8 ธันวาคม 2554

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 5


5. สถานที่สำหรับกบ

           
ถามเพื่อนชาวเม็กซิกันกี่คน กี่คน มีแต่คนบอกให้มาเยือนเมืองวานนาฮัวโต้

ไอ้เจ้าเมืองนี้มีดีอะไรหนอ…

ก้าวแรกที่เหยียบย่างลงจากรถ… ต้องยอมรับว่าที่นี่เป็นเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจริง ๆ เพราะเห็นทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งคนอเมริกัน และยุโรปเต็มไปหมด ทั้งมีหน้าม้าบริษัททัวร์เข้ามาจีบเราให้ซื้อทัวร์เที่ยวไม่ขาด แต่ต้องรับว่าเลือดเม็กซิกันแรงจริง ๆ เพราะถึงจะเป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดนี้ แต่ฉันกับยูลีหาคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคน ไม่เป็นไร แผนที่ในมือ กับภาษาใบ้ ก็ช่วยให้เราขึ้นรถประจำทางเข้าไปในเมืองจนได้

ตื่นตาตื่นใจ ฉันขอใช้คำนี้เถอะ… แค่ยลประสบพักต์รแว่บแรกของเมืองโดยยังไม่ต้องเพ่งพิศ ฉันก็เริ่มจะหลงเมืองนี้เข้าให้เสียแล้ว ก็ดูเอาเถอะ… ลองยลจากภาพโปสการ์ด และภาพถ่ายที่ฉันนำมาฝากก็แล้วกัน


         
เมืองวานนาฮัวโต้เป็นเมืองในหุบเขา ระหว่างทางเข้าตัวเมืองแลเห็นตัวตึกเป็นบล็อก ๆ สีสันสดใสสุดสวย ทั้งแดง เขียว ชมพู ขาว ฟ้า ผลุบ ๆโผล่ ๆตามเนินเขาให้เห็น ทั้งแปลกตาแล้วก็สวยดี แล้วยิ่งคาดไม่ถึงเมื่อใกล้ถึงตัวเมือง รถก็แล่นลอดเข้าไปในอุโมงค์เสียนี่ แถมรถก็จอดปุ๊มันใต้อุโมงค์นั่นแหละ ว่าถึงที่หมายแล้ว… สองกระเหรี่ยงสาวลงจากรถงง ๆ พอเดินขึ้นบันไดใต้อุโมงค์ขึ้นมาข้างบน ก็โผล่พรวดเข้ามาใจกลางเมืองพอดี โอ้โห… คิดได้ไงเนี่ย

       
แน่นอน… พอมีเวลาฉันเปิดหนังสือท่องเที่ยวค้นข้อมูลยิก ๆ ไม่รู้สิ.. เวลาไปที่ไหน… ฉันชอบที่จะค้นหาเรื่องราวของที่นั่นอ่าน จะได้รู้สึกว่ารักกันจริง... รู้จักกันจริง

อุโมงค์ของเมืองมีด้วยกันสามแห่ง แห่งแรกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเข้าเมือง แต่แห่งที่สองที่สามนั้น สร้างขึ้นด้วยเหตุผลของโลกสมัยใหม่ เพื่อช่วยลดความแออัดของการจราจร แต่ฉันว่าเข้าท่าทีเดียว เพราะการสร้างอุโมงค์ทำให้ไม่ไปกระทบกระเทือนกับสภาพเมืองเก่าที่เป็นอยู่

อยู่ ๆ ดีจากใต้อุโมงค์ฉันกับยูลีก็โผล่พรวดขึ้นมาอยู่ใจกลางเมือง

โห… แล้วเมืองนี้ต่างจากเมืองลีออนลิบลับ ด้วยความที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศสเปนมาก่อน เลยรับมรดกทางการก่อสร้างแบบสเปนมาเต็ม ๆ ฉันกับยูลีเลยเหมือนโนบิตะกับผองเพื่อน ที่จู่ ๆ ก็เปิดประตูวิเศษของโดราเอมอน โผล่พรวดจากประเทศเม็กซิโกหลุดเข้าไปในเมืองเล็ก ๆ ในทวีปยุโรป

ใกล้ ๆ กับบริเวณที่เราโผล่พรวดขึ้นมา เป็นลานจตุรัสใจกลางเมือง ชื่อว่าจาร์ดิน (Jardin de la Union)
บริเวณนั้นมีที่ทำการท่องเที่ยวตั้งอยู่ ฉันกับยูลีตรงดิ่งเข้าไป ตั้งใจจะถามไถ่ทางไปโรงแรมที่เรามีรายชื่อและที่อยู่พร้อมในมือ แต่!! ให้ตายเถอะโรบิน ! (แปลว่าแปลกใจมาก) ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนพูดภาษาอังกฤษได้เลย เลือดเม็กซิกันนี่เข้มข้นเหลือเกิน แต่กระนั้นคนเม็กซิกันก็แสนจะน่ารัก (อีกตามเคย) เมื่ออธิบายเส้นทางไปโรงแรมให้ฉันกับยูลีฟังอย่างสุดความสามารถด้วยภาษาสเปน ผสมท่ามือที่ออกท่าออกทางได้อย่างอเร็ดอร่อย ฉัน ยูลี และเจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้น คุยกันนาน ถึง นานมาก… ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างฟังกันไม่เข้าใจ แต่… ในเมื่อเขาอุตส่าห์พยายามจะอธิบายขนาดนั้น ฉันกับยูลีเลยแสนจะเกรงใจ ที่จะตัดบทและเดินจากมา ถ้าใครผ่านมาเห็นภาพนั้นเข้า คงคิดว่าฉัน ยูลี และเจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้น คุยกันถูกคอเป็นนักหนา ด้วยเจ้าหน้าที่พูดไม่หยุดปาก ขณะที่ฉันกับยูลียิ้ม และพยักหน้าหงึกหงักไม่ขาดสาย

ถึงจะได้ข้อมูลกระท่อนกระแท่นเท่าที่พอจะคาดเดาได้จากภาษามือ และภาษาสเปนที่ไหลหลั่งเข้ามา แต่วานนาฮัวโต้เป็นเมืองเล็กที่เล็กขนาดเดินวันเดียวได้รอบ ฉันกับยูลีจึงไม่กังวลนักที่จะแบกกระเป๋าเดินคลำทางหาที่พัก “เดี๋ยวก็ต้องเจอจนได้” เราสองคนหมายมั่นเช่นนั้น แต่วานนาฮัวโต้เป็นเมืองเล็กก็จริง หากเราสองคนลืมไปอย่างว่า ที่นี่เป็นเมืองในหุบที่โอบรายรอบด้วยภูเขา พื้นที่ในตัวเมืองจึงเป็นเนินสลับขึ้นลงไปมาตลอด ทำเอากว่าจะเจอโรงแรมแห่งแรกที่จดรายชื่อมา ก็หอบแฮ่กเลยทีเดียว….แต่… (อีกแล้ว) ฉันกับยูลีนี่ช่างไม่เข็ด คราวที่แล้วก็พากันไปเที่ยวต่างเมืองในช่วงเทศกาลจนเกือบจะหาที่พักไม่ได้ไปครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้ยังริข้ามประเทศมาเที่ยวเม็กซิโกช่วงใกล้ปีใหม่อีก ผลก็คือที่พักแห่งแรกเต็ม ที่ที่สองก็เต็ม และที่ที่สามก็เต็ม และทำท่าว่าจะกี่ที่ กี่ที่ก็คงจะเต็ม จนแต้มจนเกือบจะเดินย้อนกลับไปที่พักแห่งแรกที่เจอนักท่องเที่ยวหนุ่มชาวญี่ปุ่นอายุอานามในวัยไล่เลี่ยกันที่เดินทางแบกเป้มาเดี่ยวว่า... คืนนี้ขอพักด้วยคนได้มั้ย แต่บังเอิญเจ้าหน้าที่ของที่พักแห่งสุดท้ายที่เราเดาสุ่มเข้าไปเสี่ยง ชี้ให้เราลองเดินไปดูตึกแถวแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ นัยว่าถึงหน้าตึกแถวแห่งนั้นจะไม่มีป้ายบ่งบอก แต่ว่า ด้านบนได้ซอยแบ่งห้องเป็นห้องเล็ก ๆ สำหรับให้นักท่องเที่ยวพัก โชคดีที่มีห้องว่าง ถึงดูไม่ค่อยสะอาดสะอ้านน่าอยู่นัก แต่ก็มีที่ซุกหัวนอน

เหวี่ยงสัมภาระ นั่งพักพอหายเหนื่อย เราพร้อมจะตะลุยเมืองกันแล้ว ก่อนออกไปสำรวจเมืองอีกครั้ง อดนึกถึงคำแปลของชื่อเมืองไม่ได้ วานนาฮัวโต้แปลว่า สถานที่สำหรับกบ… เอ… มันจะมีนัยยะอะไรไม่รู้ล่ะ… แต่สำหรับฉัน ก่อนที่จะได้ออกไปเดินสำรวจดูเมืองอีกครั้ง คำว่าสถานที่สำหรับกบ ดูมันเหมาะสำหรับกบในกะลาอย่างฉัน ที่เวลาเดินทางไปไหนให้รู้สึกว่าตัวเองช่างไม่รู้อะไรเยอะแยะเสียจริง


ตอนที่ 1  ตอนที่ 2  ตอนที่ 3  ตอนที่ 4  ตอนที่ 5  ตอนที่ 6  ตอนที่ 7  ตอนที่ 8  ตอนที่ 9  ตอนที่ 10  ตอนที่ 11  ตอนที่ 12  ตอนที่ 13  ตอนที่ 14  ตอนที่ 15   ตอนที่ 16  ตอนที่ 17  บทส่งท้าย


 Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 4



4. สาวน้อยหลงรักชายหนุ่มใจดี และโรแมนติค 

บรรยากาศความเป็นไปของสถานีรถขนส่งในวันเดินทางให้รู้สึกอบอุ่น และคลับคล้ายราวกับได้กลับไปอยู่บ้านอีกครั้ง 
              
ที่นี่มีห้องน้ำสาธารณะที่ต้องจ่ายเงินก่อนเข้าใช้บริการ มีเด็กรถที่เที่ยวเดินขอดูตั๋วรถผู้โดยสาร ก่อนชี้บอกว่ารถจอดอยู่ที่ไหน… บรรยากาศแบบนี้เหินห่างไปนาน

แถมชานชาลาที่จอดรถที่ระบุหมายเลขในตั๋วอย่างดิบดี มีการเปลี่ยนแปลงแบบไม่บอกไม่กล่าว จากชานชาลา 7 เป็นชานชาลา 6 ดื้อ ๆ ช่างเหมือนที่ไหนบางแห่งอีกแล้ว

และยิ่งขึ้นไปนั่งบนรถ ยิ่งเรียกบรรยากาศเก่า ๆ กลับมาอีก เมื่อมีการฉายหนังสองเรื่องรวดติดกัน แบบนี้น่ะที่อเมริกาไม่มีหรอกจ๊ะ… ฉันเคยร่อนเร่อยู่บนรถเกรย์ฮาวน์ดสองวันเต็ม ๆ เพื่อเดินทางจากเมืองที่อยู่ไปลอสเองแจลลิส หนังสักเรื่อง เพลงให้ฟัง ไม่มี ทั้งหมดคือความเงียบ แล้วก็เงียบ มีเพียงคนขับที่จะพูดคุยกับผู้โดยสารในบางครั้งเท่านั้น

ฉันกับยูลีเดินทางไปถึงเมืองลีออน รัฐวานนาฮัวโต้ประมาณ 8 โมงเช้า ก่อนหาซื้อตั๋วรถไปเมืองวานนาฮัวโต้ต่อ ระหว่างรอเวลารถออก ฉันกับยูลีออกไปเดินหาของกินมื้อเช้า และเดินชมเมือง เท่าที่เวลาจะอำนวย
ขณะเข้าไปทานอาหารในร้าน ฉันเริ่มสัมผัสถึงลักษณะของคนเม็กซิกันแท้ ๆ ที่แม้จะคล้ายเม็กซิกันพันธุ์ทางที่ลาเรโด แต่ก็ไม่เหมือนกันทีเดียวนัก

