21 มิถุนายน 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 12

ปีใหม่แบบเม็กซิกัน

ราตรีนี้ยังไม่จบสิ้น… ขณะหนังท้องตึง หนังตาทำท่าจะหย่อน เสียงกริ่งโทรศัพท์ในห้องพักก็ดังขึ้นตอนห้าทุ่มกว่า…. ฉันกับยูลีมองตากันอย่างงุนงง… แต่เจ้าของเสียงโทรศัพท์ไม่ใช่ใคร เป็นมาร์ตินน่ะเอง และตอนนี้เขารอเราอยู่ข้างล่างที่เคาน์เตอร์ของโรงแรม … มาร์ตินมารับเราสองคนไปฉลองรับปีใหม่กับครอบครัวของเขา… จู่ ๆ คนต่างแดนสองคนก็มีคนยื่นไมตรีจิตให้….

เป็นอาหารมื้อพิเศษที่แสนดีและแสนอร่อย เป็นค่ำคืนที่ฉันแสนจะติดใจ โต๊ะใหญ่..รายล้อมด้วยสมาชิกในครอบครัว พ่อ พี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ มาร์ติน หลานตัวน้อยอีก 4 คน และฉันกับยูลี ช่างเป็น big family ดีจริง ๆ อาหารเม็กซิกันแท้ ๆ อุดมสมบูรณ์ แม้จะอิ่มไก่ย่างกับยูลีมาแล้วคนละครึ่งตัว แต่ยังเอร็ดอร่อยกินได้ปริมาณขนาดที่เจ้าของบ้านยิ้มอย่างพออกพอใจ

ฉันกับยูลีเป็นจุดสนใจของครอบครัว พี่ชาย พี่สาวของมาร์ติน ซักไซ้ถามไถ่ถึงการเดินทางของเราสองคน… ท่าทางครอบครัวของมาร์ตินปลื้มกระเหรี่ยงสองสาว ที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางกันมา ตามประสาเจ้าบ้านน่ะ เวลาเห็นคนมาเที่ยวบ้านตัวก็ชอบ แล้วสองสาวที่มาเที่ยวก็มากันไกลเสียด้วย คนเอเชียแบบนี้ ไปไหนมาไหนในเม็กซิโก ตกเป็นเป้าสายตา ความอยากรู้อยากเห็นยิ่งกว่าฝรั่งผิวขาว ตัวโต ๆ เสียอีก 

ครอบครัวมาร์ตินพอรู้ว่าเรามีแผนที่จะเดินทางไปเที่ยวเมืองอื่นต่อในคืนพรุ่งนี้ ก็พยายามชักชวนเยื้อให้เราอยู่ต่อ ถึงขั้นเอื้อเฟื้อจะให้พักที่บ้านเลยทีเดียว… เป็นการชวนที่เต็มใจอย่างยิ่ง กริยาแบบนี้ดูกันออก… แต่เกรงใจน่ะ…เราเลยปฏิเสธอย่างนิ่มนวล และใจแข็งเป็นอย่างยิ่ง 

และเมื่อถึงเวลานับถอยหลัง… เรากำลังจะข้ามวันจากปีเก่าสู่ปีใหม่ ทันทีที่นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ครอบครัวมาร์ตินก็ให้ฉันกับยูลีรีบกินองุ่น 12 ลูก องุ่น 12 ลูกเป็นสัญลักษณ์แทนเดือน 12 เดือน แต่ละเดือนที่เคี้ยวอยู่ในปากให้อธิษฐานขอพรสำหรับวันเวลาใหม่ที่จะมาถึง 

ภาพจาก http://knoji.com

คืนนั้นกว่าจะกลับโรงแรมก็ตี 3 เข้าไปแล้ว พอเข้าไปในโรงแรมปุ๊ปเจอหน้าพนักงานเราก็พูด ไฮ เป็นการทักทาย แต่เจ้าหน้าที่ย้อนกลับมาค่ะว่า กู้ด มอร์นิ่ง ก็จริงของเขา นี่มันเช้าแล้ว เช้าวันแรกของปีใหม่ ณ แดนไกล


Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 11

สวนลอยน้ำ

ฉันเลือกไปเยือนสถานที่นี้เพราะรูปภาพในหนังสือท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ก็เจ้าภาพเรือท้องแบนที่จออดลอยเรียงลำ ช่างตกแต่งทาสีสันบนหลังคาแบบว่าให้อารมณ์เม็กซิกันดีจัง ทั้งเปิดเผย แล้วก็สนุกสนาน

