27 กันยายน 2554

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 2


2. ฉันจะไปเม็กซิโก
            คนชาติไหน ๆก็มักจะภูมิใจในประเทศของตนกันทั้งนั้น ฉันเอ่ยปากถามไถ่ถึงประเทศเม็กซิโกกับนักเรียนเม็กซิกันทีไร รายไหนรายนั้นเป็นต้องตาวามแวว
                “คณา… เธอต้องไปให้ได้ เม็กซิโกสวยมากนะ เม็กซิโกซิตี้น่ะ เป็นมหานครเทียวนะ ใหญ่เสียกว่าโตเกียว ใหญ่เสียกว่าแบงคอก (แน่ะ… มีการพาดพิงด้วย)” ประโยคทั้งหมดนี้ฉันเรียบเรียงจากคำหลาย ๆ คนได้ใจความเทือกนี้แหละ
                พวกเขาเหล่านั้นอยากให้ฉันไปเยือนประเทศของเขา
                ใกล้กันแค่นี้เอง แค่แม่น้ำขวางกั้น แม่น้ำริโอ แกรนเด พรมแดนธรรมชาติสีเขียวเข้มที่ทอดยาว ใครจะรู้บ้างมั้ยนะว่าชื่อแม่น้ำที่แทบไม่คุ้นหูคนไทยเอาเสียเลยนี้ เป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของเม็กซิโก และยาวเป็นลำดับที่ 5 ของทวีปอเมริกาเหนือ และท้ายสุดเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นลำดับที่ 20 ของโลก
ใจฉันน่ะลอย…ลอยไปไกลแล้ว อยากไปย่ำ อยากไปดู อยากไปเห็นนัก เจ้าประเทศเม็กซิโกเนี่ย
ส่วนผสมมาลงตัวเมื่อฉันได้รู้จักกับยูลี วู สาวมาเลเซีย นักศึกษาหน้าใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ แม่สาวคนนี้ตัวกลม ๆ ป้อม ๆ ยิ้มได้ทั้งวัน อารมณ์ดีสุด ๆ และที่สำคัญ เราเคยผ่านการเดินทางระยะสั้น ๆ ร่วมกัน ได้แลเห็นรสนิยม และเห็นวิธีการใช้ชีวิต ทำให้มั่นใจได้ว่าเราสามารถร่วมเดินทางด้วยกันในสภาวะที่ไม่มีอะไรแน่นอนได้แน่ ๆ
ฉันให้ความสำคัญต่อส่วนผสมนี้เป็นพิเศษ การเดินทางในสภาวะที่ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหน จะกินอะไร และโปรแกรมการเที่ยวที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ตามสภาวะการณ์ เพื่อนร่วมทางสำคัญยิ่ง ทั้งต้องเป็นเพื่อนร่วมทางที่รสนิยม และแนวคิดต้องกัน คล้ายคลึงกัน ซึ่งจะเสริมและเป็นสิ่งชูรสที่จะทำให้การเดินทางคราวนั้น ๆ รื่นรมย์ยิ่งขึ้น
ยูลี…ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ว่าเป็นส่วนผสมที่เข้ากับฉันได้ดี
ตอนนั้น ฉันดิ้นรนที่จะหาเพื่อนร่วมทางสักคน เป็นเพื่อนขับรถเที่ยวทางไกลครั้งแรกในดินแดนห่างไกลบ้าน ครั้นถามไถ่ใคร ไม่ยักมีใครสนใจที่จะไปกับฉันสักคน กระทั่งอยู่ดี ๆ นางสาวยูลี วูก็โผล่เข้ามา เป็นสาวต่างชาติหน้าใหม่ในมหาวิทยาลัย ฉันไม่ได้สนใจเจ้าหล่อนนัก หลุดปากถามเจ้าหล่อนไปเล่น ๆ อย่างไม่คาดหวัง