คนเม็กซิกันจะแสดงความสนอกสนใจต่อคนแปลกหน้าอย่างเปิดเผย และที่น่าทึ่ง พวกเขาจะเข้ามาเสนอความช่วยเหลือถึงที่ โดยที่ไม่ต้องไปร้องขอ
ขณะที่ฉันกับยูลีมีท่าทางไม่ค่อยเข้าใจคนขายในร้านอาหารที่กำลังคิดเงินอยู่ หนุ่มเม็กซิกันมาดโจ๋รายหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ ๆ และจับจ้องเราสองคนอยู่หลายคราว ก็ไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นเดินเข้ามาหา พร้อมถามเป็นภาษาอังกฤษว่า 
“May I help you?”
ให้ตายเถอะ.. ใครอย่ามาว่าคนเม็กซิกันให้ฉันฟังเทียวนะ… ตอนนี้ฉันตกหลุมรักคนเม็กซิกันอย่างเต็มตัวเต็มหัวใจเข้าให้แล้ว

และยิ่งรักเข้าไปอีกเมื่อระยะเวลาแค่หนึ่งคืนกับอีกครึ่งวันที่ย่ำเข้ามาในดิรแดนแห่งนี้ ฉันได้ค้นพบเสน่ห์อีกอย่างของคนเม็กซิกัน นั่นคือคนพวกนี้ช่างมีสายเลือดการรักดนตรีเสียเหลือเกิน … ตอนอยู่ที่เมืองชายขอบคุ้นเคยกับวงดนตรีเม็กซิกันที่เรียกว่ามารีอาชี่อยู่บ้าง มารีอาชี่เป็นวงดนตรีชายล้วนที่เล่นเพลงหวานเชี้ยบโรแมนติค ที่หนุ่ม ๆ ชอบว่าจ้างให้ไปบรรเลงเพลงรักหวาน ๆ ให้แฟนสาวฟังน่ะ ฉันเคยมีส่วนร่วมจัง ๆ อยู่หนหนึ่ง ได้ฟังเพลงสด ๆ ได้เห็นลีลาบรรเลงของหนุ่มทั้ง 5 ใกล้ ๆ ถึงจะไม่ใช่สาวที่เป็นเป้าหมาย ยังเคลิ้มซะไม่มี เพลงรักของเขาหวานจริง ๆ พอย่ำมาถึงถิ่นค่อยรู้มากขึ้นว่า ดนตรีสำหรับคนเม็กซิกันไม่ต้องรอเฉพาะเวลาจีบสาว… แค่ตอนที่ฉันกับยูลีกินอาหารมื้อเช้ามื้อแรกในร้านอาหารข้างทางธรรมดา ๆ ก็มีนักดนตรีสะพายกีตาร์เข้ามาเล่นโชว์เดี่ยวในร้าน เพลงเม็กซิกันสนุกสนาน ให้บรรยากาศคึกคัก เผลอไม่ได้ มือไม้ กับหัวเหอพลอยจะขยับตาม พอเล่นเสร็จนักดนตรีก็เข้ามาเก็บเงินตามโต๊ะแขก

ไม่เฉพาะแค่นี้ ตอนที่ฉันกับยูลีขึ้นรถจากลีออนไปวานนาฮัวโต้ ก็มีนักดนตรีสองนายสะพายกีตาร์ขึ้นมาร้องเพลงกล่อมบนรถ ให้ฟังเพลิน เพลินเสียจนฉันเผลอหลับไป นักดนตรีลงจากรถไปเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว แล้วจะไม่ให้ฉันเหมือนสาวน้อยที่หลงรักชายหนุ่มเม็กซิกันที่แสนใจดี และโรแมนติคอย่างนี้ได้อย่างไร




Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 3



3. หาข้อมูล
          เวอล่า เป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด อัธยาศัยดี และเป็นกันเอง
                เธอบังเอิญรู้ว่า ฉันกับยูลีจะเดินทางไปเม็กซิโกเพราะเราสองคนเข้าไปหาข้อมูลเดินทางในห้องสมุด และเมื่อเธอรู้ว่าเราหาข้อมูลไม่ได้ จึงเอื้อเฟื้อหนังสือคู่มือท่องเที่ยวประเทศเม็กซิโกของเธอให้เรายืม ในฐานะที่เธอเคยไปเที่ยวมาก่อน และมีแผนที่จะไปเที่ยวซ้ำอีกครั้งในปีนี้
                ฉันจำเวอล่าได้แม่น
                ไม่ใช่เพราะความเอื้อเฟื้อของเธอ แต่เพราะถ้อยประโยคของเธอที่คุยกับฉัน
                ถึงฉันจะชอบเดินทาง และแบกเป้ไปไหนมาไหนเสมอในวันหยุด แต่ฉันไม่เคยเที่ยวในลักษณะที่ว่าในต่างบ้านต่างเมือง การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรก ลึก ๆ จึงออกหวั่น ๆ ไม่น้อย ยูลีเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
                ฉันบ่นเบา ๆ ให้เวอล่าฟัง
                “มีแต่คนไม่อยากให้ไป บอกว่าพูดภาษาสเปนไม่ได้จะลำบาก แล้วประเทศเม็กซิโกก็อันตรายจะตายไป
                เวอล่ามองหน้าฉัน
                “อายุเท่าไหร่แล้ว
                ฉันตอบไป นึกสงสัยว่าเวอล่าถามทำไม
                “แล้วดูแลตัวเองได้มั้ย
                “ได้สิฉันตอบ
                “ดูแลตัวเองได้ ก็ไปสิไม่เห็นมีอะไร
                นั่นสิก็แค่รู้จักดูแลตัวเอง ระมัดระวัง อย่านำพาตัวเองเข้าไปที่ที่อันตราย เท่านั้นเองง่าย ๆ รวบรัดได้ใจความ
ฉันกับยูลีได้หนังสือคู่มือเดินทางจากเวอล่า  แล้วค่อยปิ๊ง  ในเมื่อไม่ได้ข้อมูลจากห้องสมุด ร้านหนังสือน่าจะมี เราเลยตรงดิ่งไปร้านหนังสือ เข้าไปยังหมวดท่องเที่ยว จากนั้นก็นั่งปักหลัก หยิบกระดาษหยิบปากกามาจดรายชื่อโรงแรมราคาถูก และที่ตั้งโดยเฉพาะ เพราะไอ้ที่กลัวที่สุด ก็ตรงจะไม่มีที่ซุกหัวนอนนี่แหละ เวอล่ารู้เข้าก็ว่า "หนูเอ๊ย ร้านหนังสือไม่ใช่ห้องสมุดนะจ๊ะ"
เวอล่ายังช่วยอำนวยความสะดวก เธอตั้งใจจะไปซื้อตั๋วรถที่ทางฝั่งนูโว ลาราโด และแลกเงินสำหรับการเดินทางของเธออยู่แล้ว จึงหอบหิ้วเราสองคนไปด้วย
บรรยากาศที่สถานีรถขนส่งละม้ายคล้ายสถานีขนส่งหมอชิตที่บ้านเรา แน่นหนาไปด้วยผู้คน และรถบัส รู้สึกงุนงงไม่น้อย เพราะภาพเมืองนูโว ลาเรโดในสายตาฉัน เป็นเพียงเมืองชายแดนเล็ก ๆ  ไม่น่าจะมีคนเดินทางมากมายขนาดนี้
คิวซื้อตั๋วยาวเหยียดจนน่าถอดใจ ถ้าเราคิดจะซื้อตั๋วกันวันนี้ให้ได้ อย่างน้อยต้องยืนต่อแถวรอสักสองสามชั่วโมงเป็นแน่
ขณะที่เปลี่ยนใจจะกลับกัน ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นมาร์ตินกับเออร์วิ่งเพื่อนชาวเม็กซิกัน ที่มีส่วนร่วมช่วยในการวางแผนการเดินทางครั้งนี้  ยืนต่อแถวอยู่ข้างหน้า และใกล้จะถึงคนขายตั๋วอยู่ร่อมร่อ ผู้หญิงสามคนจึงเบียดผู้คนเข้าไปหา และไหว้วานให้ช่วยซื้อตั๋วพ่วงอีกสามใบ
ระหว่างรอ  ฉันยืนมองกระดานชื่อสถานที่กับราคาแล้วเบื้อสนิท ทุกอย่างเป็นภาษาสเปนหมด สังเกตเห็นอักษร E P S ตามด้วยหน่วยค่าเงินเป็นเปโซ
มาร์ตินอธิบายให้ฉันกับยูลีฟังถึงความหมายอักษรย่อสามตัวนั้น  E คือรถวีไอพี P คือรถชั้นหนึ่ง และ S คือรถชั้นสอง
มาร์ตินซื้อตั๋วไปเมืองกัวนาฮอทโตให้เราไม่ได้ เหตุของเหตุเพราะเราเลือกเดินทางในช่วงปีใหม่ ตั๋วไป
ไหน ๆ เลยค่อนข้างจะเต็ม  แต่มาร์ตินแก้ปัญหาให้เสร็จสรรพโดยซื้อตั๋วไปยังเมืองใกล้ ๆ ให้คือเมือง Leon (ลีออน) ให้แทน
                ใจฉันลอยลิ่ว ขณะรับตั๋วมาถือ  ในที่สุดฉันจะได้ไปเม็กซิโกแล้ว
ยูลีแอบสารภาพ  หลังจากเห็นสภาพสถานีรถขนส่งที่เมืองนูโว ลาเรโด ว่าความมั่นใจหดหายไปหลายกิโลขีด  เพราะถ้าไปกันตามลำพังสองคน คงเคว้งลอยเต้งอยู่แถวนั้นทำอะไรไม่ถูก ทั้งด้วยเรื่องภาษาพูด ที่ฟังไม่ออก ไม่เข้าใจ และภาษาเขียนที่แม้พอจะอ่านออกเสียงได้ แต่ไม่รู้ความหมาย ไม่รู้ใจความ  ส่วนเวอล่าบอกพวกเราว่า "เริ่มต้นก็โชคดีแล้ว" ย้ำความเชื่อส่วนตัวของฉัน ที่จะโชคดีเสมอเวลาเดินทาง




Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

27 กันยายน 2554

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 2


2. ฉันจะไปเม็กซิโก
            คนชาติไหน ๆก็มักจะภูมิใจในประเทศของตนกันทั้งนั้น ฉันเอ่ยปากถามไถ่ถึงประเทศเม็กซิโกกับนักเรียนเม็กซิกันทีไร รายไหนรายนั้นเป็นต้องตาวามแวว
                “คณา… เธอต้องไปให้ได้ เม็กซิโกสวยมากนะ เม็กซิโกซิตี้น่ะ เป็นมหานครเทียวนะ ใหญ่เสียกว่าโตเกียว ใหญ่เสียกว่าแบงคอก (แน่ะ… มีการพาดพิงด้วย)” ประโยคทั้งหมดนี้ฉันเรียบเรียงจากคำหลาย ๆ คนได้ใจความเทือกนี้แหละ
                พวกเขาเหล่านั้นอยากให้ฉันไปเยือนประเทศของเขา
                ใกล้กันแค่นี้เอง แค่แม่น้ำขวางกั้น แม่น้ำริโอ แกรนเด พรมแดนธรรมชาติสีเขียวเข้มที่ทอดยาว ใครจะรู้บ้างมั้ยนะว่าชื่อแม่น้ำที่แทบไม่คุ้นหูคนไทยเอาเสียเลยนี้ เป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของเม็กซิโก และยาวเป็นลำดับที่ 5 ของทวีปอเมริกาเหนือ และท้ายสุดเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นลำดับที่ 20 ของโลก
ใจฉันน่ะลอย…ลอยไปไกลแล้ว อยากไปย่ำ อยากไปดู อยากไปเห็นนัก เจ้าประเทศเม็กซิโกเนี่ย
ส่วนผสมมาลงตัวเมื่อฉันได้รู้จักกับยูลี วู สาวมาเลเซีย นักศึกษาหน้าใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ แม่สาวคนนี้ตัวกลม ๆ ป้อม ๆ ยิ้มได้ทั้งวัน อารมณ์ดีสุด ๆ และที่สำคัญ เราเคยผ่านการเดินทางระยะสั้น ๆ ร่วมกัน ได้แลเห็นรสนิยม และเห็นวิธีการใช้ชีวิต ทำให้มั่นใจได้ว่าเราสามารถร่วมเดินทางด้วยกันในสภาวะที่ไม่มีอะไรแน่นอนได้แน่ ๆ
ฉันให้ความสำคัญต่อส่วนผสมนี้เป็นพิเศษ การเดินทางในสภาวะที่ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหน จะกินอะไร และโปรแกรมการเที่ยวที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ตามสภาวะการณ์ เพื่อนร่วมทางสำคัญยิ่ง ทั้งต้องเป็นเพื่อนร่วมทางที่รสนิยม และแนวคิดต้องกัน คล้ายคลึงกัน ซึ่งจะเสริมและเป็นสิ่งชูรสที่จะทำให้การเดินทางคราวนั้น ๆ รื่นรมย์ยิ่งขึ้น
ยูลี…ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ว่าเป็นส่วนผสมที่เข้ากับฉันได้ดี
ตอนนั้น ฉันดิ้นรนที่จะหาเพื่อนร่วมทางสักคน เป็นเพื่อนขับรถเที่ยวทางไกลครั้งแรกในดินแดนห่างไกลบ้าน ครั้นถามไถ่ใคร ไม่ยักมีใครสนใจที่จะไปกับฉันสักคน กระทั่งอยู่ดี ๆ นางสาวยูลี วูก็โผล่เข้ามา เป็นสาวต่างชาติหน้าใหม่ในมหาวิทยาลัย ฉันไม่ได้สนใจเจ้าหล่อนนัก หลุดปากถามเจ้าหล่อนไปเล่น ๆ อย่างไม่คาดหวัง
“ขับรถไปเที่ยวด้วยกันมั้ย”
ทันทีที่หล่อนได้ยินคำชวน ก็ระดมคำถามซักไซ้เกี่ยวกับสถานที่ที่จะไป ทำให้ฉันต้องเปลี่ยนใจมาสนใจหล่อนอย่างจริงจัง
 ครั้นได้ความ ได้รายละเอียดจากฉันจนพอใจ ยูลีก็ตอบตกลงรับปากฉันอย่างง่าย ๆ
                แล้วทริปนั้นก็กลายเป็นทริปมัน ๆ ในความทรงจำเลยทีเดียว  นับตั้งแต่การขับรถตะลอน ๆ ยามดึกเพื่อหาที่พักที่ล้วนแต่เต็มเอี๊ยดทุกหนทุกแห่ง เพราะฉันดันเดินทางไปตอนหน้าเทศกาลท่องเที่ยวของเมืองพอดี เจ้าของร้านชำเล็ก ๆ ริมทางที่ใจดี ดี๊ ช่วยโทรศัพท์หาที่พักให้สองสาว แถมบอกทางให้อย่างละเอียดยิบ เสียงคนเมาที่เอะอะนอกห้องพัก ที่มาเคาะห้องที่พวกเรานอนพักอย่างเข้าใจผิด  กุญแจรถรถดึกดำบรรพ์ที่ผ่านเจ้าของมาหลายมือ หัก เป๊าะ! เป็นสองเสี้ยวคามือ  ฉันสบตากับยูลี ยูลีสบตาฉัน และเราก็นั่งหัวเราะกันสนั่นข้างรถนั่นเอง… ช่างไม่ได้กลัว หรือสำนึกอะไรกันเลยว่าจะกลับบ้านไม่ได้ ตอนที่เรานั่งหัวเราะด้วยกัน ทำให้ฉันรู้ว่ายูลีเป็นส่วนผสมที่เราจะไปเที่ยวเปิดเปิงที่ไหนกันได้ทุกที่
พอฉันเปรย ๆ กับยูลี เท่านั้นว่าช่วงปีใหม่คราวนี้ไปเที่ยวเม็กซิโกกันเถอะ… ยูลีรับลูกทันควัน แถมไปไกลกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะ ปลายทางฉันแค่เม็กซิโก ซิตี้ แต่แม่ยูลีตัวกลม ๆ ป้อม ๆ คิดเลยเถิดไปไกลถึงกัวเตมาลาประเทศเพื่อนบ้านติดกับเม็กซิโกตอนใต้โน่น เจ้าหล่อนว่า ฟังจากเพื่อน ๆ ว่ากันว่าเม็กซิโกตอนใต้สวยมาก ค่าที่เมืองยังเป็นธรรมชาติอยู่มาก แล้วกัวเตมาลาก็อยู่ใกล้ ๆ แค่นั้นเอง  ฉันเลยต้องติดเบรคแม่เพื่อนตัวป้อมสักหน่อย…วนกันแค่ในประเทศเม็กซิโกก็พอแล้ว
ตกลงกันเป็นหมั่นเป็นเหมาะ ยูลีประสาสาวอัธยาศัยดี ก็ป่าวประกาศโปรแกรมพิเศษให้บรรดาเพื่อน ๆ นักศึกษา รู้ถ้วนทั่ว  แทนที่ใครจะเห็นพ้อง เห็นดีเห็นงาม กลับเป็นห่วงเป็นใยกันไปเสียนี่
"จะไปกันยังไงผู้หญิงสองคน"
"ภาษาสเปนก็ไม่รู้"
"เม็กซิโกอันตรายจะตาย"
สารพัดคำขู่ที่ประดังประเดกันเข้ามา ทำเอาฉันกับยูลีเขวไปเหมือนกัน  พ่อหนุ่มชาวบราซิลที่เป็นเพื่อน
ซี้เราสองคน… เอ็มเมอร์สันรู้โปรแกรมเราสองคน และความตั้งอกตั้งใจที่จะไปให้ได้ ถึงกับอึ้ง และนิ่งไปหลายวัน… เจ้าตัวคงไตร่ตรอง และคิดอยู่นาน ก่อนจะบอกเราสองคนว่า
                “ฉันจะไปด้วย”
                สีหน้าฉันกับยูลีประหลาดใจเต็มที  “ไปทำไม ไม่ต้อง” ฉันกับยูลีร้องลั่น
                “ไปกันได้ไง สองคน ภาษาสเปนก็ไม่รู้” หนุ่มเหน้ากล่าว  “ฉันไปด้วย อย่างน้อยฉันก็พูดสเปนได้”  ที่เอ็มเมอร์สันบอกว่าพูดสเปนได้ นั่นเป็นภาษาที่ชาวบราซิลเลี่ยนใช้คือภาษาโปรตุกีส ที่คล้ายคลึงกับสแปนิชมาก พ่อหนุ่มเลยฟุตฟิตฟอไฟกับพวกเม็กซิกันได้สบายมาก
                “ไม่ต้อง ฉันไปกันได้” ฉันกับยูลีช่วยกันย้ำกับเอ็มเมอร์สัน จนเอ็มเมอร์สันรามือ ปล่อยให้เราสองคนไปกันตามลำพัง
                เพื่อนฉันคนนี้น่ารักดีแท้….เอ็มเมอร์สันไม่ใช่คนชอบเที่ยว ไม่ชอบไปไหนถ้าไม่จำเป็น การที่เอื้อนเอ่ยอาสาออกมา แสดงถึงความมีน้ำใจ และความห่วงใยที่เพื่อนต่างชาติต่างภาษาที่บังเอิญมาเจอะเจอกัน มีให้กัน เอ็มเมอร์สันเคยกล่าวเสมออย่างภูมิใจในความเป็นบราซิลเลี่ยนของเขา   “ผู้ชายบราซิลต้องคอยดูแลผู้หญิง พวกเราไม่ให้ผู้หญิงทำอะไรให้หรอก” นี่แหละ… คือเอ็มเมอร์สัน  การที่ฉันกับยูลีปฏิเสธความหวังดีของเอ็มเมอร์สัน เพราะรู้ดีว่า เอ็มเมอร์สัน ไม่ได้อยากไปเที่ยวด้วยจริง ๆ เพียงแต่เป็นห่วงเราสองคนประสาหนุ่มบราซิลเลี่ยนที่แสนดี และที่มากกว่านั้น หมอเป็นหนุ่มเจ้าสำอางค์ … กินต้องดี … อยู่ต้องดี…. ขืนหอบหิ้วเอ็มเมอร์สันไปด้วย เราได้ตีกันตายเรื่องที่หลับที่นอน อาหารการกินแน่…. อย่าเสียเพื่อนเลยจะดีเสียกว่า….
ตัดสินใจเลือกวันเดินทาง แล้วไปทำวีซ่าผ่านเข้าเมืองเรียบร้อย ฉันกับยูลีค่อยขุดคุ้ยข้อมูลที่มากกว่าคำว่าเม็กซิโก ซิตี้  แหล่งข้อมูลก็จากบรรดาเพื่อน ๆ ชาวเม็กซิกันนี่แหละ
"เม็กซิโกซิตี้ มีปิรามิด ควรไปดูปิรามิด" ฉันกับยูลีเพิ่งจะได้ยินนี่แหละว่าเม็กซิโกมีปิรามิด
"ไปวานนาฮัวโต้ (Guanajuato) แล้วก็ ซาคาเทคัส (Zacatecas) พวกนี้เป็นเมืองอาณานิคมของสเปนสวยมาก"
และท้ายสุด หลายคนแนะนำ มอนเตอเรย์ (Monterrey) ในฐานะเมืองอุตสาหกรรมสำคัญ และเป็นเมืองใหญ่อันดับสาม
ฉันกับยูลีกางแผนที่ประเทศเม็กซิโกดูด้วยกัน เราจะเริ่มเดินทางจากเมืองนูโว ลาเรโด ซึ่งเป็นเมืองคู่
แฝดกับเมืองลาเรโดที่เราอยู่ เพื่อขึ้นรถตรงไปยังเมืองวานนาฮัวโต้ จากนั้นมุ่งสู่เม็กซิโก ซิตี้ ต่อไปยังเมืองซาคาเทคัส และจบลงที่เมืองมอนเตร์เรย์ก่อนกลับสู่เมืองนูโว ลาเรโดอีกครั้งลองลากเส้นการเดินทางดูแล้ว เป็นรูปสามเหลี่ยมเข้าท่าเข้าทางไม่เลวเลยทีเดียว







Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

8 กันยายน 2554

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 1


หมายเหตุ... เรื่องชุดนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารหญิงไทย

 

1. เมืองพันธุ์ทาง

 

