1 พฤษภาคม 2559

ภูเขา วัด ทะเล เมืองประวัติศาสตร์.... เกาหลีใต้ ตอนที่ 3

๓.วัดพงอึนซา ( Bongeunsa)   
                ครั้งหนึ่งพุทธศาสนาเคยรุ่งเรือง ณ ดินแดนแห่งนี้  กระทั่งเป็นศาสนาประจำชาติของอาณาจักรโบราณทั้งสามของคาบสมุทรเกาหลี ได้แก่อาณาจักรโคกูรยอ แพ็กเจ และชิลลา ก่อนที่จะเสื่อมลงในสมัยราชวงศ์โชซอนที่ยกลัทธิขงจื้อเป็นศาสนาประจำชาติแทน 
                ญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดครองดินแดนเกาหลี เมื่อปี ค.. 1910  ราชวงศ์โชซอนล่มสลาย  เกาหลีตกเป็นประเทศใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นกว่า 30 ปี จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม สหภาพโซเวียด และสหรัฐอเมริกาจึงได้เข้ายึดครองเกาหลีต่อจากญี่ปุ่น โดยสหภาพโซเวียดยึดครองพื้นที่ทางเหนือ สหรัฐอเมริกายึดครองพื้นที่ทางใต้ ทำให้ประเทศเกาหลีถูกแบ่งกลายเป็น 2 ประเทศ เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้
                สภาพประเทศที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทำให้พุทธศาสนาแทบจะเลือนหายไปจากคาบสมุทรเกาหลี  ประเทศเกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่ไม่มีศาสนาประจำชาติ และเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรไม่นับถือศาสนาใด ๆ  กระนั้นรากเหง้าความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาใช่จะสูญหายไปเสียทีเดียว วัดพุทธที่สำคัญหลายแห่งได้รับการบูรณะ และฟื้นฟูกลับมาใหม่ และมีประชากรประมาณ 24.2%  ที่ยังคงนับถือศาสนาพุทธ
                วัดพงอึนซา ( Bongeunsa)  เป็นวัดพุทธเก่าแก่ ตั้งอยู่ในกรุงโซล เขตกังนัม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอาณาจักรชิลลา  ค..974  เป็นวัดเก่าแก่  ไล่เรียงอายุก็ประมาณ 1,000 กว่าปีแล้ว
                แรกนั้น ฉันจินตนาการถึงวัดขนาดใหญ่ ตั้งโดดเด่น อยู่ใจกลางเมือง เมื่ออยู่ในรัศมีที่ใกล้ หันไปทางไหนต้องได้เห็นวิหารสง่างามในมุมต่าง ๆ แต่ผิดคาด เมื่อเดินก้าวออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน โผล่ขึ้นมาข้างบน หันแลไปทางไหน ไม่ยักเห็นตัววัด เห็นแต่ตึกขนาดใหญ่ที่ผุดเป็นแท่ง ๆ ออกแบบอย่างล้ำสมัย  โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า Coex Mall ดูจะกินพื้นที่กว้างเป็นพิเศษ 
                ไม่มีวี่แววของวัด กระทั่งเดินไปตามเส้นทางที่มีคนช่วยบอกทาง  จึงค่อยเห็น ประตูทางเข้าวัดซุกซ่อนอยู่อย่างถ่อมตน เมื่อเดินข้ามถนนไปถึงหน้าประตูทางเข้า จึงพบว่าจริง ๆแล้วพื้นที่ของตัววัดไม่ได้น้อย ๆ เลย เพียงแต่ตึกสูงของเมืองใหญ่โดยเฉพาะในย่านกังนัมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านธุรกิจหรูหราข่มเสียจนเหลือพื้นที่นิดเดียว

ตึกทันสมัยแถวย่าน coex mall
             ตรงประตูทางเข้าวัด   ปรากฏรูปปั้นขนาดใหญ่สีสันสดใสทักทายแต่ไกล
ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่  เทพผู้พิทักษ์คุ้มครองศาสนา และป้องกันพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์  ประกอบด้วย ท้าวธตรัฐ... เทพเจ้าประจำทิศตะวันออก เจ้าแห่งคนธรรพ์ ผู้เชี่ยวชาญ ชำนาญในการขับร้องและเล่นดนตรี    ท้าววิรูปักษ์... เทพเจ้าประจำทิศตะวันตก เจ้าแห่งนาค   ท้าวกุเวร..เทพเจ้าประจำทิศเหนือ เจ้าแห่งยักษ์  และท้าววิรุฬหก...เทพเจ้าประจำทิศใต้ เจ้าแห่งกุมภัณฑ์อันเป็นยักษ์ประเภทหนึ่ง ไม่มีเขี้ยว ผมหยิก  ผิวดำ ท้องโต พุงโร  หากเป็นกุมภัณฑ์ชั้นสูงคือพญายม ขณะที่กุมภัณฑ์ชั้นต่ำคือพวกทำหน้าที่ในนรก ด้วยเหตุนี้บางตำราจึงเรียกเทพเจ้าประจำทิศใต้ว่าท้าวพญายม
                ความเชื่อเรื่องท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย ก่อนจะแผ่อิทธิพลความเชื่อสู่จีน เกาหลี และญี่ปุ่นการเดินทางสนุกตรงนี้  ตรงที่ได้เห็นสายธารของความเชื่อเคลื่อนผ่านจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง และปรับให้เข้ากับท้องถิ่นที่ตั้ง ท้าวจตุโลกบาลที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย เมื่อมาถึงเกาหลีจึงแต่งกายแบบจีน เหมือนกับที่เคยเห็น พระนางลักษมี เทพีแห่งความงาม อุดมสมบูรณ์ และพระนารายณ์ เทพเจ้าผู้ปราบมาร สวมใส่อาภรณ์แบบชาวจีนในวัดแห่งหนึ่งในเกียวโต