“ขับรถไปเที่ยวด้วยกันมั้ย”
ทันทีที่หล่อนได้ยินคำชวน ก็ระดมคำถามซักไซ้เกี่ยวกับสถานที่ที่จะไป ทำให้ฉันต้องเปลี่ยนใจมาสนใจหล่อนอย่างจริงจัง
 ครั้นได้ความ ได้รายละเอียดจากฉันจนพอใจ ยูลีก็ตอบตกลงรับปากฉันอย่างง่าย ๆ
                แล้วทริปนั้นก็กลายเป็นทริปมัน ๆ ในความทรงจำเลยทีเดียว  นับตั้งแต่การขับรถตะลอน ๆ ยามดึกเพื่อหาที่พักที่ล้วนแต่เต็มเอี๊ยดทุกหนทุกแห่ง เพราะฉันดันเดินทางไปตอนหน้าเทศกาลท่องเที่ยวของเมืองพอดี เจ้าของร้านชำเล็ก ๆ ริมทางที่ใจดี ดี๊ ช่วยโทรศัพท์หาที่พักให้สองสาว แถมบอกทางให้อย่างละเอียดยิบ เสียงคนเมาที่เอะอะนอกห้องพัก ที่มาเคาะห้องที่พวกเรานอนพักอย่างเข้าใจผิด  กุญแจรถรถดึกดำบรรพ์ที่ผ่านเจ้าของมาหลายมือ หัก เป๊าะ! เป็นสองเสี้ยวคามือ  ฉันสบตากับยูลี ยูลีสบตาฉัน และเราก็นั่งหัวเราะกันสนั่นข้างรถนั่นเอง… ช่างไม่ได้กลัว หรือสำนึกอะไรกันเลยว่าจะกลับบ้านไม่ได้ ตอนที่เรานั่งหัวเราะด้วยกัน ทำให้ฉันรู้ว่ายูลีเป็นส่วนผสมที่เราจะไปเที่ยวเปิดเปิงที่ไหนกันได้ทุกที่
พอฉันเปรย ๆ กับยูลี เท่านั้นว่าช่วงปีใหม่คราวนี้ไปเที่ยวเม็กซิโกกันเถอะ… ยูลีรับลูกทันควัน แถมไปไกลกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะ ปลายทางฉันแค่เม็กซิโก ซิตี้ แต่แม่ยูลีตัวกลม ๆ ป้อม ๆ คิดเลยเถิดไปไกลถึงกัวเตมาลาประเทศเพื่อนบ้านติดกับเม็กซิโกตอนใต้โน่น เจ้าหล่อนว่า ฟังจากเพื่อน ๆ ว่ากันว่าเม็กซิโกตอนใต้สวยมาก ค่าที่เมืองยังเป็นธรรมชาติอยู่มาก แล้วกัวเตมาลาก็อยู่ใกล้ ๆ แค่นั้นเอง  ฉันเลยต้องติดเบรคแม่เพื่อนตัวป้อมสักหน่อย…วนกันแค่ในประเทศเม็กซิโกก็พอแล้ว
ตกลงกันเป็นหมั่นเป็นเหมาะ ยูลีประสาสาวอัธยาศัยดี ก็ป่าวประกาศโปรแกรมพิเศษให้บรรดาเพื่อน ๆ นักศึกษา รู้ถ้วนทั่ว  แทนที่ใครจะเห็นพ้อง เห็นดีเห็นงาม กลับเป็นห่วงเป็นใยกันไปเสียนี่
"จะไปกันยังไงผู้หญิงสองคน"
"ภาษาสเปนก็ไม่รู้"
"เม็กซิโกอันตรายจะตาย"
สารพัดคำขู่ที่ประดังประเดกันเข้ามา ทำเอาฉันกับยูลีเขวไปเหมือนกัน  พ่อหนุ่มชาวบราซิลที่เป็นเพื่อน
ซี้เราสองคน… เอ็มเมอร์สันรู้โปรแกรมเราสองคน และความตั้งอกตั้งใจที่จะไปให้ได้ ถึงกับอึ้ง และนิ่งไปหลายวัน… เจ้าตัวคงไตร่ตรอง และคิดอยู่นาน ก่อนจะบอกเราสองคนว่า
                “ฉันจะไปด้วย”
                สีหน้าฉันกับยูลีประหลาดใจเต็มที  “ไปทำไม ไม่ต้อง” ฉันกับยูลีร้องลั่น
                “ไปกันได้ไง สองคน ภาษาสเปนก็ไม่รู้” หนุ่มเหน้ากล่าว  “ฉันไปด้วย อย่างน้อยฉันก็พูดสเปนได้”  ที่เอ็มเมอร์สันบอกว่าพูดสเปนได้ นั่นเป็นภาษาที่ชาวบราซิลเลี่ยนใช้คือภาษาโปรตุกีส ที่คล้ายคลึงกับสแปนิชมาก พ่อหนุ่มเลยฟุตฟิตฟอไฟกับพวกเม็กซิกันได้สบายมาก
                “ไม่ต้อง ฉันไปกันได้” ฉันกับยูลีช่วยกันย้ำกับเอ็มเมอร์สัน จนเอ็มเมอร์สันรามือ ปล่อยให้เราสองคนไปกันตามลำพัง
                เพื่อนฉันคนนี้น่ารักดีแท้….เอ็มเมอร์สันไม่ใช่คนชอบเที่ยว ไม่ชอบไปไหนถ้าไม่จำเป็น การที่เอื้อนเอ่ยอาสาออกมา แสดงถึงความมีน้ำใจ และความห่วงใยที่เพื่อนต่างชาติต่างภาษาที่บังเอิญมาเจอะเจอกัน มีให้กัน เอ็มเมอร์สันเคยกล่าวเสมออย่างภูมิใจในความเป็นบราซิลเลี่ยนของเขา   “ผู้ชายบราซิลต้องคอยดูแลผู้หญิง พวกเราไม่ให้ผู้หญิงทำอะไรให้หรอก” นี่แหละ… คือเอ็มเมอร์สัน  การที่ฉันกับยูลีปฏิเสธความหวังดีของเอ็มเมอร์สัน เพราะรู้ดีว่า เอ็มเมอร์สัน ไม่ได้อยากไปเที่ยวด้วยจริง ๆ เพียงแต่เป็นห่วงเราสองคนประสาหนุ่มบราซิลเลี่ยนที่แสนดี และที่มากกว่านั้น หมอเป็นหนุ่มเจ้าสำอางค์ … กินต้องดี … อยู่ต้องดี…. ขืนหอบหิ้วเอ็มเมอร์สันไปด้วย เราได้ตีกันตายเรื่องที่หลับที่นอน อาหารการกินแน่…. อย่าเสียเพื่อนเลยจะดีเสียกว่า….
ตัดสินใจเลือกวันเดินทาง แล้วไปทำวีซ่าผ่านเข้าเมืองเรียบร้อย ฉันกับยูลีค่อยขุดคุ้ยข้อมูลที่มากกว่าคำว่าเม็กซิโก ซิตี้  แหล่งข้อมูลก็จากบรรดาเพื่อน ๆ ชาวเม็กซิกันนี่แหละ
"เม็กซิโกซิตี้ มีปิรามิด ควรไปดูปิรามิด" ฉันกับยูลีเพิ่งจะได้ยินนี่แหละว่าเม็กซิโกมีปิรามิด
"ไปวานนาฮัวโต้ (Guanajuato) แล้วก็ ซาคาเทคัส (Zacatecas) พวกนี้เป็นเมืองอาณานิคมของสเปนสวยมาก"
และท้ายสุด หลายคนแนะนำ มอนเตอเรย์ (Monterrey) ในฐานะเมืองอุตสาหกรรมสำคัญ และเป็นเมืองใหญ่อันดับสาม
ฉันกับยูลีกางแผนที่ประเทศเม็กซิโกดูด้วยกัน เราจะเริ่มเดินทางจากเมืองนูโว ลาเรโด ซึ่งเป็นเมืองคู่
แฝดกับเมืองลาเรโดที่เราอยู่ เพื่อขึ้นรถตรงไปยังเมืองวานนาฮัวโต้ จากนั้นมุ่งสู่เม็กซิโก ซิตี้ ต่อไปยังเมืองซาคาเทคัส และจบลงที่เมืองมอนเตร์เรย์ก่อนกลับสู่เมืองนูโว ลาเรโดอีกครั้งลองลากเส้นการเดินทางดูแล้ว เป็นรูปสามเหลี่ยมเข้าท่าเข้าทางไม่เลวเลยทีเดียว







Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

8 กันยายน 2554

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 1


หมายเหตุ... เรื่องชุดนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารหญิงไทย

 

1. เมืองพันธุ์ทาง

 

ฉันหลงพลัดมาอยู่เมืองชายขอบ ประเทศสหรัฐอเมริกา
คำนิยามของเมืองที่หลุดจากปากคนที่อยู่มาก่อน และคนท้องถิ่น ช่างหลุดออกมาได้เหมือน ๆ กันโดยไม่ได้นัดหมาย
“SUCK”
ฉันพยายามประมวลนิยามคำว่า Suck ของเมืองให้แจ่มแจ้งขึ้น
ร้อนเป็นบ้าแดดเปรี้ยง จัดจ้านนั่นแหละ Suck บทที่หนึ่ง  ใครคิดว่าอเมริกามีแต่ความหนาวเหน็บ อากาศเย็นสบาย  คิดผิดเสียแล้ว…. อุณหภูมิ กว่า 40 องศาเซลเซียสของเมืองนี้ถือเป็นเรื่องปกติแท้ ๆ
Suck บทที่ 2 เมืองตึกแถว !!  ดาวน์ทาวน์ของที่นี่ไม่ได้เป็นอาคารระฟ้าที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ แต่เป็นอาคารตึกแถวที่เรียงเป็นพรืดเหมือนตึกแถวในตลาดตามหัวอำเภอบ้านนอกบ้านเราอย่างไรอย่างนั้น
Suck บทที่ 3 คงเป็นประชากรท้องถิ่นที่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ล้วนมีเชื้อสาย Hispanic แทบทั้งสิ้น ฉันยังจำบรรยากาศอันเหี้ยมเกรียมของวันแรกที่เดินดุ่ย ๆ จากหอพักเข้าไปยังขอบนอกของดาวน์ทาวน์
ได้…. ด้วยความไม่มีอะไรจะกิน อยากจะหาซื้อเสบียงเล็กน้อยติดห้องพักไว้บ้าง ระยะทางประมาณ สามกิโลเมตรจากที่พักไปมินิมาร์ทในปั้มน้ำมัน  ไม่ได้ลำบากลำบนอะไร เป็นการเดินเล่นไปในตัว แต่เพียงสักพัก ฉันก็เริ่มอึดอัด เมื่อสังเกตุเห็นคนที่เดินสวนผ่านไปมา และที่นั่งกันตามหน้าร้านมองฉันอย่างสนใจและเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้ง ใบหน้าคนเหล่านั้นนิ่งดุ หนวดที่เป็นเรียวปิดเหนือริมฝีปาก ชวนให้นึกถึงใบหน้าของผู้ร้ายหนังไทยรุ่น ดามพ์ ดัสกรนั่นทำให้ฉันแทนที่จะได้เดินอ้อยอิ่งไปเรื่อย ๆ ต้องรีบจ้ำพรวด ไป และกลับ และนั่นเป็นภาพแรกของคนเม็กซิกันในดินแดนลุงแซมที่ฉันได้สัมผัส น่ากลัวและดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
ความ Suck ของเมืองที่นี่ ทำให้คนพลัดถิ่นไม่อยากให้ใครที่รู้จักมาเยี่ยมมาเยือน บิดาของน้องสาวรายหนึ่งช่างน่ารัก คงพอจะรู้ความนัยของลูกสาวที่โยกโย้มาหลายครั้งหลายคราว่าไม่ต้องมาหา พ่อบอกกับลูกสาวให้สบายใจ ติดสนุกว่า อยากมาดู อยากมารู้จัก อยากมาสัมผัสเมืองนี้นานแล้ว เพราะเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ ดูหนังคาวบอยทีไร เห็นคนเวลาจะหนีไปเม็กซิโกต้องผ่านเมืองลาเรโดทุกทีสิน่าแล้วอย่างนี้จะไม่ให้อยากมาได้อย่างไร

ความจริงลาเรโดเป็นเมืองที่มีอะไรพิเศษในตัวหลายอย่าง ตั้งแต่การเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในมลรัฐเท็กซัส  การเป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงชื่อดังที่ชื่อว่า “Street of Laredoของ Marty Robbins ลองอ่านเนื้อเพลงนี้หน่อยเป็นไร

Street of Laredo

As I walked out in the Streets of Laredo
As I walked out in Laredo one day,
I spied a young cowboy, all wrapped in white linen
wrapped up in white linen and cold as the clay.