ฉันหลงพลัดมาอยู่เมืองชายขอบ ประเทศสหรัฐอเมริกา
คำนิยามของเมืองที่หลุดจากปากคนที่อยู่มาก่อน และคนท้องถิ่น ช่างหลุดออกมาได้เหมือน ๆ กันโดยไม่ได้นัดหมาย
“SUCK”
ฉันพยายามประมวลนิยามคำว่า Suck ของเมืองให้แจ่มแจ้งขึ้น
ร้อนเป็นบ้าแดดเปรี้ยง จัดจ้านนั่นแหละ Suck บทที่หนึ่ง  ใครคิดว่าอเมริกามีแต่ความหนาวเหน็บ อากาศเย็นสบาย  คิดผิดเสียแล้ว…. อุณหภูมิ กว่า 40 องศาเซลเซียสของเมืองนี้ถือเป็นเรื่องปกติแท้ ๆ
Suck บทที่ 2 เมืองตึกแถว !!  ดาวน์ทาวน์ของที่นี่ไม่ได้เป็นอาคารระฟ้าที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ แต่เป็นอาคารตึกแถวที่เรียงเป็นพรืดเหมือนตึกแถวในตลาดตามหัวอำเภอบ้านนอกบ้านเราอย่างไรอย่างนั้น
Suck บทที่ 3 คงเป็นประชากรท้องถิ่นที่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ล้วนมีเชื้อสาย Hispanic แทบทั้งสิ้น ฉันยังจำบรรยากาศอันเหี้ยมเกรียมของวันแรกที่เดินดุ่ย ๆ จากหอพักเข้าไปยังขอบนอกของดาวน์ทาวน์
ได้…. ด้วยความไม่มีอะไรจะกิน อยากจะหาซื้อเสบียงเล็กน้อยติดห้องพักไว้บ้าง ระยะทางประมาณ สามกิโลเมตรจากที่พักไปมินิมาร์ทในปั้มน้ำมัน  ไม่ได้ลำบากลำบนอะไร เป็นการเดินเล่นไปในตัว แต่เพียงสักพัก ฉันก็เริ่มอึดอัด เมื่อสังเกตุเห็นคนที่เดินสวนผ่านไปมา และที่นั่งกันตามหน้าร้านมองฉันอย่างสนใจและเปิดเผยอย่างโจ่งแจ้ง ใบหน้าคนเหล่านั้นนิ่งดุ หนวดที่เป็นเรียวปิดเหนือริมฝีปาก ชวนให้นึกถึงใบหน้าของผู้ร้ายหนังไทยรุ่น ดามพ์ ดัสกรนั่นทำให้ฉันแทนที่จะได้เดินอ้อยอิ่งไปเรื่อย ๆ ต้องรีบจ้ำพรวด ไป และกลับ และนั่นเป็นภาพแรกของคนเม็กซิกันในดินแดนลุงแซมที่ฉันได้สัมผัส น่ากลัวและดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
ความ Suck ของเมืองที่นี่ ทำให้คนพลัดถิ่นไม่อยากให้ใครที่รู้จักมาเยี่ยมมาเยือน บิดาของน้องสาวรายหนึ่งช่างน่ารัก คงพอจะรู้ความนัยของลูกสาวที่โยกโย้มาหลายครั้งหลายคราว่าไม่ต้องมาหา พ่อบอกกับลูกสาวให้สบายใจ ติดสนุกว่า อยากมาดู อยากมารู้จัก อยากมาสัมผัสเมืองนี้นานแล้ว เพราะเมื่อสมัยหนุ่ม ๆ ดูหนังคาวบอยทีไร เห็นคนเวลาจะหนีไปเม็กซิโกต้องผ่านเมืองลาเรโดทุกทีสิน่าแล้วอย่างนี้จะไม่ให้อยากมาได้อย่างไร

ความจริงลาเรโดเป็นเมืองที่มีอะไรพิเศษในตัวหลายอย่าง ตั้งแต่การเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในมลรัฐเท็กซัส  การเป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงชื่อดังที่ชื่อว่า “Street of Laredoของ Marty Robbins ลองอ่านเนื้อเพลงนี้หน่อยเป็นไร

Street of Laredo

As I walked out in the Streets of Laredo
As I walked out in Laredo one day,
I spied a young cowboy, all wrapped in white linen
wrapped up in white linen and cold as the clay.

I see by your outfit, that you are a cowboy,
These words he did say as I slowly walked by.
Come sit down beside me and hear my sad story,
For I'm shot in the breast, and I'm dying today.

Twas once in the saddle I used to go dashing,
Twas once in the saddle I used to go gay.
First to the dram-house, and then to the card-house,
Got shot in the breast, and I'm dying today.

Oh, beat the drum slowly and play the fife lowly,
And play the dead march as you carry me along;
Take me to the green valley, there lay the sod oer me,
For I'm a young cowboy and I know I've done wrong.

Get six jolly cowboys to carry my coffin,
Get six pretty maidens to bear up my pall.
Put bunches of roses all over my coffin,
Roses to deaden the sods as they fall.

Then swing your rope slowly and rattle yours purs lowly,
And give a wild whoop as you carry me along;
And in the grave throw me and roll the sod o'er me.
For I'm a young cowboy and I know I've done wrong.

Go bring me a cup, a cup of cold water.
To cool my parched lips, the cowboy then said.
Before I returned, his soul had departed,
And gone to the round up - the cowboy was dead.

We beat the drum slowly and played the fife lowly,
And bitterly wept as we bore him along.
For we all loved our comrade, so brave, young and handsome,
We all loved our comrade, although he'd done wrong.

กลิ่นอายคาวบอยคุกรุ่นลอยฟุ้งเลยทีเดียว และยิ่งได้อารมณ์เข้าไปใหญ่ เวลาเห็นเพื่อนเจ้าถิ่นในชั้นเรียนใส่รองเท้าบู้ทสวย ๆ มาเรียน  แล้วชอบยิ้มแฉ่งถลกชายขากางเกงขึ้นมาอวด แต่ว่าไปแล้วรองเท้าบู้ทพวกนี้ก็สวยน่าอวดจริงๆ  น่ะแหละ

ความที่ลาเรโด เป็นเมืองชายแดนติดกับประเทศเม็กซิโก คนท้องถิ่นของเมืองจึงเป็นฮีสแปนิกเกือบ 100 % อย่างที่เกริ่นไปบ้างแล้ว  และคนเหล่านี้เวลาสื่อสารกันเองล้วนเว้าภาษาสแปนิช กินอาหารก็อาหารเม็กซิกัน เวลาดูหนังเล่าก็มีช่องเม็กซิกันให้เลือกดู
เวลาผ่านไป ฉันเริ่มชินชากับใบหน้านิ่งดุ นัยน์ตาคมกริบที่คอยจับจ้องคล้ายผู้ร้ายรุ่นดามพ์ ดัสกร เมื่อชาชินจนไม่รู้สึกอึดอัดอีกต่อไป ก็สัมผัสถึงความเป็นมิตรเบื้องหลังใบหน้าเหล่านั้น พวกเขาจับจ้องก็เพราะสนใจ จับจ้องด้วยความใคร่รู้  และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือต่อคนแปลกหน้าเหมือนคนไทยตามชนบทที่มองจับจ้องฝรั่งตัวสูง ๆ ผิวขาวที่หลงพลัดไปในถิ่นอย่างไม่วางตาอย่างไรอย่างนั้น
                เวลาผ่านไป ลิ้นฉันเริ่มคุ้นชินกับอาหารเม็กซิกัน ที่ต้องมีซอสสีแดงที่เรียกว่าซาวซ่า (Salsa) เป็นเครื่องเคียง คุ้นกับอโวคาโดที่เป็นส่วนผสมสำคัญในอาหารแทบจะทุกอย่าง และคุ้นกับแผ่นแป้ง tortillas ชนิดกินแทนข้าวในบางมื้อ .
                เวลาผ่านไป เมื่อคิดถึงบ้าน ฉันอาจเฉไฉเปิดทีวีช่องเม็กซิกันเสียอย่างนั้น เพื่อดูละครที่ฟังภาษาไม่ออก แต่เนื้อเรื่อง และภาษากายของนักแสดงช่างเหมือนละครบ้านเราเสียจริง นางเอกทอมบอยเซี้ยว แก่นกะโหลก กับพระเอกฐานะร่ำรวยมาดโก้หรู กับตัวอิจฉาที่เป็นสาวสวยเฉิดฉาย แต่ขี้อิจฉา และชอบส่งเสียงกรี๊ด ๆ เป็นที่สุด  บางครั้งฉันก็ดูกีฬาชนไก่ ซึ่งชวนให้พิศวงนักว่า ประเทศไทย กับเม็กซิโกห่างไกลกันปานนั้น แต่ก็ยังอุตส่าห์มีกีฬาพื้นบ้านที่เหมือนกันเสียเหลือเกิน และทีวีเม็กซิโกยังเป็นเพื่อนในยามยากของเด็กไทย ในยามที่เชียร์ลุ้นนักกีฬาไทย ที่เข้าชิงเหรียญมวยสากลสมัครเล่นในกีฬาโอลิมปิก เพราะเมินเสียเถอะที่ทีวีช่องอเมริกันจะถ่ายทอดการแข่งขันมวยรุ่นเล็ก ๆ  ถ้าไม่มีนักกีฬาของเขาเข้าแข่งขัน หรือในยามที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลกก็ได้อาศัยทีวีเม็กซิกันตามเคย เพราะพี่เม็กบ้าบอลพอ ๆ กับพี่ไทย ขณะที่คนอเมริกันเองไม่นิยมฟุตบอลที่เตะด้วยเท้า แต่ชื่นชมเกมกีฬาบอลของตนที่ขว้างด้วยมือมากกว่า
                เวลาผ่านไป ยามเซ็ง ๆ เบื่อ ๆ บางครั้งฉันชวนเพื่อนเดินข้ามสะพานเชื่อมระหว่างสองประเทศ ข้ามแม่น้ำริโอ แกรนด์  สีเขียวเข้ม ไปเดินเที่ยวเล่นที่เมืองคู่แฝดของลาเรโด นั่นคือเมือง นูโว ลาเรโด ฝั่งเม็กซิโก ที่นั่นฉันจะซื้อทาโก้แสนอร่อยจากรถเข็นริมถนน ในราคาชิ้นละเหรียญกินอย่างอเร็ดอร่อย  เดินแทะข้าวโพดสีเหลืองที่ปิ้งบนเตาจนหอมเหลือง และตบท้ายด้ายการซอกแซกเข้าไปตามร้านขายขนมเพื่อซื้อถั่วตัดที่แม้รสชาติจะอร่อยไม่เท่าที่บ้านเรา แต่ก็คล้ายคลึงอยู่มากกลับไปกินที่หอพัก
                ฉันเริ่มจะมักคุ้นกับเมืองพันธุ์ทางที่จะเป็นอเมริกาก็ไม่ใช่ เม็กซิโกก็ไม่เต็มตัวเข้าให้แล้ว แล้วคนเม็กซิกันแท้ ๆ ที่ข้ามมาจากประเทศเม็กซิโกเพื่อมาร่ำเรียนที่นี่ ก็ช่างน่ารักเสียจริง ช่างพูดช่างคุย เต็มไปด้วยน้ำใจ  และที่สำคัญ  ฉันสัมผัสได้ว่า คนเม็กซิกันรู้สึกว่าคนไทยทัดเทียมกับพวกเขา ไม่มีอาการ และกริยาที่แสดงถึงความหมิ่นแคลนแต่อย่างใด คนไทยเสียอีกด้วยซ้ำ ที่มักจะกล่าวถึงคนเม็กซิกัน และประเทศเม็กซิโกด้วยอาการดูแคลน

ตอนที่ 1  ตอนที่ 2  ตอนที่ 3  ตอนที่ 4  ตอนที่ 5  ตอนที่ 6  ตอนที่ 7  ตอนที่ 8  ตอนที่ 9  ตอนที่ 10  ตอนที่ 11  ตอนที่ 12  ตอนที่ 13  ตอนที่ 14  ตอนที่ 15   ตอนที่ 16  ตอนที่ 17  บทส่งท้าย

Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

10 สิงหาคม 2554

ครั้งหนึ่งที่ บุโรพุทโธ

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ตีพิมพ์ที่กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์

ตามพุทธประวัติ พระพุทธเจ้าได้ตรัสขณะจำพรรษาสุดท้ายที่เวฬุวนาราม ขณะใกล้ปรินิพพานว่า “โลกนี้งดงาม น่าอยู่เสียนี่กระไร”

บุโรพุทโธ พุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดของโลกตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง บนเนินเขาเตี้ย ๆ แวดล้อมด้วยทิวเขา และภูเขาไฟคู่แฝดที่ขนาบสองด้าน ภูเขาไฟ “เมราปิ” (Mount Merapi)และ “เมอร์บาบุ” (Mount Merbabu) ด้านตะวันออก และภูเขาไฟ “ซัมบิง” (Mount Sumbing) และ “ซุนโดโร” (Mount Sundoro) ด้านตะวันตก พื้นที่รอบๆ บริเวณบุโรพุทโธได้รับการดูแลอย่างดี ขณะเดินเลาะเลียบเจอะเจอต้นกรรณิการ์ขนาดใหญ่สมบูรณ์ที่ปลูกเรียงราย ดอกกรรณิการ์กลีบขาวก้านส้ม ร่วงหล่นลงโคนต้น ช่วยแต่งเติมรายละเอียดชวนมองบนผืนดินรอบ ๆ หากที่ขัดใจอยู่บ้างคืออากาศที่ร้อนอ้าว ทั้งที่รายล้อมรอบตัวเป็นต้นไม้เขียวชะอุ่ม และทิวเขาแท้ ๆ


