาติออกหวานนิด ๆ แต่ถูกปาก ขณะนั่งกิน  มีลูกค้าเพิ่มเข้ามาสมทบ เป็นสองสาวนักศึกษา ที่มาสำรวจเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยว ทั้งคู่สั่งอาหารแบบเดียวกับที่พวกฉันกินอยู่… หรือจริงๆ  แล้วคุณป้าแกขายอาหารอยู่ชนิดเดียวก็ไม่รู้




เจียนมืดค่ำ  พวกเราค่อยเดินกลับที่พัก… ยิ่งค่ำ… ลมพัดแรงขึ้น เสียงลมพัดโดนอาคารดังกึง ๆ ฟังน่ากลัวเหมือนกัน... นั่งหลบซุกตัวกันตรงห้องอาหารของที่พัก... ตอนแรกนึกบ่นในใจว่าทำไมห้องอาหารถึงไม่กรุด้วยแผ่นกระจกใสแผ่นใหญ่ ๆ รอบด้าน แทนหน้าต่างเป็นบาน ๆ จะได้เห็นทิวทัศน์ด้านนอกได้ชัด ๆ ถึงคราวนี้ค่อยเริ่มเข้าใจ...ก็ที่พักตั้งอยู่ใกล้ ๆ ริมหน้าผา รับแรงลมเต็ม ๆ คงกลัวลมพัดเอากระจกแตกปลิวเป็นชิ้น ๆ  ซะละมัง
ยังคงมีนักท่องเที่ยวท้องถิ่นทยอยขับรถขึ้นมาพักเรื่อย ๆ  กลุ่มพ่อค้านักตื้อที่เดินขาย หมวก ผ้าพันคอ และถุงมือ ยังคงปักหลักจับกลุ่มกันข้าง ๆ ห้องอาหารเพื่อรอขายของ บางคนหาบเอาหม้อก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ มาตั้งวางขายด้วย  เห็นภาพนั้นแล้ว ฉันว่าเป็นภาพเกื้อกลูที่น่ารักทีเดียวระหว่างเจ้าของกิจการกับคนท้องถิ่น
                …………….
ใกล้ตีสาม...
เสียงฝนด้านนอกตกหนัก ไม่มีวี่แววว่าจะซาลง
คำอวยพรที่ว่า “หวังว่าจะโชคดี ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น” ท่าจะเป็นหมัน ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ารายการพาไปดูพระอาทิตย์ขึ้นจะโดนยกเลิกด้วยมั้ย.. .. มีเสียงรถแล่นเข้ามาจอดในลานจอดรถ ทำให้เลิกม่านออกไปดู รถโฟร์วิลล์หลายคันเข้ามาจอด... แสดงว่า The show must go on  รีบแต่งตัวให้รัดกุมพร้อมออกไปเผชิญอากาศหนาว
รถคันที่บริการพวกเราขับตะลุยฝ่าฝนออกจากลานไปเป็นคันแรก และยืนยันการเป็นคันแรกสุดอีกครั้งเมื่อคนขับไปจอดตรงด่านทางเข้า แล้วลงไปไขกุญแจเปิดประตูกั้นถนนออก
ทั้งหมอก ทั้งฝน ปะพรมจนมองแทบไม่เห็นด้านนอก กระทั่งเริ่มมีไฟส่องสว่างจากรถที่ขับตามหลังมาอีกหลายคัน ทำให้บรรยากาศดูคึกคักขึ้น
ใช้เวลาประมาณ 40 นาที รถก็นำพวกเราไปถึงยอดเขา Pananjakan
                นักท่องเที่ยวจากไหน มารวมตัวกันที่นี่เต็มไปหมด ระหว่างรอฟ้าใกล้สาง นั่งจิบกาแฟอุ่น ๆ ตรงร้านริมทาง คราวนี้ที่ร้านไม่ลืมที่จะกรองผงกาแฟให้  ทำให้นั่งจิบกาแฟได้ละมุนขึ้น  กระทั่งได้เวลา นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินตามกันไปยังจุดชมวิว… ฝนหยุดตกแล้ว   อัฒจรรย์ตรงลานกว้าง ช่วยให้การชมดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่แออัด  นักท่องเที่ยวสามารถเลือกที่นั่ง นั่งลดหลั่นกันลงมาโดยไม่ต้องยืนเบียดแย่ง แอบหวังอีกครั้งว่า ฟ้าจะเปิด แล้วอวดโฉม ภาพพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางกลุ่มภูเขาไฟ