รูปปั้นท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ สีสันสดใสทีเดียว





ก้าวพ้นประตู ผ่านทางเดินที่เป็นทางราบ ก่อนขึ้นบันไดเพื่อไปยังวิหารแรก  เมื่อขึ้นไปถึงบันไดขั้นสุดท้าย ต้องนิ่งงันกับโคมสีแดงสดที่แขวนแน่นอยู่เหนือศรีษะ นับเป็นโชคดีของฉันที่ได้มาเยือนวัดแห่งนี้ ในช่วงเทศกาลโคม จึงได้เห็นโคมสีสดแขวนดารดาษไปทั่ว  สีแดงที่สดใสทำให้รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มีชีวิต และศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนายังแรงกล้าไม่เสื่อมคลาย




เมื่อก้าวเข้าสู่วิหารหลักที่อยู่ถัดไป
พระพุทธรูปองค์ประธานสีทองเบื้องหน้า หรุบตาลงต่ำ ใบหน้าคล้ายยิ้มละมัยน้อย ๆ
วิหารทั้งหลังสร้างจากไม้ สื่อถึงความเรียบง่าย และใกล้ชิดกับธรรมชาติ
เมื่อก้าวเข้าไป สัมผัสถึงความสงบนิ่ง และงดงาม
ฉันหยิบเบาะรองนั่งทางด้านหลังมาวางปู แล้วนั่งลง รอบตัวมีผู้คนมากมาย หลายคนนั่งสมาธิอย่างสงบ บ้างนับลูกประคำไปด้วย บางคนปฏิบัติพิธีกรรมกราบไหว้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด และ...เชื่อว่าหลายคนคงเหมือนกับฉัน ที่อยากนั่งนิ่ง ๆ ซึมซับกับบรรยากาศเบื้องหน้า
จิตใจดิ่งสู่ความสงบ...ไม่มีการกราบไหว้ บูชา ขอพร. ดูเหมือนทุกคนเข้ามายังสถานที่นี้เพื่อจะฝึกจิตใจให้สงบนิ่ง 
ณ เวลานั้นวัดพงอึนซาสำหรับฉันได้กลาย เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
.....




    ฉันคงจะนั่งอย่างนั้นอีกเนิ่นนาน... หากไม่ได้หยิบเอกสารของทางวัดออกมาเปิดดูแล้วพบว่ายังมีอาคารและวิหารอีกหลายหลัง จึงตัดสินใจออกมาเดินเที่ยวชมให้ทั่ว
                บรรยากาศภายในเขตวัดนั้นสงบ บริเวณที่ตั้งวัดลาดไปตามเนินเขา ไม้ใหญ่ตามธรรมชาติตรงพื้นที่ชันขึ้นแน่นเป็นฉากหลัง  ต้นไม้ภายในวัดประดับปลูกอย่างสวยงาม ดอกอาซาเลียสีสันสดใสช่วยให้สวนสว่างไสว
                เส้นทางเดินด้านหลัง นอกจากจะเชื่อมระหว่างอาคาร คล้ายเป็นเส้นทางเดินชมธรรมชาติกลาย ๆ ให้ผู้มาเยือนได้พักผ่อนชื่นชมธรรมชาติใกล้ตัว  ระหว่างทางฉันกับเพื่อนร่วมบ้านเดินสวนกับ คุณพี่ผู้ชายในชุดสูททำงานรายหนึ่ง
                “อิจฉาเสียงคนข้างตัวพึมพำ ก่อนจะขยายความ  พี่เขาคงทำงานเครียด ๆ เลยออกมาเดินเล่นสักหน่อย ก่อนกลับไปทำงาน
                น่าจะจริงเหมือนกันนะ เพราะแค่เดินย้อนกลับไปด้านล่าง เมืองใหญ่ก็เผยอหน้ารอทักทายแล้ว

                นั่นทำให้นึกอิจฉาไปด้วยอีกคน







......

โปรแกรมฉันค้างคืนในวัด (Temple Stay)  เป็นโปรแกรมที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของทางเกาหลีใต้จัดขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสได้พักในวัด และสัมผัสวิถีชีวิตของชาวพุทธ ตั้งแต่การสวดมนต์ ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ หัดชงชา ทานอาหารมังสวิรัติ และทำงานเล็ก ๆ น้อย ภายในวัด  เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในช่วงที่เกาหลีใต้ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2002 เพื่อแก้ปัญหาที่พักไม่เพียงพอ จนกลายเป็นโปรแกรมถาวรในที่สุด... หากสนใจ บริเวณด้านหน้าทางเข้าวัดพงอึนซามีแผ่นพับให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้ และมีหนังสือเล่มบาง ๆ เล่าประสบการณ์ของชาวต่างชาติที่ได้พักค้างคืนในวัด 

หมายเหตุ... งานเขียนชุดนี้ตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารหญิงไทย

เกาหลีใต้ตอนที่ 1  ตอนที่ 2  ตอนที่ 4