ภาพวาดแผนที่ แสดงที่ตั้งของบุโรพุทโธ ที่ขนาบด้วยภูเขาไฟฝาแฝดทั้งสองด้าน

ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านพักในโรงแรมที่อยู่ในเขตอุทธยาน ทำให้ได้เดินไปด้อม ๆ มอง ๆ บุโรพุทโธตั้งแต่หัวค่ำ บุโรพุทโธ ณ เวลานั้น อยู่ในความสงบ งดงามกลมกลืนกับแวดล้อมธรรมชาติ หลายคนที่ได้มาเยือนบุโรพุทโธก่อนหน้าฉัน บ่นขร่มให้ฟังถึงสภาพโบราณสถานแห่งนี้ที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน ที่มาเยือนในลักษณะรุกรานสถานที่อย่างปราศจากความเกรงใจ ทั้งปืนป่ายไปบนรูปปั้น ส่งเสียงโวกเวก.... นั่นทำให้ฉันพยายามนักหนาที่จะต้องจองโรงแรมภายในเขตอุทยานแห่งนี้ให้ได้ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเยือนบุโรพุทโธในช่วงเวลาที่ผู้คนไม่หนาแน่น

และคืนนั้น ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านได้เข้าไปฟัง Audio Visual ในห้องฉายภาพยนตร์ขนาดเล็ก ที่ทางโรงแรมจัดไว้เป็นบริการฟรีสำหรับแขกที่มาเข้าพัก บริการนี้เป็นบริการ on demand ใคร่อยากไปฟังเมื่อใด ทางโรงแรมก็จะจัดให้เมื่อนั้น เราสองคนจึงนั่งผึ่งชมประวัติ ความเป็นมาของพุทธสถานภายในห้องโอ่อ่า เพียงลำพังแค่สองคน ราวกับเป็นแขก VIP ยังไงยังงั้น

การจัดทำสารคดี ทำได้อย่างน่านิยม บรรยายถึงเส้นทางการเดินทางของพุทธศาสนานิกายมหายานที่เผยแพร่มายังเกาะสุมาตราและชวา ผ่านเส้นทางการเดินเรือ ระหว่าง อินเดีย อินโดนีเซีย และจีน

ศาสนาพุทธได้รุ่งเรือง หยั่งรากคำสอน และศรัทธา บนผืนแผ่นดินเกาะสุมาตรา และชวาก่อนใครอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสิ่งที่ยืนยันก็คือบุโรพุทโธ พุทธสถานที่มีขนาดใหญที่สุดของโลกนี่เอง

บุโรพุทโธมีรูปทรงคล้ายพีระมิด ประกอบด้วยฐานสี่เหลี่ยมหกชั้น ฐานวงกลมสามชั้น และมีเจดีย์หรือสถูปแบบศรีวิชัยตั้งอยู่ด้านบนสุด

ลักษณะของแผนผังการก่อสร้างสอดคล้องกับความเชื่อทางพุทธศาสนา แสดงถึงหนทางแห่งการรู้แจ้ง ที่เริ่มจากชั้นฐานอันได้แก่ “กามธาตุ” ระดับชีวิตชั้นล่างสุดของมนุษย์ ที่ยังคงหมกหมุ่น เวียนว่ายอยู่ในกิเลส เต็มไปด้วยความอยากได้ อยากมี จากนั้นจึงสู่ชั้นกลาง ได้แก่ “รูปธาตุ” อันเป็นชั้นที่มนุษย์แม้จะยังติดอยู่ในกาย และรูป แต่มีสติที่จะควบคุมความรู้สึกฝ่ายต่ำ และพากเพียนที่จะเรียนรู้ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

และชั้นสุดท้ายที่อยู่ด้านบนสุดคือ “อรูปธาตุ” นั่นคือการสู่นิพพาน เป็นการละสิ้นถึงการยึดติดในรูป รส กลิ่น เสียง

หนังสารคดี ชวนเชิญให้ฉันพิศวงไปกับภาพสลักบนแผ่นหิน ตรงระเบียงของแต่ละชั้น ภาพสลักแท้จริงนั้น ผุกร่อน ขาดความคมชัด ไปตามกาลเวลา แต่หนังสารคดีเขาช่างทำ ได้จำลองภาพวาดที่สมบูรณ์และให้สีสันสดเป็นพิเศษแสดงเทียบเคียงให้เห็นว่า หากภาพสลักบนผนังหินอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์จะเป็นอย่างไร

ภาพสลักจากสถานที่จริง วางเทียบเคียงภาพวาดจำลอง

เริ่มจากนิทานชาดกอันเป็นเรื่องในอดีตชาติของพระพุทธเจ้า เรื่อง “เต่าตายเพราะปาก” “ลิงกับนกขมิ้น” “เสือกับวัว”...

หลายเรื่องเข้าสมาธิชักเริ่มล่องลอย ก่อนถูกกระตุกให้กลับมาอีกครั้ง เมื่อได้เห็นภาพสลักเปลี่ยนจากนิทานชาดกต่าง ๆ เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ


ภาพเหล่านั้นคุ้นชินตาเป็นอย่างยิ่ง เป็นภาพวาดที่เล่าเรื่องตามตำนาน ที่ฉันเรียนแต่เยาว์วัย.... อะไรก็แล้วแต่ที่เคยเรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็กมักมีอิทธิพลดึงดูดเสมอ

ภาพพระนางสิริมหามายาที่ยืนเหนี่ยวพระหัตถ์กับกิ่งต้นสาละให้ประสูติพระพุทธเจ้า ที่ทันทีที่ประสูติได้ย่างพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุด 7 ดอกมารองรับ

ภาพเจ้าชายสิทธัตธะที่ทรงปลงพระเกศาเพื่อออกผนวช โดยใช้พระขรรค์ตัดพระโมฬี.....

ภาพเหล่านี้ ช่วยเปิดโลกทัศน์ฉันที่แม้จะพอรู้อยู่บ้าง ให้ตระหนักชัดเจนขึ้น พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธ คำสอนแห่งพุทธองค์แพร่หลายไปแทบจะทั่วทั้งทวีปเอเชีย มิได้จำกัดเฉพาะสำหรับคนไทย ประเทศไทย ประวัติของพระพุทธองค์ แก่นคำสอน นิทานง่าย ๆ เพื่อสอนใจ จึงแพร่หลาย เป็นต้นธารแห่งวัฒนธรรม ความเชื่อ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เปี่ยมศรัทธา นำไปสร้างเป็นงานศิลปะรูปแบบต่าง ๆ มากมาย

.......



ภาพลิงกับนกขมิ้น

รุ่งเช้า แสงอาทิตย์ที่ส่องลอดผ่านผ้าม่าน ปลุกให้ฉันตื่นขึ้น แสงที่ส่องลอดเข้ามาจ้าจัด ราวไม่ใช่แสงนุ่มนวลของยามรุ่งสาง ฉันตลบผ้าม่านไปข้าง ๆ มองออกไปข้างนอก โลกข้างนอกสว่างจ้าไปหมดแล้ว... นี่ฉันตื่นสายหรือนี่? ยกนาฬิกาข้อมูลขึ้นมาดูเวลา... เพิ่งจะตีห้ากว่า... เกาะชวาสว่างเร็วเหลือเกิน

เราสองคนรีบลุกขึ้นเตรียมตัว เพื่อจะได้ไปเยือนบุโรพุทโธแต่เช้า ก่อนที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะหลั่งไหลเข้ามา เราสองคนเดินทะลุจากที่พักไปยังประตูทางเข้า บรรยากาศรอบ ๆ โบราณสถานในยามเช้าสงบเงียบ ประตูเทางข้าสู่บุโรพุทโธยังคงปิดสนิท ยังไม่ถึงเวลาเปิดให้เข้าชม ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น แต่มีนักท่องเที่ยวบางส่วน ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปชมด้านบนแล้ว นั่นเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ซื้อทัวร์พิเศษ และแน่นอน ราคาย่อมต้องแพงเป็นพิเศษเช่นกัน ทัวร์ที่ว่านี้เรียกว่า Sunrise Tour เป็นทัวร์ที่พานักท่องเที่ยวเยือนบุโรพุทโธตั้งแต่ตีสี่เลยทีเดียว

เจ้าหน้าที่ตรงบริเวณทางเข้ายังไม่อนุญาตให้เราเข้าไปด้านใน เขา ชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือของเราสองคนเป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่ายังไม่ถึงเวลา แต่ไม่เป็นไร แค่เดินเลียบ ๆ เคียง ๆ ชมบรรยากาศรอบ ๆ ของบุโรพุทโธในยามเช้าก็ชอบใจแล้ว เจ้าหน้าที่เหลือบมองเราเป็นระยะ ที่สุด ก็ปล่อยให้เราเข้าไปด้านในก่อนเวลาเล็กน้อย กลายเป็นนักท่องเที่ยวเพียงสองคนในยามรุ่งเช้า นอกจากนักท่องเที่ยวที่ซื้อทัวร์ Sunrise ที่ขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว


บรรยากาศที่พักในยามเช้า มีทางเดินเชื่อมถึงบุโรพุทโธ


ภาพ มหาสถูปบุโรพุทโธ

เจตนาของการก่อสร้างบุโรพุทโธนั้น เพื่อเป็นสถานที่จาริกบุญสำหรับพุทธศาสนิกชน เพื่อเพ่งพินิจศึกษาความหมายของรูปสลัก นัยยะที่แฝงในรูป ผังของการก่อสร้าง การเดินขึ้นชมบุโรพุทโธ จึงควรเดินเวียนขวาไปตามระเบียงทางเดิน ทีละชั้น ทีละชั้น จากชั้นกามธาตุ ชั้นอรูปธาตุ และขึ้นไปถึงสถูปหรือตัวเจดีย์ชั้นบนสุด....อรูปธาตุ....นิพพาน

แต่....

ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านใช้วิธีกลับกัน เรามุ่งตรงขึ้นไปบนสถูปด้านบนสุดก่อน... ตามวิสัยลึก ๆ ของมนุษย์ที่ชมชอบการอยู่บนที่สูง และมองย้อนลงมายังโลกเบื้องล่าง

จากระเบียงทางเดินที่เป็นฐานสี่เหลี่ยม สู่ลานกลมสามชั้น ที่เปิดโล่ง ไม่มีรูปภาพสลักใด ๆ บนระเบียง มีเพียงเจดีย์ทรงระฆังคว่ำที่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่ด้านในหันพระพักตร์สู่ท้องฟ้าด้านนอก เจดีย์เหล่านี้โอบล้อมพระเจดีย์องค์ใหญ่ ที่ตั้งอยู่ตรงกลาง และอยู่ด้านบนสุดของบุโรพุทโธ

เมื่อไปถึงชั้นบนสุด มองไปรอบ ๆ .... โลกใบนี้ งดงามน่าอยู่เสี่ยนี่กระไร... ใครเป็นผู้เลือกทำเลที่ตั้งพุทธสถานแห่งนี้หนอ... ช่างเหมาะเจาะเป็นที่สุด โอบล้อมด้วยทิวเขาสีน้ำเงิน และหมู่แมกไม้สีเขียว.... ธรรมชาติได้โอบอุ้มพุทธสถานแห่งนี้ ให้กลายเป็นเขตแดนอันศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง ตัวมหาสถูปบุโรพุทโธเองนั้น นับเป็นพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุเก่าแก่กว่านครวัดนครธมอันยิ่งใหญ่ และยังพิเศษด้วยการสร้างจากหินลาวาภูเขาไฟเกือบ 2 ล้านก้อน แต่ความยิ่งใหญ่โอ่อ่าของตัวบุโรพุทโธเพียงลำพัง ไม่สามารถสะกดฉันนิ่งงันได้เลย หากพุทธสถานแห่งนี้ ไม่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่โอบอุ้มอยู่รอบ ๆ