ชาวพื้นถิ่น เดินถือช่อดอกไม้ที่เป็นดอกหญ้าสีสด เก็บจากข้างทางมามัดรวมกัน หลายช่อเกิดจากดอกหญ้าหลายชนิดผสมปนเป จนได้จังหวะงดงาม  บางช่อเกิดจากดอกหญ้าชนิดเดียวเดี่ยว ๆ มั่นอกมั่นใจ  แต่บางช่อก็เกิดจากการตั้งใจใช้ดอกหญ้าที่สีสันตัดกันอย่าง ม่วงกับเหลือง  มาผสมรวมกัน ณ ที่เดียว
มัดดอกไม้เหล่านี้ เร่ขายให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อนำไปถวายเทพเจ้า
ณ… ที่แห่งไหน มักมีตำนาน ตำนานการก่อเกิด และการดับสูญ
เมื่อก่อนพื้นที่บริเวณภูเขาไฟแห่งนี้ปกครองโดยราชินี Roro Anteng และราชา Joko Seger  ทั้งคู่ได้ครองคู่ร่วมกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่มีวี่แววที่จะมีบุตร หรือบุตรี สืบทอดสายโลหิต  ด้วยความร้อนรุ่มใจ จึงได้เดินทางไปยังยอดภูเขาไฟ เพื่อสวดอ้อนวอนขอบุตร และบุตรีจากเทพเจ้า
ถ้อยคำอ้อนวอนนั้น ก้องกังวานจากภายในปล่องภูเขาไฟ และล่องลอยไปถึงเบื้องบน  คำอ้อนวอนนั้นประสบผล ได้รับความเห็นใจจากเทพเจ้า ที่ตัดสินใจที่จะประทานเด็ก ๆ ให้แก่พวกเขา  แต่มีข้อแลกเปลี่ยน พวกเขาจะต้องบูชายัญบุตรหรือบุตรีคนสุดท้ายให้แก่เทพเจ้า
ไม่ช้านาน ทั้งคู่ก็มีบุตร และบุตรีพรั่งพร้อมจำนวนมากถึง 25 คน  ณ ห้วงเวลานั้น Roro Anteng และ Joko Seger เปี่ยมด้วยความสุข แม้ลึก ๆ จะรู้สึกกลัวอยู่บ้าง เนื่องจากรู้ว่า คำสัญญาจะต้องถูกทวงถามภายในวันหนึ่งวันใด แล้ววันนั้นก็มาถึง  เทพเจ้าได้ทวงคำมั่นสัญญา
พวกเขาได้พาลูก ๆ ทั้งหมดหลบหนี เนื่องจากไม่ต้องการบูชายัญบุตรคนสุดท้าย Kesuma ให้กับเทพเจ้าแต่ภูเขาไฟได้ระเบิดขึ้น และกลืนร่าง Kesuma  ลงไปในปล่อง ทันทีที่ร่าง Kesuma หายไป ทุกอย่างได้คืนกลับสู่ความสงบ  เสียงของ Kesuma ได้ดังกังวานขึ้น ประสงค์ถ่ายทอดสารไปยังพี่ ๆ ของเขา  ทุก ๆ ปี ในวันพระจันทร์เต็มดวงของเดือนที่ 12  (ตามปฏิทินพื้นเมือง) ให้จัดพิธีถวายสิ่งสักการะแด่เทพเจ้า เพื่อความอุดมสมบูรณ์ และสงบสุขของผืนแผ่นดิน ซึ่งได้กลายเป็นประเพณีปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
เช้าแล้ว…. ไม่มีวี่แววว่าฟ้าจะเปิด นักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ตัดสินใจที่จะเลิกรอ และกลับไปในที่สุด รวมทั้งพวกเราด้วย
