8 มิถุนายน 2554

เซี่ยงไฮ้ อดีต ปัจจุบัน อนาคต

หมายเหตุ  งานเขียนชิ้นนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์์์


ขณะที่มองถนน และรถราที่แล่นขวักไขว่ หาจังหวะที่จะข้ามถนนไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อไปยัง People’s Square... จตุรัสประชาชน


เจ้าตึกสีขาวทันสมัย ที่ตั้งอยู่ริมถนนกลับสร้างความลังเลใจ  เริ่มจากเจ้าตัวการ์ตูนสีฟ้าที่ยืนตาโตยิ้มกว้างขวาง อวดผมที่แหงนตวัดเหมือนคลื่นแห่งท้องทะเล.... เจ้าตัว Hai Bao หรือ 'เจ้าขุมทรัพย์แห่งท้องทะเล' สัญลักษณ์ของ งานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2010  ยืนอยู่หน้าตึกแห่งนั้น  และกำลังนับวันถอยหลังเป็นตัวเลขอิเล็กทรอนิกส์สีแดง.....อีก 267 วัน ก็จะถึงวันงานเวิลด์ เอ็กซ์โปแล้ว เห็นเจ้าตัวสีฟ้านี้ยืนยิ้มทั่วบ้านทั่วเมือง เลยพลอยตื่นเต้นไปกับการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพงานใหญ่ๆ ของคนเซี่ยงไฮ้ไปด้วย



ขณะยืนดูเจ้าตัว Hai Bao...ขุมทรัพย์แห่งท้องทะเล  ผนังที่กรุด้วยกระจกใสของตัวตึกที่อยู่ด้านหลัง ทำให้มองทะลุเข้าไปด้านในเห็นจอภาพมัลติมีเดียขนาดใหญ่ฉายภาพเมืองเซี่ยงไฮ้ ในอนาคต ภาพที่เคลื่อนหวหวึบวับ แย่งความสนใจจากตัว Mascot หน้าตึก  ทำเอาเปลี่ยนใจจากที่จะข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง เปลี่ยนเป็นเดินเลาะเลียบตัวตึกไปเรื่อยๆ

นอกจากภาพเคลื่อนไหวที่ตื่นตาตื่นใจบนจอขนาดใหญ่ แบบจำลองตึกสำคัญๆ สัญลักษณ์ของเมืองเซี่ยงไฮ้ที่เป็นสีทองอร่ามก็เตะตาเช่นกัน เราสองคนเดินเลาะเลียบไปเรื่อยๆ หวังจะได้เห็นข้อมูลเพิ่มเติม ว่าตึกนี้คือตึกอะไรกันแน่ แล้วก็มาถึงประตูทางเข้า
 “Shanghai Urban Planning Exhibition Center”  หรือ ศูนย์แสดงงานผังเมืองนครเซี่ยงไฮ้
 ตัวเลขช่องด้านหน้าทางเข้าเขียนไว้ '30 RMB'
 เพื่อนร่วมบ้านหันมาถามความคิดเห็น  “30 หยวน เข้ามั้ย”
อืมม์...หันมองไปรอบๆ บริเวณอีกครั้ง ถามว่า มุ่งตรงมายังจตุรัสประชาชนมีที่หมายพิเศษมั้ย ก็ไม่มีนี่นา ถ้าอย่างนั้น พยักหน้าทันควัน เอาสิ... เข้าไปดูกัน
ตัดสินใจกันง่ายๆ อย่างนั้น

เมื่อเข้าไปข้างใน ชั้นล่างอยู่ระหว่างจัดงานแสดงนิทรรศการภาพถ่ายเมือง เซี่ยงไฮ้ กับเมืองฮัมบูร์ก... ด้วยความลำเอียง ส่วนใหญ่เลยดูแต่ภาพเมืองเซี่ยงไฮ้...ด้วยเหตุผลง่ายนิดเดียว  ก็ตอนนี้เราอยู่ ณ เมืองเซี่ยงไฮ้นี่นา



ได้เห็นภาพเมืองในย่านต่างๆ อาคารสวยๆ ผ่านมุมมองสายตาของช่างภาพที่มีฝีมือกดเก็บไว้  นับเป็นกำไรที่ไม่ต้องไปเดินดั้นด้นทั่วเมือง ก็ได้เห็นอาคารฝรั่งงามๆ ในยุคอาณานิคมรุ่งเรืองในมุมต่างๆ ขณะที่บรรยากาศความเป็นอยู่ของผู้คนแสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นจีน

เมื่อขึ้นไปบนชั้นลอย เป็นชั้นที่มอง ณ ปัจจุบัน แล้วย้อนกลับไปสู่อดีต..... นี่คือสถานที่เก็บประวัติของเมือง และรากเหง้าของเมืองโดยแท้

บันทึกภาพอาคาร สถานที่ ย่านที่อยู่อาศัยต่างๆ ของเซี่ยงไฮ้ แสดงผ่านแผ่นภาพที่จัดวางแสดงตามตู้ไฟ และสมุดเล่มยักษ์พร้อมคำบรรยายประกอบ

ฉันออกจะชอบ สมุดบันทึกเล่มยักษ์ เป็นพิเศษ เหมือนได้สำรวจตัวเมืองผ่านหน้ากระดาษไปทีละหน้า...ทีละหน้า และเมื่อผละออกมา พ่อลูกคู่หนึ่งก็เข้ามาแทนที่ ยืนเปิดดูสมุดเล่มยักษ์ด้วยกัน พ่อชี้ชวนให้ลูกสาวตัวเล็กดูภาพแต่ละภาพ  และคงอธิบายเรื่องราว...ประสบการณ์ที่เคยผ่านเจอในอดีตถ่ายทอดกันฟัง



นึกถึงเมื่อไม่นานมีคนรู้จักบางคน ส่งภาพ forward mail มาให้เป็นภาพในอดีตของกรุงเทพฯ แถวย่านสยามสแควร์


ตอนที่เปิดดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ เรียกความสนใจจากเพื่อนร่วมงานมาร่วมมุงดู  ขณะดูไป ความทรงจำในอดีตดูจะหลั่งไหล แต่ละคนจึงพูดเล่าถึงบรรยากาศ เรื่องราวเก่าๆ สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นไปเดินเล่น

โต๋เต๋ย่านนั้นกันอย่างสนุกสนาน..... ชั่วเวลาผ่านไม่กี่ปี บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ และน่าเสียดายถ้าไม่มีการจัดเก็บไว้

และเมื่อมีอดีต ย่อมมีอนาคต

ชั้นถัดไปเริ่มเข้าสู่อนาคตของเมืองเซี่ยงไฮ้

คงเป็นเพราะกำลังตื่นตัวกับการจะได้เป็นเจ้าภาพ 'งานเวิลด์ เอ็กซ์โป' ที่จะมาถึง พื้นที่ที่จัดแสดงงานของชั้นนี้จึงได้รับการยกให้กับงานเวิลด์ เอ็กซ์โป

เริ่มจากแบบจำลองผังเมืองบริเวณที่จะจัดงานแสดง และอาคารสำคัญๆ ที่จะได้อวดโฉมในวันงาน
ที่เด่นแตะตาคือ ศาลาจีน ในฐานะเจ้าภาพจัดงานจึงทุ่มเทเต็มที่ รูปแบบอาคารเป็นโครงไม้ อวดลักษณะการก่อสร้างแบบเสาและคานที่ยึดโยงกันโดยไม่ต้องใช้ตะปู อันเป็นลักษณะเด่นของการก่อสร้างแบบจีนดั้งเดิม ตัวอาคารทาสีแดงสด นัยว่าสีแดงนั้นคือสีแห่งพระราชวังต้องห้าม เพื่อแสดงถึงจิตวิญญาณ และความเป็นจีน  นอกจากนั้นยังมีแบบจำลองของอาคาร  Performance Center  Theme Pavilion  และ Expo Center ที่ออกแบบตามสมัยนิยม



พ้นจากแบบจำลองเป็นภาพแสดงศาลาของประเทศต่างๆ ที่จะร่วมอวดโฉมในงาน ภายใต้แนวคิดหลัก Better City, Better Life  .... เมืองที่ดีกว่า เพื่อชีวิตที่ดีกว่า... เพื่อแสดงถึงแนวการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมมนุษย์ในศตวรรษที่ 21  ที่ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและธรรมชาติให้มากยิ่งขึ้น การออกแบบ ศาลาจัดงานแสดงของแต่ละประเทศ จึงคำนึงถึง 'ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม' เป็นหลัก  มีการกำหนดเรื่องการอนุรักษ์พลังงานเป็นเรื่องสำคัญ

เพื่อนร่วมบ้านเดินดูภาพศาลาของประเทศต่าง ๆ ไปก็บ่นพึม  “ทำไมไม่เห็นศาลาของประเทศไทยเลย”
คงต้องทำใจกันหน่อยล่ะ  เพราะงานนี้เจ้าภาพเขานับนิ้วแล้วว่าจะมีประเทศต่างๆ กับองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมงานกว่า 230 เจ้า มากมายเสียขนาดนั้นคงไม่สามารถนำมาอวดโฉมกันได้หมดเป็นแน่
ร่วมภาคภูมิกับการเตรียมการเป็นเจ้าภาพงานเวิลด์ เอ็กซ์โปกับชาวเซี่ยงไฮ้แล้ว คราวนี้มาชมแผนอนาคตที่แท้จริงของเมืองนี้กันบ้าง

เริ่มจาก แบบจำลองผังเมือง (อีกแล้ว) คราวนี้ไม่ใช่แบบจำลองจิ๋วๆ ที่แบ่งภาคเป็นส่วนๆ แต่เป็นแบบจำลองแบบเบ็ดเสร็จ ยกทั้งเมืองเซี่ยงไฮ้มาวางแสดงกันเลยทีเดียว  และไม่ได้เป็นเมืองเซี่ยงไฮ้แค่ ณ ปัจจุบัน แต่เป็นเมืองเซี่ยงไฮ้ ณ อนาคต  ให้เห็นกันจะๆ ว่าในอนาคตเมืองแห่งนี้จะขยายพื้นที่ไปถึงไหน และแต่ละย่านจะมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร

เพื่อให้การยืนชมเมืองโมเดลขนาดใหญ่เป็นไปอย่างสะดวก และเห็นได้ชัดจากมุมสูง จึงมีการยกพื้นที่บริเวณที่จัดไว้สำหรับยืนชมดูรอบๆ ให้สูงขึ้น มีราวระเบียงกั้นไว้ เปิดโอกาสให้ใครอยากชมเมืองแห่งอนาคตมุมไหนเลือกได้ตามใจ





ถัดจากแบบจำลองผังเมือง เข้าสู่ โลกเสมือนจริง ที่จะนำไปเที่ยวชมเมืองเซี่ยงไฮ้ในย่านต่างๆ อย่างถ้วนทั่ว ที่ชอบใจเห็นจะเป็นตอนพาล่อง แม่น้ำหวงผู่ (Huangpu) ชมวิวและตึกระฟ้าสองข้างทาง ความรู้สึกขณะนั้นเหมือนได้นั่งล่องเรือชมทิวทัศน์สองข้างทางจริงๆ ได้เห็นวิวด้านหน้าขณะที่เรือกำลังจะแล่นไปถึง ขณะเดียวกันก็สามารถหันไปชมวิวสองข้างทางที่เรือกำลังแล่นผ่าน รวมทั้งหากจะอยากมองย้อนกลับไปดูตึก และบรรยากาศที่เรือเพิ่งจะแล่นผ่านไป ก็สามารถทำได้.... เป็นการชมเมืองที่ให้อารมณ์แปลกไปอีกแบบหนึ่ง



เที่ยวชมเมืองเซี่ยงไฮ้จนทั่วในหลายรูปแบบแล้ว คราวนี้เดินดู แผนการวางระบบสาธารณูปโภคของเมือง บ้างว่ามีแผนและแนวคิดอย่างไรในอนาคต...  ถึงตอนนี้เพื่อนร่วมบ้านฉันชอบเป็นพิเศษ เดินดูสนุกเชียว  ขณะที่ฉันเริ่มเบื่อ และเริ่มจะนั่งพักบ่อยขึ้น

ตอนแรกที่เห็นอาการฉัน เขาทำท่าแปลกใจ ก่อนจะทำท่านึกขึ้นได้ว่า เพราะเขาเป็นวิศวกรนั่นเองจึงเดินดูงานแสดงส่วนนี้ได้สนุก ขณะที่ฉันไม่ใช่

ชั้นถัดไปเป็นชั้นสุดท้าย คราวนี้เป็นทีฉันบ้าง เรี่ยวแรงได้กลับฟื้นคืนมา และเดินได้อย่างแข็งขันอีกครั้ง ขณะที่เขาเปลี่ยนเป็นนั่งพักรอแทน แสดงให้เห็นว่าเรี่ยวแรงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสิ่งที่สนใจ  (จริงๆ นะ)

ชั้นสุดท้าย เป็นพื้นที่จัดสรรสำหรับแสดงงานนิทรรศการต่างๆ  และขณะที่ฉันได้เข้าไปชมดู กำลังอยู่ระหว่างแสดงงาน New China poster exhibition พอดี.... ทำให้ได้ย้อนอดีตสังคมจีนอีกครั้งผ่านภาพโปสเตอร์ในยุคต่างๆ ที่ได้บันทึกภาพเหตุการณ์สำคัญๆ ในแต่ละช่วงเวลาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะสะท้อนให้เห็นภาพสังคมเกษตรกรรม  สังคมที่ให้ความสำคัญต่อชนชั้นแรงงาน และที่เห็นเน้นสอดแทรกตลอดคือการให้ความสำคัญกับการศึกษาหาความรู้

เมื่อเดินดูจนทั่ว จึงค่อยนั่งพักเคียงข้างเพื่อนร่วมบ้าน มองผ่านกระจกใสไปยังตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ที่อยู่เบื้องล่าง จตุรัสประชาชนในมุมสูง ปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้า... โดยไม่ต้องเดินข้ามถนนไปอีกด้านหนึ่ง


นั่งเงียบๆ กันอยู่สักพัก....


ไม่น่าเชื่อว่า... เพียงไม่กี่ชั้นของอาคารทันสมัยแห่งนี้  ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านได้ชมงานแสดงของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของเมืองเซี่ยงไฮ้ ฉบับไฮเทค อย่างไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ



-------------------------------
 World Expo
World Expo มีชื่อเต็มๆ ว่า The World Exposition ถือเป็นงานแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่ของโลก  มีการจัดขึ้นครั้งแรกที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ.2394 โดยสโมสรศิลปะ (Society of Arts) ก่อนที่จะจัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีประเทศสมาชิกผลัดเวียนกันเป็นเจ้าภาพ โดยมี สํานักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Exposition : BIE) ที่มีฐานะเป็นองค์กรระหว่างประเทศ เป็นผู้บริหารจัดการ

ในการจัดงานมหกรรมโลกหรือ World expo แต่ละครั้ง จะมีการนำเสนอแนวคิดหลักของงานที่ไม่เหมือนกัน เช่นในการจัดงานที่เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี  ปี พ.ศ. 2543 แนวคิดหลักของงานคือ Humankind, Nature, Technology - a new world arising  และในปี พ.ศ.2548  ที่เมืองไอจิ ประเทศญี่ปุ่น แนวคิดหลักของงานคือ Nature’s Wisdom สำหรับในปี 2552 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเซี่ยงไฮ้ แนวคิดหลักของงานคือ Better City, Better life

ปัจจุบันถือกันว่างาน World Expo เป็นงานมหกรรมโลกที่ยิ่งใหญ่เป็นลำดับ 3 รองจากการแข่งขันโอลิมปิก และการแข่งขันฟุตบอลโลกเลยทีเดียว

หมายเหตุ:  ข้อมูล wold expo เรียบเรียงจากวิกิพีเดียภาษาไทย และเว็บไซต์ http://www.thailandexpo2010.com/

3 มิถุนายน 2554

เบื้องหลัง บอนจอร์โน อิตาลี : ภาพ วิทรูเวียนแมน (Vitruvian Man) บนหลังเหรียญ 1 Euro


ในหนังสือ บอนจอร์โน อิตาลี ( Click เข้าไปอ่านตัวอย่าง) ได้เขียนถึงภาพวาด วิทรูเวียนเมนไว้ว่าเป็นภาพวาดของเลโอนาร์โด ดาวินชี ที่พิสูจน์ทฤษฏีของวิทรูเวียส สถาปนิกยุคจักวรรดิโรมัน ที่เคยสรุปไว้ว่า เมื่อคนยืนกางแขนกางขา จะลงตัวพอดีกับกรอบรูปวงกลม และสี่เหลี่ยมจตุรัส เลโอนาร์โด ได้แก้รายละเอียดข้อสรุปของวิทรูเวียส นั่นคือ คนเมื่อยืนกางแขนกางขา แล้วจะลงตัวพอดีกับกรอบวงกลม และจตุรัสจริง แต่ตัวจตุรัสกับวงกลม ต้องไม่สัมพันธุ์กัน และไม่มีจุดศูนย์กลางร่วมกัน


ในหนังสือไม่ได้ลงภาพประกอบไว้อาจจะนึกภาพไม่ออก เลยโพสท์ไว้ที่นี่แล้วกัน
ภาพพิสูจน์ของเลโอนาร์โดภาพนี้โด่งดังไม่แพ้ภาพโมนาลิซาเลยทีเดียว ก็ถ้าไม่ดังจริง จะได้ไปปรากฏอยู่หลังเหรียญ 1 Euro หรอกหรือ

1 มิถุนายน 2554

Hostel In Wienna


.... Hostel ใน ยุโรป ช่างรสนิยมดีเหลือเกิน
Hostel ที่หนึ่งที่ประทับใจได้เข้าไปพักคือ Hostel Ruthensteiner ในเวียนนา ประเทศออสเตรีย

ดูภายนอกเป็นตึกเล็ก ๆ เรียบ ๆ น่ารัก เจ้าหน้าที่ที่ประจำตรง counter จะเป็นหนุ่ม ๆ สาว ๆ ผลัดเวียนกันมาประจำ และตรง counter จะมี computer ที่พร้อมออก Internet ทุกเมื่อ เมื่อมีแขกถามหาข้อมูลต่าง ๆ

มุมด้านหนึ่งของเคาน์เตอร์... ไม่ได้ถ่ายรูปเจ้าหน้าที่หนุ่ม ๆ สาว ๆ
แต่ไปถ่ายด้านหลังที่เป็นที่แขวนกุญแจห้องแทน


บรรยากาศภายใน ทางเดินขึ้นชั้นบน

ป้ายชี้บอกทางเข้าห้อง สีเหลืองสดใส


บรรยากาศภายในห้องนอน แบบ Tripple Bed เป็นเตียงนอนสองชั้นเตียงหนึ่ง และชั้นเดียวเตียงหนึ่ง ห้องออกจะคับแคบสักหน่อย แต่ออกแบบได้ครบถ้วนดี มีที่วางของ แล้วก็อ่างล้างมือในห้อง ด้านหลังเปิดผ้าม่านออกไป เห็นสวนด้านหลัง
ห้องครัวที่นี่ดีมาก อุปกรณ์พร้อมพลัน... แถมตรงด้านข้างที่เชื่อมต่อเข้าสวนด้านหลัง ก็มีเตาบาร์บีคิวให้ใช้ได้ด้วย

จากห้องครัว.... ออกมายังห้องทานอาหาร บรรยากาศสบายน่านั่ง

หรือจะออกไปนั่งกินตรงสวนด้านนอกก็ได้





แขกที่มาพักถ้าไม่ได้ออกไปเที่ยว ก็จะนั่งพักกันแถวนี้แหละ บรรยากาศดี...


สำหรับชีวิตยามกลางคืน จะมีพื้นที่เป็นบาร์เล็ก ๆ ให้แขกได้นั่ง Hang กันตอนกลางคืน ประมาณว่า ถ้าจะเมาก็เมาที่นี่ รับรองไม่อันตรายแน่

.....
ก็เพราะบรรยากาศอย่างที่บรรยาย และมีครัวให้ทำของกินอิ่มอร่อย แถมราคาที่พักถูก.... location เยี่ยม ไปเที่ยวที่ไหนก็สะดวกติดกับสถานีรถไฟ... แล้วอย่างนี้จะให้ไปพักโรงแรม
แพง ๆ ทำไม

เบื้องหลัง บอนจอร์โน อิตาลี : ห้องน้ำในอิตาลี

งานเขียนเรื่อง บอนจอร์โน อิตาลี ได้รับการตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม (ลอง Click เข้าไปอ่านตัวอย่างได้)  ครั้งแรกผลงานชุดนี้ ตีพิมพ์ในนิตยสารหญิงไทย ในชื่อ "สถานที่ที่เรื่องราวขับขาน"  ก่อนจะเปลี่ยนกลายเป็นชื่อ บอนจอร์โน อิตาลี ในที่สุด

ตอนหนึ่งได้เขียนเฉียดบ่นเรื่องราคาห้องน้ำในอิตาลีเล็กน้อย ว่าราคาไม่มาตรฐาน เลยนำรูปมาโพสท์ยืนยันให้เห็น




แต่ละเมืองในอิตาลีราคาเข้าห้องน้ำไม่เท่ากันจริง ๆ บางที่่อย่างเมืองเซียน่า 0.50 Euro แต่โดยทั่วไปมักจะ 0.80 Euro แต่ไม่น่าเชื่อว่า เกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ติดเวนิซอย่าง เกาะบูราโน่ (Burano) ที่โด่งดังเรื่องสีสันของบ้านเรือนที่สด จัดจ้าน กับ เกาะทอเซลโล (Torcello) จะ up ราคาห้องน้ำขึ้นไปได้แสบสันต์ถึงครั้งละ 1.50 Euro เรียกได้ว่าถ้าไม่ปวดจริงจะไม่ยอมเข้าเลย...


แต่แอบกระซิบสักนิด ตามร้านหนังสือของอิตาลี จะมีห้องน้ำสะอาดสะอ้าน ให้เข้าฟรี

มะละกา ดินแดนแห่งสายลมสองทิศบรรจบกัน

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ตีพิมพ์ที่กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์


ฉันสารภาพกับเพื่อนร่วมบ้านและเพื่อนสาว ว่าการเดินทางสู่มาเลเซียคราวนี้สำหรับฉันแล้ว เป้าหมายคือเมือง มะละกา


แหม...มีใครเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์สมัยเด็ก แล้วไม่เคยได้ยินชื่อเมืองนี้บ้าง ยกมือขึ้น ไม่มีใช่มั้ยล่ะ แล้วใครเคยได้ยินชื่อเมืองนี้บ้าง เห็นมั้ย ยกมือกันพรึ่บพรั่บเลย

ลองมาฟังคำโฆษณาชวนเชื่อของการท่องเที่ยวมาเลเซียดีกว่าว่าเขาคุยคำโตเกี่ยวกับเมืองนี้รัฐนี้ยังไง
 "ท่องมะละกา เที่ยวมาเลเซีย"  เพราะ  "ประวัติศาสตร์มาเลเซียเริ่มต้น ณ ที่นี้”

ทำไมถึงบอกว่าประวัติศาสตร์มาเลเซียเริ่มต้นที่นี่?

นั่นเป็นเพราะที่นี่เป็นสถานที่ประกาศเอกราชจากการยึดครองของชาวต่างชาติ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1956 โดย ตุนกูอับดุล รามัน พุตรา อัล-ฮัจ นายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย หลังจากที่ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครอง จากชาวต่างชาติหลายชาติหลายภาษามาเป็นเวลานาน

การท่องเที่ยวมาเลเซียจัดเตรียมเอกสารแนะนำสถานที่เที่ยวต่างๆ อย่างดีเยี่ยม น่าชื่นชม แต่เอกสารพวกนี้ก็ทำเอาเวียนหัวตุ้บอยู่เหมือนกัน

ในแผนที่หรือเอกสารบางฉบับเรียกรัฐนี้ว่า MALACCA  ขณะที่เรียกตัวเมืองว่า MELAKA
ขณะที่บางฉบับก็เรียกทั้งรัฐและทั้งเมืองว่า MELAKA
เอาเป็นว่าอย่าไปสนใจเลยแล้วกัน  สรุปว่าใช้ได้ทั้ง MALACCA  และ MELAKA นี่แหละ เอาเป็นว่าฉันเรียกของฉันแบบไทยๆ ว่าเมืองมะละกา และรัฐมะละกา

ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้เริ่มต้นแบบตำนานที่ชาวตะวันออกเฉียงใต้คุ้น ชิน คล้ายคลึงกับตำนานของเกาะสิงคโปร์  ประมาณว่าเป็นเรื่องของเจ้าชายที่หนีมาจากเกาะสุมาตรา และจะหาที่ลงหลักปักฐานใหม่  เมื่อมาถึงมะละกา ขณะกำลังนั่งพิงต้นมะขามป้อมอย่างเหนื่อยอ่อน หมาล่าสัตว์ของพระองค์ก็ถูกเจ้ากระจงตัวเล็กนิดเดียวแยกเขี้ยวเกระโจนเข้า ใส่อย่างอาจหาญ จนหมาของพระองค์ตกลงไปในน้ำ

ภาพเหตุการณ์นั้น กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เจ้าชายตัดสินพระทัยสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่นี่ เพราะแม้แต่ตัวกระจงยังแข็งแรงและมีความหาญกล้าได้ขนาดนั้น จากนั้นพระองค์จึงตั้งชื่อเมืองนี้ว่า มะละกา ซึ่งเป็นภาษามาเลย์แปลว่าต้นมะขามป้อม

มะละกาเป็นดินแดนที่สายลมตะวันออกกับสายลมตะวันตกมาบรรจบกัน เอื้อให้ดินแดนแห่งนี้มีชัยภูมิเหมาะแก่การเป็น เมืองท่าค้าขาย เรือจากอาหรับและอินเดียสามารถล่องมาตามลมสินค้าตะวันตกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันในช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเวลาแล่นเรือของพ่อค้าจีนและพ่อค้าจากหมู่เกาะเครื่องเทศ (หมู่เกาะโมลุคกะ อินโดนีเซีย)

ต้นศตวรรษที่ 16 มะละกา รุ่งเรืองในฐานะเมืองจัดเก็บสินค้า
 แต่ก็เพราะชัยภูมิที่เหมาะสมเช่นนั้น มะละกา จึงถูกช่วงชิงและยื้อแย่งมาโดยตลอด
 “หรือว่าความงามก็เป็นบาปประการหนึ่ง ชีวิตที่สวยงามไฉนยิ่งถูกไล่ล่า” คำเขียนของ โกวเล้ง ช่างเหมาะกับความเป็นไปของเมืองนี้

มะละกา ถูกล่ามาโดยตลอด เคยรุ่งเรืองที่สุดในยุคสมัยของสุลต่านแห่งมะละกา ใน ช่วงคริสตวรรษที่ 15 ถึงปี 1511  จากนั้นก็ถูกครอบครองโดยโปรตุเกสตั้งแต่ปีค.ศ.1511-1641  ตามด้วยดัชท์ในปีค.ศ.1641-1795  และอังกฤษในปีค.ศ.1795-1941  ก่อนที่ญี่ปุ่นจะเข้าครอบครองในระยะเวลาอันสั้นช่วงระยะเวลาระหว่างปี ค.ศ.1941-1945 และอังกฤษได้กลับเข้ามาครอบครองอีกครั้งในปีค.ศ.1945-1957  จนกระทั่งมาเลเซียได้ประกาศอิสรภาพในปีค.ศ.1957 จนถึงปัจจุบัน

เค้าของการถูกล่าปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วตามพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมือง

ณ  จตุรัสแดง ถนน Laksamana  สิ่งก่อสร้างที่รายล้อมแสดงถึงสถาปัตยกรรมของชนชาติตะวันตก ที่นี่เคยเป็นแหล่งชุมชนดัชท์เมื่อราวศตวรรษที่ 16-17 อาคารสถานที่ล้วนเป็นสีแดงอิฐขานรับกับชื่อจตุรัส  ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์คริสต์ หอนาฬิกา พิพิธภัณฑ์เยาวชน และอาคารสตัดธิวท์ (Stadthuys) ซึ่งเป็นศาลาว่าการ ประวัติของสถานที่ขานไขอย่างย่นยอบนแผ่นป้าย





โบสถ์คริสต์ ดูจะเป็นจุดสนใจดึงดูดให้เข้าไปเยี่ยมชมเป็นจุดแรก โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในปีค.ศ.1753 โดยนำอิฐสีชมพูจากเนเธอร์แลนด์มาก่อสร้างและเชื่อมด้วยดินสีแดงของที่นี่ อาคารสตัดธิวท์ ที่อยู่ใกล้ๆ  ก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ.1650 สำหรับเป็นที่พักของผู้ว่าการ และคณะเจ้าหน้าที่ชาวดัชท์ เชื่อกันว่าอาคารนี้เป็นอาคารของชาวดัชท์ที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนตะวันออก ปัจจุบันกลายเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองและผู้คน

บริเวณใจกลางจตุรัสเป็น ลานน้ำพุ สร้างขึ้นในปีค.ศ.1904 เพื่อถวายแด่ราชินีวิคตอเรียของอังกฤษที่ครองราชย์ในปีค.ศ.1837 และ หอนาฬิกา ที่สร้างขึ้นในปีค.ศ.1886  ปัจจุบันนาฬิกาที่ติดตั้งบนหอนาฬิกาไม่ได้เป็นนาฬิกาดั้งเดิมของอังกฤษ แต่เป็นนาฬิกายี่ห้อไซโก้ของญี่ปุ่น ซึ่งนำมาติดตั้งแทนของเดิมในปีค.ศ.1982 ซึ่งมีกระแสความไม่พอใจปรากฏในหน้าหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวท้องถิ่น ฉบับหนึ่ง ว่ากองทัพญี่ปุ่นเคยตัดหัวชาวเมืองมะละกา เสียบประจานที่จตุรัสนี้เพื่อข่มขวัญชาวเมือง แล้วเหตุใดจึงนำนาฬิกาญี่ปุ่นมาติดตั้งบนหอนาฬิกาแทนนาฬิกาดั้งเดิม


ขณะที่ฉากสถานที่ก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก แต่องค์ประกอบที่เคลื่อนไหวไปมา และสิ่งประกอบฉากกลับเป็นเอเชีย รอบๆ ลานน้ำพุเป็นที่ชุมนุมของ รถสามล้อ จอดคอยให้บริการนักท่องเที่ยว บางคันตกแต่งสวยสะด้วยพู่ห้อย บางคันติดม่านห้อยระย้า แต่บางคันก็แสนเรียบง่าย  และถ้าเดินเลยไปตรงซอกระหว่างโบสถ์คริสต์กับตึกสตัดธิวส์ จะเห็นแผงขายของที่ระลึกอย่างเกี๊ยะ เสื้อพื้นเมืองที่ตัดจากผ้าฝ้ายใส่สบายๆ ...

นี่เป็นลักษณะเฉพาะของมะละกา สายลมตะวันออกกับตะวันตกนำพาเรือสินค้า ผู้คน  วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมารวมไว้ที่นี่

ด้านหลังจัตุรัสแดง เป็นเนินสูงด้านบนเป็นที่ตั้งของ โบสถ์ St.Paul ที่เหลือเค้าโครง พอให้ดูออกว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นโบสถ์


สถานที่นี้สร้างขึ้นโดยกัปตันชาวโปรตุเกส ซึ่งเรียกขานสถานที่นี้ว่า Lady of the hill ก่อนที่พวกดัตช์จะครอบครองดินแดนแห่งนี้ และทำการเปลี่ยนชื่อเป็นโบสถ์ St Paul จนเมื่อโบสถ์คริสต์ที่จัตุรัสแดงสร้างเสร็จ พวกดัตช์ก็ได้เปลี่ยนสถานที่นี้ให้เป็นที่ฝังศพของพวกขุนนาง เพื่อนสาวที่ขึ้นไปด้านบนเป็นคนแรกตะโกนบอกลงมาอย่างตื่นเต้น
 “ข้างบนนี้เห็นทะเลด้วย”
 ทะเล!  อ๊ะ! ใช่สิ มะละกาเป็นเมืองท่าก็ต้องเห็นทะเลสิ ลืมไปได้ยังไง พอนึกขึ้นได้ก็รู้สึกตัวเหนอะขึ้นมาทันควัน ก็เมืองชายทะเลนี่


โบสถ์ St Paul นั้นเมื่อมองจากด้านหน้าค่อนข้างลวงตาสำหรับผู้มาเยือน เพราะโบสถ์เก่าแก่เหมือนจะอยู่ในสภาพใกล้เคียงสมบูรณ์ หากทันทีที่เดินก้าวล่วงผ่านผนังกำแพงเข้าไปด้านในจึงค่อยรู้ว่าโบสถ์แห่ง นี้ไม่เหลืออะไรเลย นอกจากผนังสามด้านเท่านั้น

ขณะอยู่บนโบสถ์ St Paul นอกจากจะได้เห็นทะเลเมืองมะละกาแล้ว อีกด้านหนึ่งจะได้เห็นประตู ป้อม A’Fomosa ซึ่งเป็นป้อมที่พวกโปรตุเกสสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1511 เป็นประตูป้อมเดียวที่หลงเหลือจากการโจมตีเผาทำลายโดยชาวอังกฤษ และยืนหยัดเป็นหลักฐานให้ผู้มาเยือนรู้ว่าบริเวณแถวนี้เคยรุ่งเรืองเป็นย่าน ที่อยู่ของชาวโปรตุเกส ภายในป้อมเคยมีวัง โรงพยาบาล และโบสถ์ ซึ่งถูกทำลายไปจนหมดหลงเหลือเพียงประตูป้อม A’Fomosa และโบสถ์ St.Paul เท่านั้น



ใกล้ๆ กับป้อม A’Fomosa เป็นที่ตั้ง ตึกอนุสรณ์ประกาศอิสรภาพ (Proclamation of Independence Memorial)  ตึกนี้แต่เดิมเคยเป็น Club House สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1912 ภายในจัดเก็บเอกสารต้นฉบับ วีดิโอเทป ฟิล์ม และภาพสไลด์ของเหตุการณ์การประกาศอิสรภาพของชาวมาเลเซียที่กระทำที่นี่ในปี ค.ศ. 1957


ถัดจากตึกอนุสรณ์ประกาศอิสรภาพเป็น วังสุลต่านแห่งมะละกา ซึ่งได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม ด้านในมีการจัดแสดงเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของบรรดาพ่อค้าชนชาติต่างๆ ที่เข้ามาค้าขายกับมะละกา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายของชาวจีน ชาวอาหรับ ชาวอินเดีย ชวา รวมทั้งชนชาติสยาม  ซึ่งเวลายืนดูแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้ว่า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชนชาติสยามสวยงามไม่แพ้ชาติไหนเลย


ของที่วางแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่ฉันชอบมากๆ คือ กริช พอถึงมุมที่แสดงอาวุธชนิดนี้ เท้าสองข้างของฉันถ่วงช้าลงทันที จ้องมองอาวุธชนิดนี้อย่างเอาจริงเอาจัง  ทำไมฉันถึงชอบอาวุธชนิดนี้ก็ไม่รู้ ฉันว่ามันเป็นอาวุธที่ขนาดกำลังเหมาะมือ  ดูลึกลับ น่ากลัว และมีเสน่ห์ ภาษาอังกฤษเรียกอาวุธนี้ว่า kris และภาษามาเลย์เรียกว่า keris ลักษณะใบมีดของกริชเป็นสัญลักษณ์ของพญานาค มีสองแบบ ตรงราบเรียบ กับ แบบที่หยักไปมา แบบที่ตรงหมายถึงงูที่กำลังเข้าฌาน ขณะที่แบบที่หยักไปมาหมายถึงงูที่กำลังเคลื่อนไหว

ขณะที่จัตุรัสแดงเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวดัตช์ และบริเวณประตูป้อม A’Fomusa เป็นถิ่นที่อยู่ของพวกโปรตุเกส ถัดไปอีกซีกด้านหนึ่งของถนน Laksamana บริเวณถนน Tun Tan Cheng Lock กับ Hang Jebat  กลับเป็นย่านที่อยู่ของชาวจีน

บริเวณนั้นถนนเส้นเล็กแคบ รถแล่นผ่านได้เพียงคันเดียว อาคารสองข้างที่ขนาบเป็นตึกแถวโบราณแบบชิโน-โปรตุกีส ซึ่งเป็นอาคารลูกผสมระหว่างจีนกับโปรตุเกส  ชาวจีนเป็นอีกชนชาติหนึ่งที่ตั้งรกรากอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก แต่งงานอยู่กินกับคนมาเลย์ท้องถิ่น ทำให้เกิดชนกลุ่มใหม่เรียกว่า Nonyas Babas บริเวณแถวนี้มีโรงแรมสวยเก๋ที่มักจะได้รับการกล่าวถึงจากนักท่องเที่ยวที่มา เยือนเสมอ นั่นคือ โรงแรม Puri  อาคารเป็นแบบชิโน-โปรตุกีสสามชั้น ทาสีเหลืองอ่อน กรอบหน้าต่างสีแดงเข้ม สะดุดตาและกลมกลืนกับบรรยากาศรอบๆ ป้ายชื่อโรงแรมที่ติดเหนือบานประตูทางเข้าที่เป็นอักษรภาษาจีน ให้ความรู้สึกขณะเดินก้าวเข้าไปข้างในเหมือนว่าฉันกำลังเดินเข้าไปในโรง เตี๊ยมโบราณ และโรงเตี๊ยมโบราณที่ว่านี้มีอายุเกือบ 200 ปีเข้าไปแล้ว

เจ้าหน้าที่สาวข้างในใส่ชุดกี่เพ้าสีเหลือง ออกมาต้อนรับเรา และยินดีเมื่อเราขอเข้าไปชมด้านใน
แม้ว่ามองจากด้านนอกจะเป็นอาคารตึกแถวแคบๆ แต่เมื่อเดินทะลุเข้าไปข้างในจะพบสวนเล็กน่ารักกลางตึกแถว บรรยากาศอบอุ่น  น่านั่งพักผ่อน

เป็นครั้งแรกสำหรับการเดินทางคราวนี้ที่ฉันรู้สึกเสียดายที่เราขับรถมา กัน เพราะโรงแรมแห่งนี้ไม่มีที่จอดรถ หากจะพักที่นี่ ต้องเลยไปจอดที่ลานจอดซึ่งอยู่ห่างออกไป 8 ห้องแถว ซึ่งแน่นอนไม่มีใครกล้าเสี่ยง

เราเดินเล่นในเมืองมะละกาช่วงบ่ายของวันแรก และช่วงเช้าของวันที่สอง แดดที่ร้อนอ้าว ทำให้การเดินชมเมืองไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ ชนิดที่ว่าวันแรกกว่าจะเห็นว่ามะละกาสวย ก็ล่วงเลยไปหกโมงเย็น แดดร่มลมตกเข้าไปแล้ว  ความรื่นรมย์ในอารมณ์ค่อยมาเยือน  ตอนนั้นเห็นอะไรดูดีไปหมด แค่เหลือบตาเห็นพื้นถนนในเมืองปูด้วยอิฐบล็อกตัวหนอนก็ยังรู้สึกว่า...สวยดี แฮะ  เห็นบ้านเมืองเขาขนาดเล็กกะทัดรัดก็ว่าน่ารักดีนะ  เอ๊ะ...มีพิพิธภัณฑ์แสดงงานความงามไม่มีที่สิ้นสุดด้วย เป็นความงามประเภทความคิดพิลึกๆ อย่างพวกชาวเขาเผ่าคอยาวบ้านเรา อะไรทำนองนั้น....  พอมองไปด้านหลัง มีคุณแม่กับคุณลูกตัวกำลังตุ้ย ส่วนตั๊วส่วนตัวกันในสนามเด็กเล่น เป็นสนามเด็กเล่นที่กว้างขวาง เรียบร้อย ของเล่นน่าเล่นมาก...  และไม่ใช่ของเล่นเก่าสนิมเขรอะ ทิ้งๆ ขว้างๆ แบบบ้านเรา เห็นแล้วอิจฉาน่ะที่บ้านเราสนามเด็กเล่นดีๆ หายากเหลือเกิน ทำไมเศรษฐีใจบุญเงินเหลือทิ้งเหลือขว้างไม่คิดจะสร้างสนามเด็กเล่นบริจาค บ้างนะ  ฉันจะอนุโมทนาจริงๆ

อีกที่หนึ่งที่เสียดายไม่ได้เข้าชมคือ พิพิธภัณฑ์การเดินเรือทะเล (Maritime Museum) ที่สร้างจำลองตามแบบเรือ The Flora De La Mar ของโปรตุเกส ใช้ขนทรัพย์สมบัติอันมีค่าจากมะละกาไปยังโปรตุเกส แต่ล่มที่นอกชายฝั่งของเกาะสุมาตราเสียก่อน  ทำให้ทรัพย์สมบัติของสุลต่านและมะละกา ไม่ได้ถูกโปรตุเกสขนออกไป

พวกเราอุตส่าห์มองพิพิธภัณฑ์นี้กันตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ตั้งอกตั้งใจว่าจะเข้าชมแน่ๆ แต่พอมีจังหวะโอกาสเข้าไปซื้อตั๋ว เจ้าหน้าที่ชาวมาเลย์กลับไม่มีเงินทอน แถมไม่มีทีท่าที่จะพยายามหาเงินทอน เพื่อจะได้รักษาลูกค้าน่ารักๆ สามคนไว้ ลูกค้าทั้งสามเลยต้องเดินหาร้านค้าที่จะแลกเงินเอง แต่บังเอิญร้านค้าตั้งเลยไกลไปหน่อย อากาศที่ร้อน ชวนนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ให้ชื่นใจ เลยนั่งนานกันไปหน่อยจนรากงอก ขี้เกียจที่จะเดินย้อนกลับไปชมดู

เราสามคนนึกสรุปกันเอง “คนมาเลย์นี่ค้าขายไม่เก่งเลย”  ก่อนเว้นช่วงส่งเสียง “เนอะ” พยักหน้าเห็นพ้องกันหงึกหงัก

แต่ นั่นอาจจะเป็นการด่วนสรุปไปก็ได้ เพราะถ้านึกทวนดีๆ ที่นี่มีวิธีถ่ายเทเงินนักท่องเที่ยวได้แนบเนียน ด้วยการนำอาคารเก่ามาเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เช่นอาคารสตัดธิวส์ที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ วังของสุลต่านแห่งมะละกาเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรม และมีอีกหลายอาคารที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ อย่างพิพิธภัณฑ์ความงามที่ไม่มีที่สิ้นสุดที่ฉันเอ่ยพาดพิงไปแล้ว

ขณะนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ชื่นใจ อย่างเกียจคร้าน อดไม่ได้ที่จะมองบรรยากาศรอบๆ อีกครั้ง....

และนี่คือดินแดนเล็กๆ ที่สายลมตะวันออกกับสายลมตะวันตกมาบรรจบกัน

30 พฤษภาคม 2554

เรื่องชุดไต้หวัน ตอนที่ 3 ทาโรโกะ....ช่องเขา และสายน้ำ

ทาโรโกะ (Taroko) ต้อนรับฉันด้วยสายฝนพรำ
                รถบัสคันใหญ่ได้เวียนรับผู้โดยสารจากสถานีรถไฟ  มุ่งตรงเข้าสู่เขตอุทยานทาโรโกะ   ทางถนนธรรมดาได้กลายเป็นเส้นทางเลาะเลียบไปตามไหล่ผา และทะลุผ่านขุนเขา ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ขณะที่รถแล่นอยู่ภายในอุโมงค์   ความมืดและแสงสว่างจากหลอดไฟเป็นเสมือนผ้าคลุมที่คอยเปลี่ยนฉากที่จะปรากฏขึ้นที่ปลายอุโมงค์อีกด้าน  ภาพที่ปรากฏผ่านหยดน้ำบนแผ่นกระจกดูคลุมเครือ ประสมกับหมอกฝนที่แผ่ปกคลุมยอดทิวเขา ทำให้คล้ายเข้าสู่ดินแดนที่ล่องลอย   แต่แล้ว... โลกก็พลันดิ่งลงสู่เบื้องล่าง เขาที่สูงเสียด ปรากฏสายน้ำไหลลดเลี้ยวตรงกลาง กัดเซาะโตรกเขาทั้งสองด้านเผยให้เห็นเนื้อหินอ่อนที่อวดลวดลาย
                ฉันแนบหน้าติดกับกระจก... นี่เป็นงานเสกสรรจากธรรมชาติที่แปลกตาและงดงามที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน...
                ทาโรโกะ..... ชื่อแปลก...ฟังเป็นญี่ปุ่นมากกว่าจีน และก็เป็นภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ เสียด้วย  ชาวญี่ปุ่นเป็นคนตั้งชื่อสถานที่นี้ช่วงที่มีอำนาจปกครองเหนือดินแดน
                จากสถานีรถไฟในเมือง เข้าสู่เขตอุทยาน  และไปถึงที่หมายสุดท้ายคือเมืองเทียนเสียง  (Tiensieng) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ได้ทึ่งไปกับความสวยงามของสถานที่ และความเพียรพยายามของมนุษย์ที่ได้สร้างถนนผ่านเข้ามาในหุบผาแห่งนี้  และก่อนที่ฉันจะลงจากรถ ยกมือขึ้นมองนาฬิกาอีกครั้ง เพิ่งจะบ่ายโมงเท่านั้นเอง... นั่นทำให้ตระหนักถึงความน่าทึ่งของการเดินทางอีกครั้ง ว่าแท้จริงในวันหนึ่ง ๆ เราสามารถทำอะไรได้ตั้งมากมาย นี่แค่ประมาณแค่ครึ่งวันเท่านั้น เราสองคนเดินทางได้ระยะทางตั้งยาวไกล  เริ่มจากการเดินทางออกจากที่พักในเมืองไทเป สู่สถานีรถไฟ  ระหว่างทางยัง ค้นพบร้านขนมโมจิที่ทำสดใหม่ หอมอร่อย รสขนมมีให้เลือกตั้งแต่ชาเขียว ถั่วลิสง สตรอเบอรี่ งาดำ ถั่วเหลือง แค่ได้ทดลองชิมชิ้นแรก ฉันรู้เลยว่า ก่อนกลับบ้าน ฉันจะต้องแวะกลับมาซื้อขนมที่นี่อีกครั้ง
                จากนั้นเรานั่งรถไฟ โดยมีจุดหมายปลายทางที่เมืองฮัวเหลียน  (Hualien) ที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออก และขึ้นรถ Shuttle Bus ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวฟรีจากสถานีรถไฟเมืองฮัวเหลียน เวียนไปตามจุดท่องเที่ยวสำคัญของอุทยานกระทั่งถึงที่หมายปลายทางสุดท้ายคือเมืองเทียนเสียง
                และราวกับทาโรโกะเอ็นดูเราสองคน ฝนที่พรำลงมาตลอดทางมาเว้นช่วงเอาเมื่อรถถึงที่หมายนี่เอง ช่วยให้เราสองคนสามารถเดินลากระเป๋าจากสถานีรถ เดินไปตามทางที่สูงชัน เพื่อตรงไปยังที่พักได้โดยไม่เปียกปอน
                ระหว่างทางผ่านร้านค้าตรงแถวสถานีรถ แอบเหลือบเห็นของกินบางอย่าง วางย่างบนเตาปิ้ง.... หน้าตาเหมือนไส้กรอกอีสานเปี๊ยบ... กำลังหิวพอดี เดี๋ยวเถอะ.. ขอขึ้นไป check in เข้าที่พักให้เรียบร้อย แล้วจะย้อนกลับลงมา.. เห็นทางเดินขึ้นเนินเหมือนไม่ชันอะไรมาก... แต่ทำเอาเหนื่อยหมือนกัน แต่กำลังใจมี... ไส้กรอกอีกสานนั่นไง... นั่นเป็นเรื่องอาหารใส่ท้อง แต่อาหารตาก็ชวนให้หายเหนื่อยเหมือนกัน  มีผีเสื้อบินว่อนต้อนรับเราสองคนไปตลอดทางเดินขึ้นสู่ที่พัก แล้วไม่ใช่ผีเสื้อตัวเล็ก ๆ แต่เป็นผีเสื้อตัวโตบิ๊กเบิ้ม สีสันบาดตา...
                ทันทีที่ถึงที่พัก กระทั่งถึงวันถัดมา  ทาโรโกะชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนตลอดเวลา   แรกคิดว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการเที่ยวชมรอบ ๆ อุทยาน  แต่คนอื่น ๆ ไม่ยักเดือดร้อนพากันเดินลุยฝนถือร่มออกไป  อย่างนั้นจะให้เรานั่งเฉย ๆมองข้างนอกผ่านม่านฝน... ไม่มีทาง คนอื่นไป เราก็ไปบ้างสิ
                เริ่มต้นจากสำรวจพื้นที่ใกล้ ๆ บริเวณที่พักกันก่อน เดินย้อนกลับไปที่สถานีรถ เพิ่งจะสังเกตว่ามีที่ทำการไปรษณีย์ตั้งอยู่  ด้านหน้าตึกประดับเป็นรูปโมเสกชนเผ่าพื้นถิ่น สดใสแตะตาดี ใครชอบการ stamp ตราประทับเก็บไว้เป็นที่ระลึก เข้าไปได้เลย... ด้านใน มีตราประทับวางเตรียมพร้อมให้นักเที่ยวเที่ยวได้ stamp ตรา เก็บไว้ในบันทึกความทรงจำ
                จากนั้นเดินข้ามสะพานที่มีราวกั้นสีเหลืองสดไปอีกฝั่ง  เป็นที่ตั้งวัดเสียนเต๋อ (Xiangde)  เดินลัดเลาะขึ้นเนินไปเรื่อย ๆ เจอเข้ากับพระอรหันต์ทององค์ใหญ่ ตั้งอยู่หน้าวิหาร  แวะนมัสการไหว้พระก่อนที่จะเดินขึ้นเนินต่อไป จุดหมายเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมเจ็ดชั้น ที่เห็นลิบ ๆ ตั้งแต่อยู่บนสะพาน เจดีย์แปดเหลี่ยมเปิดประตูทิ้งกว้างทุกชั้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่เดินขึ้นไป ได้เดินออกมานอกระเบียงเพื่อชมวิวเมืองเทียนเสียงที่อยู่ด้านล่าง ขณะที่ออกมายืนชมวิวนอกระเบียง ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวละครในภาพวาดทิวทัศน์แบบจีน ที่ยืนอยู่ท่ามกลางขุนเขา แมกไม้ และมีธารน้ำไหลอยู่เบื้องล่าง

               อุทยานทาโรโกะนั้นกินพื้นที่ประมาณ 900 ตารางกิโลเมตร  การจะเที่ยวชมให้ทั่วเลยต้องอาศัยรถนำพา รถ Shuttle Bus นั้นให้บริการนักท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง แต่ตารางเวลาขาดความชัดเจน ทำให้รถแท๊กซี่ที่จอดรอผู้โดยสารที่สถานีรถได้รับความนิยมกว่า อีกทั้งราคา และการให้บริการเป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน ทำให้ลูกค้าไม่ลำบากใจในการติดต่อใช้บริการ
                จุดท่องเที่ยวสำคัญของทาโรโกะนั้นห่างกันในหลักกิโล  และสิ่งที่อวด เป็นโตรกผา ถ้ำ สายน้ำ และสะพาน
                เราสองคนเริ่มต้นการเที่ยวชมที่อาจจะสวนทางกับชาวบ้าน คือเริ่มจากด้านในสุดออกไปเขตด้านนอก เริ่มจากเส้นทางเดินลี่สุ่ย  (Lyushui)  ที่มีระยะทางเดินยาว 1.9 กิโลเมตร  และนี่เป็นเส้นทางเดินที่ฉันชอบมากที่สุด  ตอนที่คนขับรถแท็กซี่ที่เราเหมาใช้บริการชี้ให้ดูทางเดินเข้า และนัดเจอกันอีกครั้งในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า ฉันกับเพื่อนร่วมบ้าน มองเส้นทางที่คนขับรถชี้ให้ดูแล้วไม่ได้คาดหวังอะไรเป็นพิเศษ  รู้สึกว่าแปลกก็อีตรงเป็นการเดินป่าที่กางร่มนี่แหละ ดีที่ว่าทางอุทยานปรับเส้นทางเดินจนเดินได้ง่าย แม้มือหนึ่งจะถือร่ม อีกมือต้องคอยประคองกล้อง แต่ก็ไปได้โดยไม่ทุกลักทุเลอะไรมากมาย
                ช่วงทางเดินระยะแรกเป็นเหมือนทางเดินป่าทั่วไป กระทั่งไปเจอเข้ากับถ้ำ.. เรื่องทางเดินทะลุเขานี่เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของทาโรโกะเลยเชียว  และความมืดภายในถ้ำยังคงเป็นสเมือนผ้าคลุมเปลี่ยนฉากที่จะปรากฏที่ปลายถ้ำอีกด้าน



                ทันทีที่โผล่ออกไปพบแสงสว่างอีกครั้ง ทิวทัศน์ที่ปรากฏขึ้น เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ระยะทางสั้น ๆ นำพาเราสองคนทะลุสู่ทางเดินเรียบหน้าผาที่ขนานไปกับทางถนน และโตรกผาที่มีแม่น้ำลิวู(liwu) ไหลลัดเลาะผ่านตรงกลาง ขณะเดินเรียบไปตามไหล่ผา  รู้สึกราวกับกำลังเดินบนระเบียงทางเดินของมหาวิหาร เพื่อชื่นชมกับภาพจิตรกรรมฝาผนังจากธรรมชาติ.... รู้สึกอย่างนั้นเลยทีเดียวละ
                1.9 กิโลเมตร เป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยสุด ๆ เส้นทางหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว





                จุดแวะพักเพื่อชมวิวถัดไปคือสะพานชิมู (cihmu)  สะพานราวแขวนสีแดงสดที่มีเสาเป็นรูปตัว H ราวสะพานสร้างจากหินอ่อน ใกล้ ๆ ด้านข้างมีศาลาที่พักตั้งอยู่ มองเผิน ๆ ถ้าไม่ทันสังเกตเหมือนไม่มีอะไร กระทั่งคนขับรถแท็กซี่ทำหน้าที่ไกด์ที่ดี ชี้ให้ดูฐานหินที่เป็นที่ตั้งของศาลาว่ามีสัณฐานเหมือนกบ พอมีคนชี้แนะเท่านั้นแหละ พอมองไป... เออ เหมือนกบจริง ๆ ด้วย แถมตบท้ายน่ารักว่าศาลาด้านบนเป็นเสมือนมงกุฎของเจ้ากบ อย่างนี้กบที่ทาโรโกะก็ต้องเป็นเจ้าชายกบละสิ...








                จุดชมวิวต่อไปเป็นเส้นทางอุโมงค์เก้าโค้ง (Tunnel of  Nine Turns)   บริเวณนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะผู้ที่จะเดินเข้าไปชมอุโมงค์ข้างในจะต้องสวมหมวกกันน็อคสีขาว ที่มีสัญลักษณ์ของทางอุทยานสกรีนอยู่ก่อน
                เป็นการกระตุ้นต่อมผจญภัยเล็ก ๆ  ให้รู้สึกคึกคักขึ้นมาในฉับพลัน
หากชื่ออุโมงค์เก้าโค้งก็จริง แต่ระยะทางของอุโมงค์สั้นจุ๊ด  ความรู้สึกคึกคักเลยจางหายในเร็วพลัน มารู้สึกตื่นตัวอีกครั้งก็ตอนเจอป้าย “ระวังหินร่วง  กรุณาผ่านอย่างรวดเร็ว”   ให้ตายเถอะ... แล้วเจ้าก้อนหินที่นอนกระเด็นกระดอนตรงอีกฟากของทางเดินที่คั่นด้วยเส้นสีแดง ห้ามผ่านน่ะ ใหญ่ ๆ ทั้งนั้น เกิดจับพลัดจับพลูหล่นลงมายังเขตที่เดินกันอยู่ละก้อ... ตัวใครตัวมันเลยเชียว  แต่เขาคงคำนวณกันแล้วล่ะ ว่าปลอดภัย ถึงจะมีหินร่วงหล่นมาแถวบริเวณที่ปล่อยให้เดินผ่านเข้าไปได้ ก็คงเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย ที่หมวกกันน็อคเอาอยู่  (หวังว่านะ)
                อุโมงค์เก้าโค้ง เป็นจุดที่เผยเนื้อหินอ่อนของหน้าผาให้เห็นในระยะประชิด  เพราะเป็นจุดที่หน้าผาสองด้านเผชิญในระยะใกล้ ห่างกัน แค่ประมาณ 10 เมตรเท่านั้น โดยที่มี... มนุษย์ตัวกระจ้อยอย่างเรา ๆ ยืนแหงนคอมองกันตาปริบ ๆ 


                 ถัดจากอุโมงค์เก้าโค้ง เป็นจุดชมวิวที่เรียกว่า หน้าผาโพรงนกนางแอ่น (Swallow Grotto) อุทยานทาโรโกะยังคงลักษณะเด่นของเรื่องอุโมงค์ตามเคย  ก่อนเข้าไปถึงหน้าผา ต้องเดินผ่านอุโมงค์เข้าไป  แต่อุโมงค์ตรงจุดนี้สร้างไว้สองเลนสำหรับรถแล่นด้านหนึ่ง และอีกด้านสำหรับนักท่องเที่ยวเดินผ่านเข้าไปชมหน้าผา

                ไม่ได้เห็นตัวนกนางแอ่น เห็นแต่รอยพรุนที่กระจายทั่วหน้าผา มีป้ายติดบอกข้อมูลว่า จะมีนกนางแอ่นบินมาที่หน้าผานี้ในฤดูร้อน และฤดูใบไม้ผลิ  เพื่อยึดครองรอยพรุนของหินเป็นรวงรังของพวกมัน


                จุดแวะพักถัดไปคือ ศาลเจ้าแห่งสายน้ำนิจนิรันด์ (Eteranal Spring Shrine) ซึ่ตั้งงอยู่บริเวณต้น ๆ ทางเข้าของอุทยานทาโรโกะ... ภาพศาลเจ้าที่ตั้งอยู่บริเวณชิงเขาที่สลับซ้อน และมีเมฆแผ่ปกคลุมอยู่ด้านบน  ทั้งมีธารน้ำที่ไหลลงสู่ผืนหินเบื้องล่าง  นับเป็นงานสร้างสรรค์ที่ลงตัวระหว่างธรรมชาติกับงานก่อสร้างของมนุษย์ 
                ศาลเจ้าแห่งนี้ สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตขณะทำการก่อสร้างทางถนน จำนวน 225 คน และได้รับบาดเจ็บอีก  702 คน   ฉันว่าศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศาลที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิต และผู้รับบาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์ความไม่ยอมแพ้ เพราะศาลที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า เป็นศาลที่สร้างขึ้นมารอบที่สามแล้ว จากที่เคยพังเพราะดินถล่ม และแรงพัดของพายุไต้ฝุ่น มาสองรอบ



                และสุดท้ายก่อนอำลาทาโรโกะ  เราหยุดแวะที่ประตูทางเข้าอุทยาน และตรงบริเวณนี้เองที่เราได้เห็นสายน้ำลิวูไหลสู่มหาสมุทรแปซิฟิก กลายเป็นส่วนหนึ่งของน้ำสีฟ้าซีด  ที่เห็นอยู่ลิบๆ  
             

ไต้หวัน ตอนที่1 พิพิธภัณฑ์ไต้หวัน 


    

เรื่องชุดไต้หวัน ตอนที่ 2 เย๋หลิ่ว...การผุผังและการเกิดใหม่

การเดินทางไปยังเย๋หลิ่ว(Yehliu) ของฉันกับเพื่อนร่วมบ้านยังคงอาศัยลิ้นออกเสียงภาษาจีนที่ว่าชัดนัก
เริ่มต้นจากนั่งรถไฟระยะสั้น ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราก็ได้ลงไปปร๋อที่สถานีรถไฟเมือง จีหลง (Keelung) เมื่อเดินออกจากสถานี ไม่ทันได้รู้สึกเคว้งคว้าง ก็เจอเข้ากับป้าย Visitor Center และเพียงเดินเข้าไปในนั้น เอ่ยชื่อ “เย๋หลิ่ว” ออกไป...ก็ได้กระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่เจ้าหน้าที่เขียนหมายเลขรถบัส พร้อมชื่อเย๋หลิ่วเป็นภาษาจีนให้เราถือไว้สำหรับสื่อสาร พร้อมทั้งเดินออกมาส่งด้านหน้า เพื่อชี้ให้ดูว่าจะไปขึ้นรถบัสได้ที่ไหน

รถบัสที่เรานั่งเป็นรถบัสประจำทาง จอดแวะรับผู้โดยสารตามป้ายไปเรื่อยๆ ... ชอบก็ตรงบัตร easy card ของระบบขนส่งมวลชนของที่นี่ นอกจากจะใช้ได้กับรถไฟใต้ดิน รถเมล์ที่ไทเปแล้ว ยังใช้ได้กับรถไฟที่วิ่งออกนอกเมือง กระทั่งใช้ได้กับรถบัสประจำทางที่นี่  ช่วยให้ไม่ต้องวุ่นวายกับการเตรียมหาเศษเงินในการจ่ายเป็นค่าโดยสาร

แรกฉันเข้าใจว่ารถบัสคงแล่นเข้าไปจอดในเขต อุทยานเย๋หลิ่ว แต่ไม่ยักใช่ กลับจอดที่ป้ายทางเข้าด้านหน้าเท่านั้น คนขับที่รู้ว่าเราสองคนจะลงที่ป้ายนี้ ตะโกนบอกชื่อเย๋หลิ่วชัดเจน มีผู้โดยสารลงรถพร้อมกับเราสองสามคน น้อยกว่าที่คิดไว้ แถมไม่ได้ไปทางเดียวกับเราเสียด้วย

จากป้ายทางเข้าด้านหน้า เดินไปตามทางถนนระยะทางเอาเรื่องพอสมควร  แถมบรรยากาศข้างทางมีเรือประมงจอดเรียงรายเกยฝั่ง อุปกรณ์เครื่องมือ รวมถึงหลอดไฟจำนวนมากที่แขวนบนลำเรือ ให้ความรู้สึกเหมือนเข้าสู่เขตหมู่บ้านชาวประมงมากกว่าที่กำลังจะเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวหย่อนใจทางธรรมชาติ  จะมีให้รู้สึกว่ามาไม่ผิดที่ผิดทางก็ตรงมีรถบัสขนาดใหญ่แล่นผ่านเป็นระยะๆ นั่นแหละ

ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านหันมองหน้ากัน...อ้อ... เข้าใจล่ะ นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่เขามากันเป็นหมู่คณะนี่เอง
เมื่อเข้าไปในเขตอุทยาน ฝั่งด้านหนึ่งเป็นลานจอดรถกว้าง มีรถจอดแน่นขนัด...ขณะอีกฝั่งเป็นที่ตั้งอาคารทำการ  เป็นทั้งที่ให้ข้อมูลนักท่องเที่ยว ที่ขายตั๋ว และร้านกาแฟ คนแน่นหนาเชียว บรรยากาศความคึกคักแอบซ่อนอยู่ด้านในนี่เอง ถูกตัดต่อด้วยการขนส่งผู้คนผ่านพาหนะหลายล้อที่แล่นฉิว ทำเอาพวกที่มาด้วยสองเท้าจากถนนทางเข้าด้านหน้า อย่างเรา รู้สึกเงียบเหงาไปถนัดใจ

เย๋หลิ่ว เป็นทั้งชื่อ แหลม...ผืนดินที่ยื่นเข้าไปในฝั่งทะเล...และเป็นทั้งชื่ออุทยานทางธรรมชาติ


แรกที่เดินไปตามทางเข้า ยังรู้สึกเฉยๆ เพราะเสริมเติมแต่งด้วยมือมนุษย์มากไปหน่อย ไม่ว่าจะตุ๊กตารูปเห็ดสีสดที่ตั้งแต่งประดับ  สวนต้นไม้ที่เป็นระเบียบ  เลยรู้สึกเหมือนเดินชมสวน กระทั่งเส้นทางเดินแคบๆ นำไปสู่ลานหินกว้างริมทะเลนั่นแหละ...ถึงได้เห็นภาพปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แปลกตา  พื้นที่ลานหินกว้างเต็มไปด้วยแท่งหินสูงๆ ต่ำๆ ที่ผ่านการสลักเสลาของสายน้ำ สายลม และกาลเวลา

ขณะที่เดินผ่านเข้าไป เหมือนสู่โลกอีกใบหนึ่ง โลกที่ประกอบด้วยเส้นสายของลายหิน และความโค้งเว้า กลมมนที่เนียนสวย นำพาสายตาให้มองเห็นกลุ่มหินเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ที่มาก
กว่าการเป็นหินธรรมดา


ชื่อเย๋หลิ่วนั้นมีที่มาหลากหลาย แต่ฟังแล้วไม่สนุก...เลยไม่เอามาเล่าดีกว่า
สู้เรื่องนี้ไม่ได้  ฉันชอบที่คนพื้นถิ่นเรียกลานหินกว้างนี้ว่า “เต่าเย๋หลิ่ว”  ไม่ต้องเหาะเหินขึ้นไปกลางอากาศ แล้วมองย้อนลงมาข้างล่าง  ก็พอจินตนาการได้ว่าร่องรอยของเส้นหินที่บางช่วงบุ๋มลง บางช่วงนูนขึ้น จะละม้ายคล้ายกระดองของเจ้าเต่าที่คุดคู้ขนาดไหน

สมัยก่อน แหลมเย๋หลิ่ว นี้เป็นเส้นทางสายการค้าสำคัญระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่กับจีนไต้หวัน  แต่กระแสน้ำที่เชี่ยวกรากทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่อันตราย มีเรือประสบอุบัติเหตุจมบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก  กระทั่งมีตำนานเล่าขานกันว่าที่เป็นแบบนี้ เพราะมีเต่าใหญ่คอยสร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย  เจ้าเต่านั่นสนุกจนเกินเลย จนเง็กเซียนฮ่องเต้ต้องส่งเทพธิดาลงมาปราบพยศ
“เจ้าเต่า...ไฉนเจ้าถึงทำร้ายชีวิตผู้คนไปจำนวนมากเช่นนี้ เอาล่ะ ด้วยพลังอำนาจของข้า ข้าจะลงโทษเจ้า และอย่าหวังว่าเจ้าจะหลบหนีไปได้”

และเพราะตำนานเรื่องเล่านี้ ยามใดที่อากาศเปลี่ยนแปลง มีกลุ่มควันลอยละล่องเหนือผืนหินที่ยื่นเข้าไปในฝั่งทะเล ผู้คนก็จะพากันพูดว่า “ดูสิ... เจ้าเต่าใกล้ตายนั่น หายใจรวยรินเป็นครั้งสุดท้ายอีกแล้ว”
แผนที่ในมือที่ได้มาตอนซื้อตั๋วเข้าไปในเขตอุทยาน  ช่วยเร้าความตื่นเต้นในแต่ละย่างก้าว ด้วยการทำเส้นทางและแสดงที่ตั้งของก้อนหินต่างๆ ที่ตั้งชื่อตามรูปลักษณ์ที่ละม้าย พร้อมภาพถ่ายของจริงเป็นการยืนยัน

หินเห็ด...Mushroom Rock  ดูจะมีจำนวนมากที่สุด กระจัดกระจายให้เห็นไปทั่ว
เข้าใจตั้งชื่อนะ เพราะเหมือนเห็ดจริงๆ เสียด้วย  ตรงบริเวณที่เป็นฐานค่อนข้างกว้าง ก่อนที่ตรงส่วนกลางจะขอดกิ่ว และกลับมาบานแฉ่งอีกครั้งตรงบริเวณด้านบนที่เหมือนหมวกเห็ด ทั้งยังมีรอยพรุนเหมือนฟองน้ำ มองแล้วก็เหมือนลวดลายบนหมวกเห็ดอีกนั่นแหละ

นอกจากหินเห็ด  มีกลุ่มหินบริเวณชายฝั่งที่เนื้อหินถูกน้ำซัดกัดกร่อนจนเนียนละมุน เป็นรูปทรงระฆังคว่ำ ได้รับการตั้งชื่อว่า หินเทียน... Candle Rock ไม่ได้โน้มเอียงตามชื่อที่ตั้ง แต่ด้านบนที่ตัดเรียบของหินทรงระฆังคว่ำกลุ่มนั้น มีเศษติ่งหินตั้งอยู่ในจังหวะที่ช่างพอเหมาะพอเจาะเหมือนเป็นไส้เทียนที่โผล่ขึ้นมาพอดี

และถ้าหันมองมาอีกด้าน จะเห็นประติมากรรมหินในชื่อ หินไอติม...Ice Cream Rock  หินไอติมดูไม่สวยนวลเนียนเหมือนประติมากรรมหินชิ้นอื่น แต่น่าทึ่งตรงที่มองปุ๊บ แล้วชวนให้นึกถึงไอศกรีมได้ในทันที
ลักษณะของแหลมเย๋หลิ่วนั้นแคบยาว มีการทำสะพานทางเดินเป็นระยะเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว...ทั้งบางช่วงยังยกเป็นพื้นที่สูง เพื่อชมวิวในมุมกว้าง และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ

งานประติมากรรมหินที่นี่ ไม่ได้เกิดจากหินก้อนใหญ่เป็นก้อนๆ แล้วถูกน้ำ ถูกลม กัดกร่อน สลักเสลา แต่จริงๆ เกิดจากเศษหินที่ผุพัง แล้วถูกน้ำพัดพาสะสมอัดตัวเป็นชั้นๆ จนกระทั่งเศษหินเหล่านั้นกลับกลายมาเป็นหินอีกครั้ง... เป็นการผุพังและเกิดใหม่...วนเวียนเป็นวัฏจักร



งานชิ้นเด่นของที่นี่คือประติมากรรม หินเศียรราชินี...Queen’s  Head  Rock  กวาดตามองหาไม่ยาก ตรงบริเวณไหนที่มีคนต่อคิวยาวๆ ตรงนั้นแหละ
และนั่นไง...ที่ยืนกางร่มต่อแถวกันอยู่ ลองมองไล่ไปจนถึงต้นแถว...หินราชินีตั้งอยู่ตรงนั้น มองจากไกลๆ ละม้ายคล้ายเศียรราชินีผู้สูงศักดิ์จริงๆ เสียด้วย เสี้ยวหน้าด้านข้างเชิดเล็กน้อย  และสวมมงกุฎด้านหลัง
เห็นอย่างนั้นแล้ว เดินตรงดิ่งไปที่หมายเพื่อต่อคิวถ่ายรูปคู่กับหินเศียรราชินีกับเขาบ้าง  แต่...เมื่อย่นระยะทางเข้าไปใกล้...จากที่มองคล้ายเศียรราชินีเริ่มไม่เหมือน รูปร่างดูเปลี่ยนแปลกไป...  ไปละม้ายอีกครั้งเมื่อไปยืนมองใกล้ๆ  แต่ฉันรู้สึกว่าเวลา มองจากมุมไกลๆ เศียรราชินีดูมีสง่าราศีกว่าเวลามองใกล้ๆ เยอะเลย... อาจเป็นเพราะถ้ามองจากที่ไกลๆ จะได้รับการเสริมให้โดดเด่นขึ้นจากผืนหินกว้างที่ดูเวิ้งว้าง และท้องฟ้าสีจัดของยามกลางวันซะละมัง



หินเศียรราชินีแต่เดิมมีรูปลักษณ์เช่นเดียวกันหินเห็ด แต่ส่วนด้านบนที่บานเป็นหมวกเห็ดได้หักพังลงมาในช่วงปี ค.ศ.1962-1963  ทำให้มองเหมือนเสี้ยวหน้าด้านข้างของราชินีอลิซาเบธ
เหตุเกิดขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.1962-1963 ดูนมนาน แต่ถ้าเทียบอายุของประติมากรรมหินก้อนนี้แล้ว ยังแสนเยาว์วัย ตามวิธีการคิดคำนวณทางวิทยาศาสตร์ หินก้อนนี้สูง  8 เมตร และจากสถิติการยกตัวขึ้นสูงของแผ่นดินไต้หวันทางตอนเหนือ ที่ขยับสูงขึ้นปีละประมาณ 2-4 มิลลิเมตร  เท่ากับว่างานประติมากรรมหินชิ้นนี้มีอายุประมาณ 4,000 ปี...ฉะนั้น ใครจะไปรู้ ประติมากรรมหินก้อนนี้อาจเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์มาแล้วหลายครั้งหลายคราก็เป็นได้

บริเวณส่วนคอที่ระหงของหินเศียรราชินี เกิดจากสายลม แสงแดด  และสายฝนช่วยกันกล่อมเกลา มีความยาวเส้นรอบวง 158 เซนติเมตร ขณะที่เส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 50 เซนติเมตร  ชวนให้หวั่นไหวว่า ประติมากรรมชิ้นนี้จะอยู่ในรูปลักษณ์นี้ได้อีกนานแค่ไหนเชียว  และเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ จึงร้องขอนักท่องเที่ยวขณะถ่ายรูปคู่กับราชินี กรุณาอย่าโอบรอบคอราชินี (นะจ๊ะ) เพื่อที่ราชินีจะได้ชูลำคออันระหงอยู่ได้ไปอีกนานๆ


พ้นจากลานหินกว้าง สามารถเดินขึ้นไปชมวิวบนหน้าผาสูง เมื่อมองลงมา จะได้เห็นผลงานทางธรรมชาติอีกชิ้นหนึ่ง ตรงบริเวณชายฝั่ง
หินเต้าหู้...bean curd rock  คนไต้หวันตั้งชื่อให้อย่างนั้น มองแล้วเฉยๆ รู้สึกเหมือนสะพานหินที่ยื่นเข้าไปในทะเลมากกว่า เพิ่งจะมีงานประติมากรรมหินชิ้นนี้แหละ ที่มองแล้วจินตนาการไม่เหมือนที่คนพื้นถิ่นเขาเห็นกัน

แอบกระซิบบอก จากบนเชิงผาด้านบน ไม่ได้แค่เห็นผลงานของคลื่นทะเลที่ซัดกร่อนชายหาดเท่านั้น  แต่จะได้เห็นพันธุ์ไม้แปลกๆ ที่ขึ้นตามเชิงผาด้วย...และดอกไม้ที่ชูช่อแถวนั้น ก็สวยจับใจ แปลกตา เป็นเสมือนของหวานตบท้าย


หลังจากได้เสพผลงานประติมากรรมหินจนอิ่มสมใจ

ไต้หวัน ตอนที่1 พิพิธภัณฑ์ไต้หวัน