นับเป็นโชดดีของฉันกับเพื่อนร่วมบ้านเหลือเกิน ที่นักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาเยือนก่อนหน้าเราสองคนนั้น เยี่ยมชมบุโรพุทโธอย่างสงบ และให้ความเคารพกับสถานที่... โดยเฉพาะหลายรายนั้น มาเยือนเยี่ยงผู้จาริก พวกเขาได้เดินเวียนขวาขึ้นสู่มหาเจเดีย์ พิศพิจารณารูปภาพที่สลักบนแผ่นหินตรงระเบียง และเดินนิ่งอย่างมีสมาธิเมื่อถึงฐานชั้นกลม ที่มีเพียงเจเดีย์ทรงระฆังคว่ำที่โอบล้อม ปราศจากรูปภาพใด ๆ

เมื่ออิ่มเอม กับความงามอันสอดคล้องของสถานที่ กับที่ตั้งแล้ว เราสองคนค่อย ๆ เดินย้อนกลับลงไปชั้นล่างอย่างช้า ๆ




เมื่อถึงชั้นฐานสี่เหลี่ยม เดินไล่เรียงดูภาพสลักบนแผ่นหินตรงระเบียงทางเดิน ฉันได้เจอภาพหลายภาพ ที่ได้เห็นตัวอย่างในหนังสารคดีที่ฉายในโรงแรมตั้งแต่เมื่อคืน แต่หลายภาพเช่นกันที่หาไม่เจอ ภาพที่สลักบนระเบียงทางเดินทั้งสี่ชั้นมีจำนวนมากมายถึงขั้นต้องเรียกว่าแกลลอรี่เลยทีเดียว

มีทั้งภาพพุทธประวัติ ภาพเรื่องชาดก การอวตาร ต่าง ๆ ภาพเล่าเรื่องความพากเพียร ของชายหนุ่มชื่อสุธนะในการแสวงหาสัจธรรม

ระหว่างที่เดินดูภาพบนผนังระเบียงนั้น แอบฟังไกด์ที่อธิบายถึงความหมายในรูปภาพต่าง ๆ ให้นักท่องเที่ยวที่เริ่มจะทยอยขึ้นมาเยือนได้ฟัง.... บุโรพุทโธเดี๋ยวนี้ รัฐบาลดูแลอย่างดี... น้ำเสียงของไกด์ดูภาคภูมิใจ ฉันค่อนข้างเห็นด้วยทีเดียว สำหรับประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม พวกเขาเอาใจใส่ดูแลพุทธสถานแห่งนี้ได้ดีทีเดียว ... เหลือเพียงปัจจัยเดียวที่กร่อนทำลายบุโรพุทโธ... เสียงไกด์กล่าว ฉันหูผึ่งขึ้นมาทันที “ธรรมชาติ” เสียงเขาเน้นหนัก “ฝนที่นี่ตกหนัก ทำให้ภาพบนแผ่นหินขาดคมชัดไปเรื่อย ๆ” ถอนหายใจ... สุดท้ายก็ธรรมชาติ และกาลเวลานี่เอง

ภาพสลักบนแผ่นผนังระเบียง เมื่อมีจำนวนมาก... เดินชมมาก ๆ เข้า มีเบื่อเหมือนกัน ภาพพุทธประวัติ นิทานชาดกเอง ก็เฉยเสียแล้ว เพราะตื่นเต้นตั้งแต่ดูหนังสารคดีเมื่อคืน มารู้สึกถูกกระตุกความสนใจอีกครั้ง ก็ตรงบนภาพสลักเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ มี รูปนางฟ้า นางสวรรค์ เหาะอยู่ด้านบนเพื่อโปรยปรายดอกไม้.... นี่มันภาพวาด ส.ค.ส. อวยพรวันปีใหม่ ในสมัยฉันยังเด็ก ๆ นี่นา รูปนางฟ้านั้นเหมือนในส.ค.ส. วัยเด็กของฉันตั้งแต่เครื่องแต่งกาย ทรงผม และท่าเหาะ... ซึ่งซุกซ่อนอยู่มุมด้านบนของภาพสลัก นั่นทำให้ฉันตระหนักถึงการถ่ายเทของวัฒนธรรมความเชื่ออีกครั้ง

ที่สุด เราก็ย้อนมาถึงฐานด้านล่างของบุโรพุทโธ สวนทางกับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่เริ่มทยอยเข้ามาชมพุทธสถานแห่งนี้.....



ภาพนางฟ้าโปรยปรายดอกไม้... เหมือนในภาพส.ค.ส.ในวัยเยาว์





Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

2 สิงหาคม 2554

ลัดเลาะสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์

หมายเหตุ... งานเขียนชิ้นนี้ตีพิมพ์ที่กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์

สิงคโปร์ ไม่เคยเป็นที่หมายอย่างจริงจังในการเดินทางสักครั้ง
ครั้งแรกของสิงคโปร์เป็นการ Stop Over ประมาณเป็นที่เที่ยวเล่นของแถมก่อนกลับบ้าน ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ไม่ได้ตั้งใจอีกตามเคย แค่ถือโอกาสตามคนร่วมบ้านที่มีโอกาสมาดูงาน พาเจ้าตัวเล็กมาเปิดหูเปิดตา

ฟังดูเหมือนฉันออกจะเมินๆ ประเทศนี้... แต่ให้ตายเถอะ แม้ไม่ตั้งใจ แต่ใจยวบทุกทีเวลาได้มาเยือน...ที่ยวบน่ะ เพราะฉันเป็นโรคภูมิแพ้ ประมาณว่าแพ้สีเขียว แพ้ต้นไม้ใหญ่ แล้วสิงคโปร์น่ะ เห็นเป็นเกาะเล็กกระจิด เล็กเสียยิ่งกว่ากรุงเทพฯ แต่ทั่วทั้งเกาะกลับเต็มแน่นไปด้วย ต้นไม้ แล้วเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์พูนสุขเสียด้วย ทั้งที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่แท้ๆ ใจที่ยวบพลอยเปลี่ยนเป็นใจหายเมื่อนึกถึงต้นไม้ใหญ่ที่บ้านเราที่มักถูกตัด ให้พิกลพิการกระทั่งแคระแกร็นได้สมใจ (ใครก็ไม่รู้)

ระหว่างทางจากสนามบินไปยังที่พักบนถนนออร์ชาร์ด (orchard) พลพรรคต้นไม้น้อยใหญ่ชักชวนกันมาชักแถวต้อนรับผู้มาเยือน กระทั่งขึ้นไปยังห้องพักของโรงแรมหรูใจกลางเมือง ยืนมองบรรยากาศเมืองผ่านแผ่นกระจกหนาลงมาข้างล่างด้วยสายตานก สีเขียวเข้มยังคงห้อมล้อมกลมกลืนไปกับอาคารสูงนำสมัย สมกับที่ 'ลีกวนยู' ได้วางกลยุทธ์ไว้ตั้งแต่ปีค.ศ.1963 ที่จะพัฒนานำสิงคโปร์ไปสู่การเป็นเมืองแห่งสวน ด้วยคิดว่าสีเขียวจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุน ในสิงคโปร์

การเดินทางครั้งนี้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ไม่มีความตั้งใจที่จะเที่ยวชมสถานที่ไหนเป็นพิเศษ ตอนกางแผนที่เมืองสิงคโปร์ออกดูกับเพื่อนร่วมบ้าน ชั่งใจกันอยู่พักใหญ่ว่าจะพาตัวเล็กไปที่ไหนดี เคลื่อนสายตามองดูสถานที่เที่ยวตามจุดต่าง ๆ ของเมือง แล้วก็ไปสะดุดเข้ากับจุดสีเขียวที่กินพื้นที่กว้างใจกลางแผ่นกระดาษ

Singapore Botanic Gardens

ฉุกใจขึ้นมา... ประเทศที่ต้นไม้ข้างทาง ริมถนน ริมอาคารยังสวยจับความรู้สึกคนมาเยือนได้ขนาดนี้ แล้วสวนจริงๆ ที่อยู่จริงๆ ของต้นไม้ของเขาจะสวยจับใจได้ขนาดไหน...

ฉันตัดสินใจในตอนนั้นเอง ฉันจะพาตัวเล็กไปเที่ยวสวน
เรื่องหว่านล้อมเพื่อนร่วมบ้านให้ไปไหนไปด้วยกันน่ะไม่อยาก แต่เจ้าตัวเล็กนี่สิ...
“ไปเที่ยวสวนกันนะ” ฉันบอกเจ้าลูกชาย ท่าทางเจ้าตัวน้อยอึ้งๆ ไป ก็เด็กที่ไหนจะอยากเดินเที่ยวดูต้นไม้บ้าง ไม่เหมือนเดินดูสิงสาราสัตว์ตามสวนสัตว์นี่นา นั่นน่ะสำหรับเด็กๆ ตื่นเต้นกว่าเยอะ
"ไปนะ..ไปน่า ... ในสวนมีสัตว์เยอะเลย" ฉันปล่อยหมัดเด็ดสุดท้าย เจ้าตัวเล็กชอบเรื่องสัตว์เป็นทุนอยู่แล้ว เจอมุขนี้เขาไปเสร็จทันที

Singapore Botanic Gardens (สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์) ทางเข้าแจ่มทีเดียว ร่มรื่น กว้างขวาง ทางเดินสะดวกสบาย อาคารที่สร้างตรงทางเข้าดูดีมีรสนิยม คล้ายศาลาขนาดใหญ่ ดูกลมกลืนเข้ากับบรรยากาศของสวนเขตร้อน และที่ชอบที่สุดคงเป็นซุ้มข้อมูลที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่คอยตอบข้อซักถาม พร้อมแผ่นพับ แผนที่ข้อมูลพร้อมพลัน

 ทางเข้าสวน

จากข้อมูลในแผนที่ สวนแห่งนี้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสามส่วน Central Core, Tanglin Core และ Bukit Timah Core ที่สะดุดน่าสนใจก็ตรง สวนแห่งนี้เปิดตั้งแต่ตีห้าถึงเที่ยงคืน เท่ากับเปิดทำการ 18 ชั่วโมงต่อวัน และไม่มีการเก็บเงินค่าผ่านประตูหรือค่าเข้าชมแต่อย่างไร เว้นแต่ใครจะเข้าชม National Orchid Garden ที่อยู่ข้างใน ซึ่งจะคิดค่าเข้าชมพิเศษแยกต่างหาก




เมื่อย่างก้าวเข้าไปในเขตสวน สัมผัสถึงความสงบและร่มเย็น ต้นไม้ใหญ่แต่ละต้นดูโอ่อ่า ทรงภูมิ บ่งให้รู้ว่า นี่ไม่ใช่สวนเกิดใหม่อย่างแน่นอน และเมื่อลองไล่เรียงความเป็นมา สวนแห่งนี้ก่อตั้งตั้งแต่ปีค.ศ.1859 นับเวลาก็ 148 ปี (เท่านั้นเอง)

เจ้าตัวเล็กดูจะตื่นเต้นกับ Palm Valley ซึ่งกินพื้นที่ช่วงหนึ่งของสวนในบริเวณ Central Core คงเป็นเพราะพื้นที่เป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ ชวนวิ่งเล่น แล้วต้นปาล์มนานาชนิดก็ดูแปลกตาโดยเฉพาะส่วนใบที่ไม่เหมือนต้นไม้ทั่วไป เจ้าตัวเล็กที่ปกติชอบดูต้นไม้ในสวนที่บ้านอยู่แล้วเลยออกจะโปรดๆ สักหน่อย ยิ่งเจ้าตัวช่างสังเกตพอตัว ถึงขนาดเคยออกปากถามฉันกับเพื่อนร่วมบ้านมาแล้ว
“ต้นไม้นี่มีคนออกแบบใบให้ใช่มั้ย…ใบถึงไม่เหมือนกันเลย”
อืมม์...ทำเอาฉันทึ่งไปเลย เพราะจำได้ว่า ตอนเล็กๆ ไม่เห็นเคยสงสัยหรือสังเกตเห็นอะไรแบบนี้ เวลาวาดรูปใบไม้ทีไร ก็วาดทรงยาวๆ รีๆ แบบเดียวตลอด แถมระบายสีก็สีเขียวสีเดียวนี่แหละ ทั้งที่รูปทรงของใบไม้มีตั้งหลายแบบ สีก็มีตั้งหลายสี

 พื้นที่ในสวนเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ เดินเล่นสนุกสำหรับเด็กๆ

ครั้นพ้นเขต Palm Valley เจอเข้ากับ Symphony Lake ตอนแรกเห็นชื่อในแผนที่ออกจะงงๆ สักหน่อย พอเจอของจริงเข้าถึงค่อยเข้าใจว่าทำไมถึงเรียกว่า Symphony Lake นั่นเป็นเพราะริมทะเลสาบด้านหนึ่งมีเวทีสำหรับแสดงดนตรีอยู่กลางน้ำ เห็นบรรยากาศแล้วช่วงสุดสัปดาห์ที่มีฟรีคอนเสิร์ตบรรยากาศคงดีพิลึก นี่ทำเอาฉันสัญญากับตัวเองเลยนะว่า ถ้ามีโอกาสมาสิงคโปร์คราวหน้า ต้องหาโอกาสมานั่งฟังดนตรีกลางสวนที่นี่ให้ได้


เดินเที่ยวสักพัก จากนกที่แล่นถลาไปมา เจ้าตัวเล็กเริ่มเบื่อ นั่งพักบ่อยขึ้น และเริ่มฉุกใจขึ้นมาได้ เอ๊ะ!
ไหนแม่ว่ามีสัตว์เยอะแยะไง?