รถแล่นไปตามทางถนน  เพื่อตรงไปยังภูเขาไฟโบรโม   ขณะเข้าไปจอดบริเวณตีนเขา Batok    ณ  เวลานั้น คึกคักด้วยเพิงชั่วคราวของคนนำทาง และม้าที่เตรียมไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวเช่าขี่ขึ้นไปข้างบน ค่าบริการแบบเหมาจ่ายเบ็ดเสร็จ ครอบคลุมถึงค่าบริการม้าด้วย เมื่อไปถึง จึงได้รับแจกบัตรชื่อม้าที่จะเป็นพาหนะนำพาคนละหนึ่งใบ




ตื่นเต้นไม่น้อย ตอนปีนขึ้นไปนั่งคร่อมบนหลังม้า…. ก็นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้อยู่บนพาหนะที่มีชีวิตจริง ๆ ไม่ใช่เครื่องจักรที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น เมื่อเจ้าสี่เท้าเริ่มย่างก้าว ตัวโอนเอนไปมา..มือรีบตะครุบสายจับแน่น…ตัวเกร็งไปหมด รู้สึกเหมือนจะตกเอา.. กระทั่งผ่านไปสักพัก เริ่มคุ้น ถึงค่อยรู้ว่าต้องไม่เกร็ง ร่างจะโอนจะเอียงไปทางไหน ปล่อยไป… ค่อยทำให้รู้สึกว่าการนั่งม้าเพลิดเพลินดีเหมือนกัน
ม้าก้าวย่างไต่ขึ้นไปตามทางที่ค่อย ๆ ชันขึ้นทีละน้อยอย่างช้า ๆ เสียงลมหายใจของมันดังฟืดฟาด และเหงื่อที่ไหลย้อยของเจ้าของที่คอยระวังดึงรั้งไม่ให้เจ้าสีเท้าก้าวพลาดตกจากทางที่ลัดเลาะตามไหล่เขา ทำให้รู้ว่าเป็นงานที่หนักหนาไม่น้อย….
ที่สุดก็ไปถึงตีนบันได ต่อไปนี้…. ต้องใช้สองเท้านำร่างของตนเองขึ้นไปเอง
เริ่มมีคนพื้นถิ่น นำมัดดอกไม้มาตื้อขายอีกครั้ง… แต่ไม่หลากหลายและสวยเท่าที่ pananjakan 
ขณะเดินไปตามทางบันได  ลมพัดวูบมาบางจังหวะ นำพากลิ่นกำมะถันแสบจมูกมาด้วย ผ้าพันคอที่นอกจากจะให้ความอบอุ่น เริ่มมีประโยชน์เพิ่มขึ้น ช่วยในการใช้ปิดจมูกเพื่อกรองกลิ่น
ความใจร้อน ทำให้เร่งฝีเท้า... พยายามจะขึ้นไปให้ถึงข้างบนให้เร็วที่สุด อยากเห็นภาพที่จะปรากฏด้านบน และปล่องภูเขาไฟ
แต่ครั้นไปถึงข้างบนจริง ๆ  หมอกฝนปกคลุมไปทั่วจนมองไม่เห็นอะไร และที่ร้ายที่สุด กลิ่นกำมะถันฉุนจัด จนหายใจไม่ได้  ผ้าพันคอที่หยิบมาปิดจมูก ไม่ช่วยอะไรเลย ท้ายสุด กลายเป็นว่า เมื่อเดินขึ้นไปถึง  ทุกคนต่างยอมแพ้  หันหลังเดินย้อนกลับลงไปข้างล่างในทันที
เพื่อนร่วมทาง ที่เดินถือดอกไม้ขึ้นมา โยนดอกไม้ลงไปในปล่องภูเขาไฟ ที่มองไม่เห็นอะไรเลย….
ดินแดนเทพเจ้า ยินยอมให้มนุษย์ตัวเล็ก ๆ รุกล้ำเข้าไปเยือนเพียงเท่านี้


………
กลับถึงบ้าน
เจ้าตัวเล็กสองคน ออกมาต้อนรับ
“อ้าว… ไม่เห็นตัวดำเลย”  เสียงตัวโตกว่าข้องใจ
“จริงด้วย” ตัวเล็กเสริม “ทำไมตัวไม่ดำ”

ไม่มีความคิดเห็น: