30 มกราคม 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 6


๖. ที่นี่อาณานิคมสเปน

วานนาฮัวโต้เป็นเมืองที่เติบโตจากการทำเหมือง จึงมีทำเลที่ตั้งในหุบเขา และติดกับแม่น้ำเพื่อที่จะผันน้ำเข้ามาใช้ได้ง่าย และก็เพราะทำเลที่ตั้งที่พิเศษ ทำให้เมืองนี้ต่างจากลักษณะเมืองอาณานิคมอื่นของสเปนที่จะมีการวางผังเมืองอย่างเรียบร้อย ถนนตัดจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ ทิศตะวันออกไปยังตะวันตก อย่างเป็นระบบระเบียบ แต่สำหรับวานนาฮัวโต้แล้วด้วยชัยภูมิที่ตั้งไม่ได้เอื้อให้เป็นเช่นนั้นได้ ถนนของที่นี่จึงเป็นตรอกแคบ ๆ ที่ชันและคดเคี้ยว และนี่แหละ.. คือเสน่ห์ของวานนาฮัวโต้ล่ะ


อาคารสวย ๆ ริมทางถนนในเมือง
สีสันบาดใจริมทาง
ใกล้ ๆ กับที่พัก เดินไปไม่กี่มากน้อย ฉันกับยูลีเจอเข้ากับอาคารใหญ่หลังคาโค้งยกสูงเป็นทรงกลม แว่บแรกที่เห็นชวนให้นึกถึงสถานีรถไฟ ทั้งยังมีนาฬิกาติดตั้งด้านบนที่ยังทำงานได้เที่ยงตรงดีอยู่ แต่… ด้วยทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อมแล้ว อาคารดังกล่าวไม่ใช่สถานีรถไฟแน่นอน แผนที่ท่องเที่ยวที่ติดมือมาให้ความกระจ่างต่อข้อสงสัย

mercado hildago คือชื่อของสถานที่นี้ mercado ในภาษาสเปนแปลว่าตลาด ส่วน hildago เป็นชื่อของผู้นำในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากประเทศสเปน

ตลาดฮิวดาโก ฉันคงต้องเรียกอย่างนั้น รูปลักษณ์ภายนอกของอาคารที่ชวนให้นึกถึงสถานีรถไฟนั้นมีเหตุผลอยู่ เพราะเจ้าตัวตึกที่ว่าเคยเป็นสถานีรถไฟมาก่อนจริง ๆ ที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนถูกขนย้ายมาตั้งที่นี่ และได้กลายเป็นตลาด ตอนก้าวเท้าเข้าไปข้างใน งุนงง…. และประหลาดใจ เพราะเจ้าตลาดฮิวดาโก้ช่างพ้องกับตลาดวโรรสที่จังหวัดเชียงใหม่เสียจริง พ้องที่ว่านั่นคือพ้องเรื่องของบรรยากาศ และการจัดวางข้าวของภายใน เนื่องจากด้านในอาคารแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นล่างส่วนใหญ่เป็นแผงขายของสด พวกผัก ผลไม้ และของกิน ขณะที่ด้านบน เน้นขายพวกของที่ระลึกพื้นเมืองต่าง ๆ เห็นมั้ยว่าเหมือนตลาดวโรรสแค่ไหน

เที่ยวตลาดสดจบด้วยของกินอร่อย ๆ ที่เรียกว่า Tortas เหมาะเหม็งจริง ๆ เพราะก่อนเดินทางมาที่นี่มีคนแนะนำไว้ว่า มาวานนาฮัวโต้ต้องกิน tortas และในตลาดมีป้ายติดขายตอตาสอยู่ทั่วไปแสดงว่าเป็นอาหารนิยมของที่นี่จริง ๆ ฉันกับยูลีเลือกกินจากร้านที่มีคนหนาแน่นมากที่สุด

สารภาพว่าตอนรับข้อมูลมาว่าจะต้องกินเจ้าตอตาสให้ได้นั้น นึกภาพหน้าตาของอาหารที่ว่าไม่ออกเลย ตอนสั่งเลยมองคนขายเสียตาเขม็ง ที่แท้เจ้าตอตาสเป็นขนมปังประกบสองชิ้น ตรงกลางใส่เนื้อที่ปรุงสุกแล้ว โรยหน้าด้วยหัวหอม ราดซอสเผ็ดที่เรียกว่าซาวซ่า ปัดโธ่ที่แท้ก็แซนด์วิชเม็กซิกันนี่เอง แต่ซาวซ่านี่คงจะสูตรใครสูตรมัน เพราะบ้างร้านสีออกแดง ๆ คงใช้มะเขือเทศ แต่บางร้านใช้อโวคาโด้สีเลยออกเขียวสวย

อร่อยแปลกลิ้นดีชะมัด ฉันกับยูลีนั่งกินกันตรงบันไดด้านนอกตลาดนั่นเอง

จากนั้นเราย้อนกลับไปที่จตุรัสจาร์ดินที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ความจริงก็คือเจ้าจตุรัสที่ฉันกับยูลีโผล่พรวดจากอุโมงค์ใต้ดินขึ้นมาสู่ตัวเมืองนั่นเอง…. แต่ตอนนั้นในหัวหมกหมุ่นคิดแต่จะหาที่พัก เพื่อจะได้โยนสัมภาระที่ติดตัวทิ้งไปเสียที เลยไม่ทันได้สังเกตุอะไรมากมายนัก หากคราวนี้ตัวเบาหวิว แถมท้องอิ่มด้วยอาหารรสเลิศที่เพิ่งจะจัดการไปหมาด ๆ แถมอากาศช่วงปีใหม่ก็เย็นสบายตัวกำลังดี สายตาที่มองจตุรัสจาร์ดินจึงล้นไปด้วยความรื่นรมย์

รอบ ๆ จัตุรัสเป็นลานที่นั่งล้อมด้วยไม้ใหญ่ที่ตัดตกแต่งเป็นทรงสี่เหลี่ยมสีเขียวงามสะดุดตา ต้นไม้นั้นชื่อว่า trueno ค่อนข้างแปลกใจเพราะสภาพเมืองวานนาฮัวโต้นั้นค่อนข้างแล้ง ไม่ใคร่ได้เห็นต้นไม้เขียว ๆ แต่ต้นไม้ตรงจตุรัสกลับงามเขียวสด ไม่ทราบว่าเขาดูแลกันอย่างไร หรือเป็นลักษณะเฉพาะของต้นไม้นี้

รอบ ๆ จตุรัสมีร้านอาหารให้เลือกชวนชิมมากมาย แต่เห็นราคาแล้วชวนสะดุ้ง คงบวกค่าทำเลและบรรยากาศไปมากโขอยู่ ฉันกับยูลีอยากอ้อยอิ่ง และนั่งอยู่แถวนั้นนาน ๆ จึงสมัครใจเลือกเป็นลูกค้าร้านอาหารที่โหรงเหรง ไม่ค่อยมีคนสักเท่าไหร่ เข้าไปนั่งทำเก๋ สั่งกาแฟคนละแก้ว แต่นั่งยืดเยื้อเป็นชั่วโมง ฉันนั่งบันทึกไดอารี่อย่างสมอยาก ส่วนยูลีนั่งเขียนโปสการ์ด และจดหมาย กระทั่งพนักงานเสริฟ เข้ามาไล่อย่างสุภาพ ด้วยการยื่นเมนูมาตรงหน้า และส่งเสียงถามอย่างอ่อนหวานว่า “ซินเฌอร์ริต้าจะสั่งอะไร “ ขืนสั่ง คงหรงเจ๊งแน่ เราสองคนเลยได้เวลาขยับเขยื้อนร่างกายอีกครั้ง

ตรงข้ามกับจตุรัสจาร์ดิน เป็นที่ตั้งของโรงละครฮวนเรซ (Teatro Juarez)

โรงละครฮวนเรซ
สวยสะดุดตาจนต้องเข้าไปชมดู เสียค่าเข้าชมเล็กน้อย แถมด้วยค่าสะพายกล้องเข้าข้างใน เป็นโรงละครเล็ก ๆ ที่ตกแต่งสวยงาม และได้รับคำชื่นชมว่าเป็นโรงละครที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเม็กซิโก

ด้านหลังโรงละครฮวนเรซ ไกลออกไป มีเนินเขาแลเห็นรูปปั้นชายร่างกำยำชูคบเพลิงอยู่บนยอดเขา บนลานรอบ ๆ รูปปั้น เราเห็นคนมากมายยืนชมวิวลงมาด้านล่าง รูปปั้นดังกล่าวชื่อว่า El Pipila เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประเทศเทศเม็กซิโกจากประเทศสเปน เป็นคนงานในเหมืองธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่หาญกล้าจุดไฟเผาประตูเมืองวานนาฮัวโต้ และที่นี่เป็นชัยชนะสำคัญแห่งแรกในสงครามประกาศอิสระภาพ รูปปั้นดังกล่าว จึงเป็นรูปชายชูคบเพลิงในกริยาที่พร้อมจะโจมตีเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

รูปปั้นดังกล่าวแลเห็นอยู่ลิบ ๆ ไม่ไกลเท่าไหร่ ด้านหลังโรงละครนี่เอง แต่มองหาทางเดินขึ้นไปไม่เจอ เลยต้องยอมแพ้ ขอตั้งหลักหาทางไปในวันพรุ่งดีกว่า

ระหว่างเดินกลับไปที่พักตึกแถวของเรา เราผ่านโบสถ์แห่งหนึ่ง ซึ่งตอนขามาได้ผ่านมาทีหนึ่งแล้ว ผ่านคราวนี้ให้สะดุดใจ เพราะที่โบสถ์มีงานแต่งงานอีกแล้ว ที่ต้องใช้คำว่าอีกแล้ว เพราะตอนผ่านมาครั้งแรกก็มีพิธีแต่งงาน ฉันกับยูลียังอดแวะเข้าไปดูไม่ได้เลย แถมยังแอบถ่ายรูปเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวไว้อีก เพราะเจ้าบ่าวหน้าตาโก้เก๋ สาวเจ้าก็คมขำ ทำเอายูลีเคลิ้มทีเดียว "เหมือนในหนังเลย" ตอนเจ้าบ่าวเจ้าสาวเสร็จพิธีเดินออกมาหน้าโบสถ์บรรดาแขกหรื่อที่มาร่วมงาน โปรยดอกแกลดิโอลัสสีขาวให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว ทั้งมีรถโบราณตกแต่งดอกไม้สวยงามจอดรออยู่ข้างหน้า ฉันยังอดเคลิ้มไปด้วยไม่ได้

แต่คู่บ่าวสาวตอนขากลับหน้าตาธรรมดา ทำเอาฉันกับยูลีสะดุ้งตื่นจากความฝัน ตอนเจ้าบ่าวเจ้าสาวออกมาหน้าโบสถ์ แขกที่มาร่วมงานโปรยข้าวสารใส่เจ้าบ่าวเจ้าสาว นับว่าแผกจากคู่แรกที่เราเห็น ฉันกับยูลีพึมพำข้อสงสัยคล้าย ๆกัน "สงสัยโบสถ์นี้มีไว้สำหรับจัดพิธีแต่งงานโดยเฉพาะแฮะ"

เราผ่านพ้นวันแรกในเมืองวานนาฮัวโต้ไปได้ด้วยดี แถมโรงแรมตึกแถวของเราก็แสนอบอุ่น มีเสียงคนเดินขึ้นเดินลง พูดคุย เสียงเพลงดังตลอดทั้งคืน ยูลียิ้มแป้น "เห็นมั้ยเราได้โรงแรมที่พักที่ปลอดภัยมาก" เน้นเสียงตรงคำว่า มาก… สักนิด จะได้อารมณ์มากยิ่งขึ้น



 Copyright ©2012 kanakacha.blogspot.com