 เริ่มเบื่อแล้วครับ...
สังเกตตราสัญลักษณ์ของสวนบนพนักเก้าอี้.. ดูสวย ให้ความรู้สึกใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ดี

มีสิ… ฉันเฉไฉ ให้เจ้าตัวเล็ก ดูนก ดูมด ดูแมลงข้างทางแทน... พอกล้อมแกล้มไปได้
“สัตว์ไม่เห็นจะเยอะเลย” บ่น
“น่า... แต่ต้นไม้สวยไม่ใช่เหรอ”
“หือ” เจ้าตัวเล็กยอมรับ
ดีนะ...พอเริ่มจะเบื่อ ก็เจอเข้ากับอุโมงค์น้ำตกจำลองพอดี เจ้าตัวเล็กเลยกระตือรือร้นอีกครั้ง แล้วพอเลยน้ำตกจำลองเดินขึ้นเนินไปได้หน่อย ก็เจอเข้ากับคุณปู่ต้นไม้ ดูเก่าแก่ ใจดี มีลูกหลานเป็นไม้เกาะเล็กๆ ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าต้นอะไร แต่เห็นปุ๊บชวนนึกถึงผู้สูงอายุใจดีที่มีลูกหลานห้อมล้อม ฉันเลยเรียกของฉันว่า 'คุณปู่ต้นไม้'



 

ฉันอวดรูปคุณปู่ต้นไม้ต้นนี้ให้ใครดู ไม่มีใครคิดว่าเป็นสถานที่ในประเทศสิงคโปร์สักคน ด้านหลังคุณปู่ต้นไม้ เห็นต้นอะไรแปลกๆ ขึ้นเป็นสายเป็นแถวๆ แถมออกดอกสีสวยด้วย รีบตรงเข้าไปดูด้วยความใคร่รู้ พอไปถึงค่อยรู้ว่าเป็นต้นกล้วยไม้ที่ขึ้นกอดเกี่ยวกับเสาปูนที่ทาสีเขียวไว้ ทำให้มองไกลๆ คิดว่าเป็นลำต้น และเป็นความรู้ใหม่เอี่ยมสำหรับตัวฉันเองที่เพิ่งรู้ว่าดอกไม้ประจำชาติของ สิงคโปร์เป็นดอกกล้วยไม้ และเป็นดอกของเจ้าต้นที่ขึ้นเกาะแท่งปูนเป็นแถวอยู่ตรงหน้านี่แหละ Vanda Miss Joaquim

  Vanda Miss Joaquim ดอกไม้ประจำชาติสิงคโปร์

Vanda Miss Joaquim เป็นกล้วยไม้พันธุ์ผสมตามธรรมชาติระหว่าง Vanda hookeriana และ Vanda teres Vand Miss Joaquim เป็นดอกไม้ประจำชาติของสิงคโปร์ก็จริง แต่ชื่อไม่มีเค้าเอเชียเอาเสียเลย เพราะตั้งชื่อตามสุภาพสตรีชาวอาร์เมเนียนที่เป็นผู้ค้นพบกล้วยไม้ชนิดนี้ เป็นคนแรกในสวนของเธอ
นอกจากต้นไม้สวยๆ บรรยากาศดีๆ ร่มรื่นที่ชวนชื่นอกชื่นใจ ในสวนยังตกแต่งด้วย รูปปั้น ตามจุดต่างๆ ได้อย่างน่าดูชม ดูมีชีวิตชีวา

'สาวน้อยขี่จักรยาน' เป็นสาวแรกที่ได้เจอ ใบหน้าสาวน้อยแย้มยิ้มสดใส ท่วงท่าที่ขี่จักรยานดูเบิกบาน สนุกสนาน ก่อนจะเจอะเจอสาวน้อยอีกคนนั่งเปลือยเท้าแกว่งชิงช้าตรงพงหญ้าดูอ่อนหวาน คล้ายกับกำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัว แต่ที่เซ็กซี่ที่สุด คือหญิงสาวเปลือยกายนอนคว่ำบนเปลที่ผูกระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้น ใบหน้าที่หลับตาพริ้มคล้ายยิ้มน้อยๆ ราวกับต้องการจะบอกว่า ไม่มีที่ไหนอยู่แล้วสบายใจเท่าในสวนที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่

 สาวน้อยขี่จักรยาน


 สาวน้อยแกว่งชิงช้า


 สาวสวยนอนเปล

รูปปั้นทั้งสามชิ้นมีความคล้ายคลึงกันมาก จึงไม่แปลกใจที่อ่านข้อมูลจากแผ่นพับในมือแล้วรู้ว่าเป็นผลงานของช่างปั้นคน เดียวกัน Sydney Harpley ศิลปินชาวอังกฤษ

ถัดจากกลุ่มสาวๆ คราวนี้เป็นคุณแม่ที่อุ้มลูกเล่นอยู่กลางสวน 'Swing Me Mama' ผลงานของคุณแม่ Dominic Benhura ที่ได้รับแรงบันดาลใจขณะอุ้มลูกเล่น ไม่มีรายละเอียดมากมาย เป็นแค่โครงคร่าวง่ายๆ แต่ได้อารมณ์

 ประติมากรรม Swing Me Mama

บ่ายคล้อยแล้ว...ฉัน เพื่อนร่วมบ้าน และเจ้าตัวเล็ก เดินกลับออกจากสวน ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนอารมณ์ของรูปปั้นที่แสดงออกผ่านใบหน้าและท่วงท่า...
เบิกบานและมีความสุข

26 กรกฎาคม 2554

เชสกี้ ครุมลอฟ เมืองเล็กในแคว้นโบฮีเมืย

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ตีพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์


ไม่น่าเชื่อว่าในบรรดารูปภาพจำนวนนับร้อยรูปที่ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านช่วยกันกดเก็บละเอียดยิบจากการเดินทางไปเที่ยวในประเทศแถบยุโรป ภาพเมืองขนาดกระทัดรัดที่ทั่วทั้งเมืองแทบจะมีสีหลังคาอยู่สีเดียวนั่นคือสีส้ม และมีแม่น้ำสายน้อย ๆ โอบล้อมเกี่ยวกะหวัด จะชนะใจผู้ชมเหนือกว่าเมืองใหญ่ที่ชื่อชั้นการท่องเที่ยวอยู่ในระดับต้น ๆ อย่างเวียนนา ปราก และมิวนิค อย่างหน้าตาเฉย

หลายคนหยุดชะงัก เอ่ยปากถามถึงชื่อเสียงเรียงนาม

“เชสกี้ ครุมลอฟ” เป็นชื่อที่ฉันเอ่ยตอบกลับไป

คิ้วขมวดนิดหน่อย … ประมาณว่า ชื่อไม่ค่อยคุ้น อะไรกี้ ๆ ทำนองนั้น แต่บางคนก็อ๋อ…เพราะช่วงหลังเจ้าเมืองเล็กหลังคาส้มฮอตฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งมีการันตีความเป็นเมืองมรดกโลก ยิ่งเหมือนนางงามได้มงกุฏยังไงยังงั้น ดึงดูดให้ผู้คนที่ผ่านไปมา อดไม่ได้ต้องเหลียวหันกลับมามอง

เชสกี้ ครุมลอฟเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ทางตอนใต้ของประเทศสาธารณรัฐเชค แคว้นโบฮีเมีย ครอบคลุมพื้นที่ 22.16 ตารางกิโลเมตร ประมาณว่าด้วยสองเท้าที่ทุกคนมีก็สามารถสำรวจรอบเมืองได้สบาย ๆ ทั้งจำนวนประชากรก็มีขนาดกำลังน่ารัก ประมาณแค่ 14,000 กว่าคนเท่านั้น


เมืองเชสกี้ ครุมลอฟ จากภาพโปสเตอร์ที่วางขายตามร้านขายของที่ระลึกทั่วไป 

เมืองเล็ก ๆ แบบนี้ หาที่พักไม่ลำบาก เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องที่ตั้ง เพราะไม่ว่าที่พักจะตั้งอยู่ตรงไหน ส่วนไหนของตัวเมือง ก็จะถูกอ้างโฆษณาชวนเชื่อว่า อยู่ใกล้จุดท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งนั้น

ฉันเลือกที่พักที่ถอยห่างจากตัวเมืองออกไปเล็กน้อย ด้วยสนนราคากำลังน่ารัก บอกราคาใครไปก็ห่อปาก ไม่รู้ว่าด้วยความชื่นชม หรือนึกในใจว่า “โคตรเขี้ยว” ความจริงไม่ใช่แค่เรื่องของราคา หากเป็นเรื่องของบรรยากาศที่เป็นตัวบวกที่ยวนใจ เพราะที่พักที่ว่าอยู่ติดกับแม่น้ำวัลตาวา ( Vltava) ที่เกี้ยวพาราสีไปกับตัวเมือง แล้วเจ้าของก็นำมาเป็นจุดขายเสียด้วย ภาพถ่ายระเบียงด้านหลังที่ติดริมน้ำ ดูอบอุ่น ชวนให้นึกอยากนั่งจิบกาแฟอุ่น ๆ ผึ่งเท้า อย่างเกียจคร้าน และภาพนั้นเองทำให้ฉันกดเม้าส์คลิ้กเลือกที่จะพักที่นี่

ใคร ๆ ก็ว่าฉัน sense ดี เรื่องเลือกที่เที่ยวกับที่พัก บางทีไม่ต้องไปค้นหา ไม่ต้องไปสอบถามข้อมูลจากใคร แค่มีภาพแผนที่ แผ่นพับ โบวชัวร์ ประสมกับข้อมูลเพียงเล็กน้อย มาวางให้เลือกอยู่ตรงหน้า… ฉันมักจะเลือกได้ที่ดี ๆ อยู่เสมอ ๆ