I see by your outfit, that you are a cowboy,
These words he did say as I slowly walked by.
Come sit down beside me and hear my sad story,
For I'm shot in the breast, and I'm dying today.

Twas once in the saddle I used to go dashing,
Twas once in the saddle I used to go gay.
First to the dram-house, and then to the card-house,
Got shot in the breast, and I'm dying today.

Oh, beat the drum slowly and play the fife lowly,
And play the dead march as you carry me along;
Take me to the green valley, there lay the sod oer me,
For I'm a young cowboy and I know I've done wrong.

Get six jolly cowboys to carry my coffin,
Get six pretty maidens to bear up my pall.
Put bunches of roses all over my coffin,
Roses to deaden the sods as they fall.

Then swing your rope slowly and rattle yours purs lowly,
And give a wild whoop as you carry me along;
And in the grave throw me and roll the sod o'er me.
For I'm a young cowboy and I know I've done wrong.

Go bring me a cup, a cup of cold water.
To cool my parched lips, the cowboy then said.
Before I returned, his soul had departed,
And gone to the round up - the cowboy was dead.

We beat the drum slowly and played the fife lowly,
And bitterly wept as we bore him along.
For we all loved our comrade, so brave, young and handsome,
We all loved our comrade, although he'd done wrong.

กลิ่นอายคาวบอยคุกรุ่นลอยฟุ้งเลยทีเดียว และยิ่งได้อารมณ์เข้าไปใหญ่ เวลาเห็นเพื่อนเจ้าถิ่นในชั้นเรียนใส่รองเท้าบู้ทสวย ๆ มาเรียน  แล้วชอบยิ้มแฉ่งถลกชายขากางเกงขึ้นมาอวด แต่ว่าไปแล้วรองเท้าบู้ทพวกนี้ก็สวยน่าอวดจริงๆ  น่ะแหละ