แต่ปรากฏว่าเจ้าสวยลอยน้ำนี้มีความเป็นมาถอยไปไกลกว่าที่ฉันคิดไว้ไกลโขทีเดียว เจ้าสวนลอยน้ำ หรือ Xochilmilco (โซชิลมิลโก้) เป็นภาษาเอซเทค นั่นไง… ที่ฉันว่าความเป็นมาถอยไปไกลโข ไกลจนไปยุ่งกับชาวเอซแทคอีกแล้ว แต่ว่าไปแล้ว… จะไม่ให้อะไร ๆ ของเมืองเม็กซิโก ซิตี้ไปยุ่งกับชาวแอซแทคได้ไง ก็ในเมื่อชนเผ่านี้แหละเป็นคนสร้างเมืองนี้ขึ้นมา และให้ชื่อที่นี่ตามชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามของพวกเขาว่า เมืองเม็กซิตลี… คราวนี้รู้หรือยังว่าชื่อเม็กซิโก ซิตี้มาจากไหน

ว่ากันว่าแต่ก่อนที่ทางของเมืองเม็กซิโกซิตี้น่ะ ล้วนเป็นทะเลสาบทั้งนั้น ที่นี้เจ้านกเหยี่ยวที่คาบงูเกาะบนกระบองเพชรให้จำเพาะปรากฏตัว ณ ที่นี้ อย่างที่มีการทำนายทายทักกันไว้ ชาวแอซเทคจึงสร้างเมืองขึ้นที่นี่ และเมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลสาบเลยมีการสร้างแพ มีการถมดินลงไป ทำสวนลอยน้ำ ปลูกผัก ปลูกดอกไม้ จะได้ไม่ต้องไปขนจากแผ่นดินไกล ๆ ให้ลำบาก


ภาพนกเหยี่ยวคาบงูเกาะบนต้นกระบองเพชร ขณะอุ้งตีนอีกข้างยึดหางงูไว้
ลายเป็นส่วนหนึ่งของธงชาติเม็กซิโก

แต่ปัจจุบัน โซชิลมิลโก้ ไม่มีสวนลอยน้ำ ไม่มีทะเลสาบเวิ้งว้างเหมือนสมัยก่อน เพราะบัดนี้ทะเลสาบได้ตื้นเขินกลายเป็นแผ่นดินไปหมดแล้ว แต่ยังคงมีคลองมากมาย และเต็มไปด้วยเรือท้องแบนลำใหญ่ ที่เมื่อแว่บแรกที่ฉันเห็น สีสันบนหลังคาที่ฉูดฉาดเตะตา ทำให้มองคล้ายสีสรรของดอกไม้… ว่าไปแล้วก็ยังเหมือนสวนลอยน้ำอยู่เหมือนกัน 

ฉันกับยูลีเดินทางไปโซชิลมิลโก้ ด้วยพาหนะใหม่ …รถอิเลคทริคคาร์ เจอคนใจดีอีกแล้ว !! ฉันชอบการเดินทางก็เพราะผู้คนเหล่านี้แหละ เป็นพ่อลูกสองคน ทั้งคู่มองเราตั้งแต่อยู่บนรถ พอลงจากรถที่เดียวกัน รู้ว่าเราจะไปสวนลอยน้ำ คนผู้หญิงที่เป็นลูกก็เรียกให้เราตามเธอไป ก่อนจะเรียกรถเมล์เล็กให้ พร้อมบอกคนขับให้เสร็จสรรพว่าคู่นี้จะไปไหน ทำนอง ฝากด้วยนะจ๊ะ 
ระหว่างทางนั่งรถชมวิว เราเห็นร้านอาหารหลายร้านยางไก่เป็นตัว ๆ ให้เห็น ชวนน้ำลายสอปากพิลึก ก็ที่อเมริกามีแต่ร้านไก่ทอด… ไก่ย่างหาทำยาอยาก พอมาเห็นแบบนี้เข้า ฉันกับยูลีเลยแอบตกลงกันว่า จบจากการไปเที่ยวเล่นที่สวนลอยน้ำแล้ว เราจะกลับมาที่นี่เพื่อหม่ำไก่ให้หายอยาก 