ที่พักที่นี่ก็เช่นกัน… ได้สัมผัสกับความเป็นโบฮีเมียนอย่างไม่ตั้งใจ แต่ไม่ใช่โบฮีเมียน แบบเครื่องแก้วคริสตัลเจียระไนสวย ๆ ที่ขึ้นชื่อ แต่เป็นโบฮีเมียน แบบติสต์ ๆ ที่ใช้ของง่าย ๆ พื้น ๆ ในการแต่งสถานที่ ภาพโปสการ์ดหลากหลาย ภาพถ่ายธรรมดา สีบ้าง ขาวดำบ้าง ติด ๆ รวมกันตรงแผ่นผนัง น่าสนใจตรงมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ค่อย ๆ ละเลียดดู แล้วบางจุด บางที่ก็ผสมสีสันสด ๆ เข้าไปเฉย ๆ เสีย อย่างนั้น อย่างห้องน้ำ เปิดบานประตูไม้สีน้ำตาลเข้มธรรมดาเข้าไปครั้งแรกแทบผงะ เมื่อปะทะเข้ากับสีส้มแจ้ดทึบทั้งผนัง แล้วภาษาน่ะ ที่เขียนติดแผ่นป้ายเล็ก ๆ ตรงมุมโน้น มุมนี้ มันช่างจี๊ด ตักเตือนอย่างสวิงสวายให้แขกที่มาพักมีมารยาทบ้างเวลาใช้ห้องน้ำน่ะ ที่นี่ของส่วนรวมนะจ๊ะ

ระเบียงด้านหลังถูกใจอย่างที่คาด แล้วความที่ที่นี่เป็น hostel เล็ก ๆ ทำให้ไม่มีใครแย่งใช้พื้นที่ ปล่อยให้ฉันกับเพื่อนร่วมบ้าน ทำกับข้าว นั่งทานอาหารริมแม่น้ำสบายใจ แถมยังมีเสียงเพลงดังคลอเบา ๆ ที่เปิดจากตลับเทป อันเป็นเสียงร้องแท้ ๆ ของเจ้าของที่พัก ที่เป็นสาวผิวสี ผมยาวดำสนิทคล้ายคนเอเชีย

บริเวณข้าง ๆ เครื่องเล่นวิทยุ มีปึกโปสการ์ดวางอยู่ ไม่ได้สะสวย สะดุดตา แต่ก็รู้ว่าเจ้าของทำเอง… ขายเอง… ใครใคร่หยิบ ก็หยิบไป… แต่วางเงินไว้ให้ก็แล้วกัน

บรรยากาศแบบนี้ จะไม่เรียกว่า โบฮีเมียน สไตล์ได้ยังไง

ที่ชอบเป็นพิเศษอีกที่คือห้องนอน ไม่ได้ตบแต่งสวยงาม สะอาด สะอ้าน ทั้งเครื่องเรือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้เชย ๆ เหมือนเครื่องเรือนยุคสมัยคุณพ่อ คุณแม่ ตามต่างจังหวัดด้วยซ้ำ แต่ที่ชอบนั้น ชอบเพราะบรรยากาศ ที่ตัวห้องอยู่ชั้นสองชิดติมริมถนนโบราณสายแคบ ๆ ยามค่ำคืนนั่งขีด ๆ เขียน ๆ บนโต๊ะไม้ริมหน้าต่างที่ แค่เปิดแง้มออกไปนิด ๆ ก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศของท้องถนน ที่ร้างลา ขนาบด้วยอาคารสองด้าน ที่เปิดไฟสลัว ๆ นาน ๆ ทีจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินผ่านสักกลุ่มหนึ่ง



ถ้าอยากเห็นเมืองเชสกี้ ครุมลอฟทั้งเมืองชัด ๆ ว่าคดเคี้ยวเกี้ยวกับแม่น้ำวัลตาวาอย่างไร ต้องตรงไปที่ปราสาทครุมลอฟ แม้ขนาดของเมืองจะกระจิด แต่ตัวปราสาทไม่ได้กระจิดตาม ทั้งยังมีศักดิ์และสิทธิ์เป็นปราสาทใหญ่ลำดับสอง รองจากปราสาทปราก … ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินไปตรงไหน มุมไหนของเมือง จะแลเห็นยอดปราสาทอวดโฉมให้เห็นอยู่เสมอ ฉะนั้น.. แค่แหงนหน้ามองหายอดปราสาท จากนั้นเดินตรงไปตามทางที่ทอดอยู่ข้างหน้า… อาจจะวนซ้าย วนขวาบ้าง แต่สุดท้ายตัวปราสาทครุมลอฟจะรออยู่เบื้องหน้า




ส่วนตัวแล้ว…ฉันชอบที่จะไปถึงสถานที่ที่ต้องการจะไปเยือนแต่เช้า ณ เวลานั้น สถานที่นั้นจะยังคงสงบ แดดยังคงอุ่นนุ่ม ไม่ร้อนแรง… นับเป็นช่วงเวลาที่แสนดี ก่อนที่ความคึกคัก และความวุ่นวายจากนักท่องเที่ยวหลากหลายจะมาเยือน เป็นสองบรรยากาศสองแบบที่จะได้สัมผัส และ..ตามประสาคนงกเที่ยว… ฉันรู้สึกตัวพอง ๆ ประมาณว่าได้กำไรมากกว่าชาวบ้านคนอื่นเขา

 ณ ช่วงเวลาที่รอปราสาทเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม ฉวยโอกาสค่อย ๆ เดินละเลียดไปตามทางที่ทอดขึ้นไปยังพื้นที่ปราสาทที่เป็นสวนด้านบน ระหว่างทางได้เห็นภาพเมืองทั้งเมืองจากมุมสูง … แสงแดดอุ่น ๆ ส่องกระทบหลังคาเมืองสีส้มที่เรียงซ้อนสลับต่อเนื่องตามพื้นที่ที่คดโค้งราวรูปตัวเอส เลาะเลียบไปกับสายน้ำวัลตาวา ณ เวลานั้น รู้สึกเหมือน เชสกี้ ครุมลอฟ เป็นเมืองที่หลุดมาจากเทพนิยาย… เมื่อไปจนถึงสุดทาง รอบตัวเป็นสวนสวย และ เช้า ๆ อย่างนั้น สวนทั้งสวนเป็นของฉันกับเพื่อนร่วมบ้าน ใคร่จะเดินไปชมดูสวนบริเวณไหนไปได้ตามใจชอบ จะก้ม ๆ เงย ๆ ดูดอกไม้ดอกเล็กดอกน้อยไม่ต้องเกรงใจ หรือเขินสายตาใคร… นี่แหละ เวลายามเช้า

ปราสาทครุมลอฟเริ่มเปิดให้เข้าชมเวลาเก้าโมงเช้า ที่นี่ไม่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตามอำเภอใจ แต่จะมีตารางเวลา และเส้นทางนำนักท่องเที่ยวเข้าชมเป็นรอบ ๆ อย่างชัดเจน มีไกด์คอยอธิบายให้ข้อมูล ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีได้

เปรียบเป็นผู้หญิง ปราสาทครุมลอฟไม่ใช่หญิงสาวอ่อนหวาน หากเป็นหญิงสาวที่ดูหนักแน่น อบอุ่น น่าไว้เนื้อเชื่อใจ อาจเป็นเพราะสถานที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่หนาวจัด การก่อสร้างจึงเน้นความหนาหนักแข็งแรง แต่ใช่ว่าจะไร้จริตเสียเลย มีความหรูหราพอประมาณสอดแทรกอยู่ในส่วนที่เป็นโบสถ์ และเครื่องเฟอร์นิเจอร์ที่วางตบแต่งในส่วนที่เป็นห้องนอน แต่ที่ดูเย้ายวนที่สุดคงเป็นห้องสุดท้าย เป็นห้องโถงใหญ่ที่เรียกว่า “Masquerade Hall”

Masquerade Hall เป็นห้องโถงสำหรับให้ผู้คนในวงสังคมชั้นสูงที่จะมาดูการแสดงในโรงละครของปราสาทได้พักรอเวลาเข้าชมการแสดงที่นี่ ภาพวาดบนผนังสีสันสดใสเป็นภาพจำลองงานรื่นเริงของชนชั้นสูง ทั้งหมดกำลังสนุกสนานอย่างเต็มที่กับงานเต้นรำสวมหน้ากาก ที่ประหนึ่งเป็นการได้ปลดปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่ เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใครกันบ้าง คนวาดภาพเองคงนึกสนุกได้ใส่ภาพตัวเองนั่งดื่มกาแฟอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง และตรงเหยือกกาแฟ ได้สลักชื่อของเขาไว้ Josef Lederer

บริเวณขอบมุมผนัง และบนฝ้าเพดานหรูหราด้วยลวดลายที่อ่อนช้อยตามสไตล์ของศิลปะยุคโรโคโค ที่นำเอาเส้นสายของกาบหอยมาประยุกต์เป็นลวดลายตกแต่ง …นับเป็นรายการสุดท้ายของการเข้าชมปราสาทที่ทุกคนดูจะพึงอกพึงใจ เมื่อคนนำทางบรรยายเสร็จ ได้ชี้ไปที่ประตูทางออก… ราวจะบอกผู้มาเยือนว่าจะใช้เวลาอ้อยอิงชื่นชมห้องสุดท้ายนี้อย่างไร แล้วแต่คุณ นี่เป็นรายการสุดท้ายแล้ว ไม่มีการรีบเร่ง… แต่หากพ้นประตูออกไป การมาเยือนเป็นอันจบลง



เชสกี้ ครุมลอฟเป็นเมืองเดินสนุก ด้วยขนาดที่เหมาะสำหรับเดินเที่ยวเล่น ไม่ต้องง้อพาหนะอื่นช่วยทุ่นแรงนอกจากสองขา และแทบไม่ต้องก้มมองแผนที่ ด้วยไม่ต้องกลัวหลง และไม่ต้องรีบเร่ง เวลาเพียงหนึ่งวันพอสำหรับการเตร็ดเตร่ ทั้งตัวเมืองด้านในและขอบด้านนอก

ทางถนนของเชสกี้ครุมลอฟ เล็กแคบเป็นตรอกซอกซอย ให้อารมณ์สนุก เหมือนกำลังซอกแซกแอบหนีมาเที่ยวเล่น อาคารในเมืองทาสีกันแจ่มสดใส และมีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ดูเพลิน ไม่ว่าจะฝาท่อถนนที่เป็นรูปสัญลักษณ์ตัวเมือง เหล็กดัดอาคารลวดลายแปลกตา แล้วเห็นคนเชคหน้าตานิ่ง ๆ เฉย ๆ อย่างนั้น แต่ฉันว่าพวกนี้มีอารมณ์ขัน และมีสุนทรียในการบรรจงประดิษฐ์สิ่งของน่ารักน่าชัง ก็ดูข้าวของที่ระลึกที่วางยั่วตายั่วใจในร้านแต่ละร้าน มีทั้งแบบหวานเชี้ยบ เก๋ ๆ ขายไอเดีย ลึบลับหน่อย ๆ หรือจะออกแนวทะลึ่ง ตึงตัง น่ารัก ก็มีให้เห็น แล้วแต่ละร้านก็ช่างสรรหาความเป็นตัวของตัวเอง ขายของแทบจะไม่ซ้ำรูปแบบกัน

ร้านค้าที่นี่จะปล่อยให้ลูกค้าเดินชมสินค้าอย่างสบายใจ จะหยิบจะจับข้าวของชิ้นไหนขึ้นมาดู ขึ้นมาชม ไม่มีว่ากัน แถมยังใจดีให้ถ่ายรูปได้อีก ทำให้ยิ่งได้ใจเดินเข้าเดินออกร้านนั้น ร้านนี้ อยู่นั่นแหละ


เดินจนเมื่อยแล้ว ถ้าอยากพักเท้า ลองเดินไปแถวริมแม่น้ำ บริเวณนั้นจะมีร้านอาหารบรรยากาศดี ๆ ให้เลือกนั่งอยู่หลายร้าน หรือจะไปที่จตุรัสกลางเมือง ที่เป็นลานกว้าง มีที่ให้นั่งพักสบาย ๆ ชมดูสภาพบ้านเมือง และผู้คน และยิ่งถ้าตบท้ายด้วยไอศครีมโฮมเมดสีหวาน ๆ ที่มีขายทั่วไปแล้วละก้อ อาจจะมีแอบเพ้อเล็ก ๆ ตอนท้องตึง ๆ ได้ว่าเมืองเล็ก ๆ แห่งแคว้นโบฮีเมียแห่งนี้ ทำไมถึงมีเสน่ห์น่ารักน่าชังได้ขนาดนี้…. หนอ