ความที่ลาเรโด เป็นเมืองชายแดนติดกับประเทศเม็กซิโก คนท้องถิ่นของเมืองจึงเป็นฮีสแปนิกเกือบ 100 % อย่างที่เกริ่นไปบ้างแล้ว  และคนเหล่านี้เวลาสื่อสารกันเองล้วนเว้าภาษาสแปนิช กินอาหารก็อาหารเม็กซิกัน เวลาดูหนังเล่าก็มีช่องเม็กซิกันให้เลือกดู
เวลาผ่านไป ฉันเริ่มชินชากับใบหน้านิ่งดุ นัยน์ตาคมกริบที่คอยจับจ้องคล้ายผู้ร้ายรุ่นดามพ์ ดัสกร เมื่อชาชินจนไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไป ก็สัมผัสถึงความเป็นมิตรเบื้องหลังใบหน้าเหล่านั้น พวกเขาจับจ้องก็เพราะสนใจ จับจ้องด้วยความใคร่รู้  และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือต่อคนแปลกหน้าเหมือนคนไทยตามชนบทที่มองจับจ้องฝรั่งตัวสูง ๆ ผิวขาวที่หลงพลัดไปในถิ่นอย่างไม่วางตาอย่างไรอย่างนั้น
                เวลาผ่านไป ลิ้นฉันเริ่มคุ้นชินกับอาหารเม็กซิกัน ที่ต้องมีซอสสีแดงที่เรียกว่าซาวซ่า (Salsa) เป็นเครื่องเคียง คุ้นกับอโวคาโดที่เป็นส่วนผสมสำคัญในอาหารแทบจะทุกอย่าง และคุ้นกับแผ่นแป้ง tortillas ชนิดกินแทนข้าวในบางมื้อ .
                เวลาผ่านไป เมื่อคิดถึงบ้าน ฉันอาจเฉไฉเปิดทีวีช่องเม็กซิกันเสียอย่างนั้น เพื่อดูละครที่ฟังภาษาไม่ออก แต่เนื้อเรื่อง และภาษากายของนักแสดงช่างเหมือนละครบ้านเราเสียจริง นางเอกทอมบอยเซี้ยว แก่นกะโหลก กับพระเอกฐานะร่ำรวยมาดโก้หรู กับตัวอิจฉาที่เป็นสาวสวยเฉิดฉาย แต่ขี้อิจฉา และชอบส่งเสียงกรี๊ด ๆ เป็นที่สุด  บางครั้งฉันก็ดูกีฬาชนไก่ ซึ่งชวนให้พิศวงนักว่า ประเทศไทย กับเม็กซิโกห่างไกลกันปานนั้น แต่ก็ยังอุตส่าห์มีกีฬาพื้นบ้านที่เหมือนกันเสียเหลือเกิน และทีวีเม็กซิโกยังเป็นเพื่อนในยามยากของเด็กไทย ในยามที่เชียร์ลุ้นนักกีฬาไทย ที่เข้าชิงเหรียญมวยสากลสมัครเล่นในกีฬาโอลิมปิก เพราะเมินเสียเถอะที่ทีวีช่องอเมริกันจะถ่ายทอดการแข่งขันมวยรุ่นเล็ก ๆ  ถ้าไม่มีนักกีฬาของเขาเข้าแข่งขัน หรือในยามที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกก็ได้อาศัยทีวีเม็กซิกันตามเคย เพราะพี่เม็กบ้าบอลพอ ๆ กับพี่ไทย ขณะที่คนอเมริกันเองไม่นิยมฟุตบอลที่เตะด้วยเท้า แต่ชื่นชมเกมกีฬาบอลของตนที่ขว้างด้วยมือมากกว่า
                เวลาผ่านไป ยามเซ็ง ๆ เบื่อ ๆ บางครั้งฉันชวนเพื่อนเดินข้ามสะพานเชื่อมระหว่างสองประเทศ ข้ามแม่น้ำริโอ แกรนด์  สีเขียวเข้ม ไปเดินเที่ยวเล่นที่เมืองคู่แฝดของลาเรโด นั่นคือเมือง นูโว ลาเรโด ฝั่งเม็กซิโก ที่นั่นฉันจะซื้อทาโก้แสนอร่อยจากรถเข็นริมถนน ในราคาชิ้นละเหรียญกินอย่างอเร็ดอร่อย  เดินแทะข้าวโพดสีเหลืองที่ปิ้งบนเตาจนหอมเหลือง และตบท้ายด้ายการซอกแซกเข้าไปตามร้านขายขนมเพื่อซื้อถั่วตัดที่แม้รสชาติจะอร่อยไม่เท่าที่บ้านเรา แต่ก็คล้ายคลึงอยู่มากกลับไปกินที่หอพัก
                ฉันเริ่มจะมักคุ้นกับเมืองพันธุ์ทางที่จะเป็นอเมริกาก็ไม่ใช่ เม็กซิโกก็ไม่เต็มตัวเข้าให้แล้ว แล้วคนเม็กซิกันแท้ ๆ ที่ข้ามมาจากประเทศเม็กซิโกเพื่อมาร่ำเรียนที่นี่ ก็ช่างน่ารักเสียจริง ช่างพูดช่างคุย เต็มไปด้วยน้ำใจ  และที่สำคัญ  ฉันสัมผัสได้ว่า คนเม็กซิกันรู้สึกว่าคนไทยทัดเทียมกับพวกเขา ไม่มีอาการ และกริยาที่แสดงถึงความหมิ่นแคลนแต่อย่างใด คนไทยเสียอีกด้วยซ้ำ ที่มักจะกล่าวถึงคนเม็กซิกัน และประเทศเม็กซิโกด้วยอาการดูแคลน

ตอนที่ 1  ตอนที่ 2  ตอนที่ 3  ตอนที่ 4  ตอนที่ 5  ตอนที่ 6  ตอนที่ 7  ตอนที่ 8  ตอนที่ 9  ตอนที่ 10  ตอนที่ 11  ตอนที่ 12  ตอนที่ 13  ตอนที่ 14  ตอนที่ 15   ตอนที่ 16  ตอนที่ 17  บทส่งท้าย

Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com