พอไปถึงที่จริง ๆ ผิดคาด คาดการ์ณกันผิดจริง ๆ ที่มาหัวค่ำ หลงคิดว่าช่วงหัวค่ำน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ โรแมนติคที่สุดในการเที่ยวเล่นชมวิวริมคลอง แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ ตอนเราไปถึงร้านขายของที่ระลึกเก็บร้านรวงจะเกลี้ยงกันอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวกลับกันหมดไม่มีเหลือ มีก็แต่กระเหรี่ยงหน้าเด๋อสองสาวนี่แหละที่เพิ่งไปถึง เรือท้องแบนจอดนิ่งเป็นแถวตรงคลองนั่นเอง มีคนขับเรือเข้ามาเกี้ยวจะให้เรานั่งเรือ โถ! ตอนนั้นมันค่ำแล้ว คนก็ไม่มี ใครจะไปกล้านั่ง เสียดายเหมือนกัน เพราะมองจากภาพโปสการ์ดแล้ว วิวข้างทางสวยเชียวละ เต็มไปด้วยต้นไม้ เขียวร่มรื่น… ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่ความผิดใครหรอก… ฉันเอง… ไปติดวัฒนธรรมนั่งเรือแบบอเมริกัน ที่จะนั่งกันสักตอนหัวค่ำ จะได้เห็นแสงสีเสียงของตัวเมืองวิบวับ… ลืมนึกไปว่าเที่ยวคลองนะ… บรรยากาศคลองก็ต้องแบบตลาดน้ำบ้านเราสิ… กลางวัน ๆ ถึงจะสวย ได้บรรยากาศ 

ไม่เป็นไรพลาดจากการได้นั่งเรือเล่นที่สวนลอยน้ำ… ยังมีไก่ย่างระหว่างทางรออยู่ ฉันกับยูลีนั่งรถเมล์เล็กสายเดิม ตั้งใจจะกลับไปลงแถวบริเวณที่เห็นร้านขายไก่เยอะ ๆ แต่ปรากฏว่ารถไม่ยักวิ่งกลับทางเดิม วิ่งไปไหนก็ไม่รู้ มารู้ว่าหลงแน่ ๆ ก็ตอนรถวิ่งไปนานผิดสังเกตุ ไม่เห็นดงร้านไก่ย่างสักที แต่ไม่เป็นไร… คนบนรถบอกว่ารถเมล์สายนี้วิ่งไปสุดทางที่สถานีรถไฟใต้ดิน ฉันกับยูลีเลยได้เปลี่ยนบรรยากาศได้นั่งรถเมล์ชมเมืองเม็กซิโกซิตี้ซะที หลังจากมุดอยู่แต่ใต้ดินมาหลายเพลา 

ภาพจาก www.wikipedia.org

เม็กซิโก ซิตี้ ไม่ค่อยมีตึกสูงสวย ๆ แบบบ้านเรา คงเป็นเพราะเมืองเขาใหญ่ไม่จำเป็นต้องสร้างตึกสูง ๆ แล้วก็กรี๊ดกร๊าดกันนิดหน่อยที่ได้เห็นร้านแมคโดนัลด์อยู่สองสามร้าน เพราะที่เมืองวานนาฮัวโต้เราไม่เห็นเลย ทำให้รู้สึกว่าอาหารชาติอื่นแทรกซึมประเทศนี้ได้ยากจัง แต่มีข้อยกเว้นนะ คนเม็กซิกันท่าจะชอบพิซซ่า เพราะเห็นร้านขายพิซซ่าท้องถิ่นได้ทั่วไป และมีสาขาจากอเมริกาอย่างโดมิโน พิซซ่ากับพิซซ่าฮัทด้วย

แต่... แต่อย่าคิดว่าเราจะยอมพลาดเรื่องไก่ย่าง พลาดเรื่องเที่ยวแล้ว ไม่ยอมพลาดเรื่องกินให้ช้ำใจซ้ำสอง พอ กลับถึงบริเวณแถวที่พักเลยเที่ยวถามชาวบ้านชาวช่องด้วยภาษาสเปนกระท่อนกระแท่นไปทั่ว กระทั่งไปเจอร้านขายไก่จนได้ ฉันกับยูลีซื้อไก่ย่างมาหนึ่งตัว หิ้วกลับมานั่งกินสมใจอยากกันในห้องพักนั่นเอง ก่อนโทรศัพท์หามาร์ติน รายงานตัวอย่างเป็นทางการว่า “ว่ามาถึงเม็กซิโก ซิตี้แล้วคะ”
Copyright ©2012 kanakacha.blogspot.com