6 พฤษภาคม 2559

ภูเขา วัด ทะเล เมืองประวัติศาสตร์.... เกาหลีใต้ ตอนที่ 5

๕. ซกโช(Sokcho) เมืองที่แนบชิดกับทะเล และภูเขา
                จากกรุงโซลออกเดินทางไปยังเมืองซกโช เพื่อตามหาขุนเขาที่อุทยานแห่งชาติ โซรัคซาน
                หากพินิจเมืองซกโชดี ๆ  ซกโชนั้นแนบชิดกับทั้งทะเลและภูเขา ขณะเดินออกจากสถานีรถประจำทาง เพื่อไปยังที่พักที่จองไว้ ทางเดินนั้นมุ่งสู่ทะเล ทั้งลมหนาวและลมทะเลพัดมาทักทาย  ทั้งยังเห็นประภาคารสีขาวลิบ ๆ ตรงริมฝั่ง ด้วยที่พักตั้งห่างจากทะเลไปแค่บล็อคเดียวเท่านั้น
                เจ้าของ Guest House ที่จองไว้ล่วงหน้า  ต้อนรับเราสองคน พร้อมกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซียที่มาเข้าพักในเวลาเดียวกัน หนุ่มกลางคน หยิบแผนที่อธิบายถึงสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจของซกโชให้ฟังพร้อม ๆ กันในคราวเดียว  นั่นทำให้นึกถึงคำของพี่สาวคนหนึ่ง ตอนที่มีโอกาสได้ไปพักที่รีสอร์ทต่างจังหวัดแห่งหนึ่งด้วยกัน ที่พักแห่งนั้นเป็นรีสอร์ทระดับหรูหลายดาว มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
                “แต่ ไม่มีให้ข้อมูลให้เลยว่ามั้ย ว่าแถวนี้มีที่เที่ยวที่ไหนบ้าง เขาเรียกว่าไม่รักบ้านเกิด  ไม่บอกว่าที่บ้านตัวเองมีที่เที่ยวอะไรบ้าง”  พี่สาวคนนั้นกล่าวไปถึงขนาดนั้น 
                นี่ถ้าพี่สาวคนนั้นมานั่งอยู่ด้วยที่นี่ คงชอบใจ เพราะเจ้าของ Guest house  เล็ก ๆ แห่งนี้ บรรยายที่เที่ยวซะละเอียดยิบ ตั้งแต่ในตัวเมืองซกโช  ไปจนถึงภายในอุทยานแห่งชาติโซรัคซาน และเลยไปถึงร้านอาหารราคาย่อมเยาว์ใกล้ที่พัก
                ฉันตอนนั้น ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง... เพิ่งจะเดินทางมาถึง ใกล้กลางวันแล้วด้วย กำลังหิวโซ  หิวแบบนี้ กินอะไรต้องอร่อยแน่ๆ  พอเจ้าของ Guest house พูดคำว่าตลาดเท่านั้น หูผึ่งขึ้นมาเชียว  ถึงจะบอกว่าเป็นตลาดปลาก็เถอะ คำว่าตลาดน่ะ ไม่ว่าจะตลาดอะไร ย่อมต้องมีของกินเยอะแน่ ๆ  พอเสร็จสิ้นการติวเข้มข้อมูลน่าเที่ยวของซกโช เลยรีบควงแขนคนข้างกายตรงดิ่งไปตลาดปลาทันที
                ริมทางถนนก่อนเข้าตัวตลาด มีร้านอาหารอยู่หลายร้าน ฉันเหล่ตั้งแต่ร้านแรกที่เห็น ตั้งท่าจะเข้าไปมันทุกร้าน ก็อาหารเกาหลี เวลาสั่งทีจะมีเครื่องเคียงเป็นผักดองใส่ถ้วยเล็ก ๆ มาสามสี่อย่าง อาหารกระจุกกระจิกแบบนี้สาว ๆชอบนัก  แต่หนุ่มข้างตัวนี่สิ  ยืนมองอึ้ง ๆ รั้งฉันไว้ทุกร้าน ด้วยเหตุผลว่า “ไม่มีข้าวผัด”
                ผ่านไปหลายร้านเข้า ชักเริ่ม ล้า  หิว และอารมณ์เสียแต่เจ้าตัวยังคงกัดฟัน ยืนยัน  “ต้องมีสิ ร้านที่มีข้าวผัดน่ะ  เมนูมันพื้นฐานมากเลยนะ”  สุดท้ายทนไม่ไหว  ตัดสินใจเดินเข้าร้านอาหารตามสั่งร้านหนึ่ง ชี้ส่ง ๆ ไปที่จานน่ากินบนโต๊ะข้าง ๆ  แสดงความจำนงว่าฉันจะเอาแบบนั้นบ้าง  ปล่อยให้คนที่พยายามหาเมนูข้าวผัดนั่งหิวโซต่อไป
การเดินเที่ยวชมเมืองซกโชวันแรก คงฝืดเฝื่อนหากอิ่มท้องคนเดียว และอีกคนยังคงหิวโซ โชคยังดี ที่เจ้าตัวที่โหยหาข้าวผัด หันซ้ายแลขวา เจอร้านเบเกอรี่ริมทางเข้า เลยได้ขนมปังที่ทำสดใหม่รองท้องแทน
เมื่อ อิ่มท้อง สีหน้าเริ่มยิ้มแย้ม และอารมณ์เริ่มดีที่จะเดินเที่ยวชมตลาดกันต่อ

ถนนด้านหน้าตลาด
ตลาด  Jungang เป็นตลาดใจกลางเมือง  ด้านในแบ่งของขายออกเป็นโซน ๆ  มีทั้งโซนขายของใช้ทั่วไป ผัก ผลไม้  และแน่นอน จุดเด่นที่น่าสนคือโซนขายปลา และสัตว์ทะเลอื่น ๆ  บรรดาแม่ค้าทั้งหลาย ที่ล้วนอยู่ในวัยอาจุมม่า (ป้า) นั่งเรียงรายขายปลาบนแผงเล็ก ๆ เรียงยาวไปตลอดแนว  ทั้งยังมีร้านภายในอาคารที่ขนาบสองด้าน ช่วยเสริมอยู่ด้านหลัง
                บรรดาปลาที่วางขาย หน้าตาแปลกไม่ค่อยคุ้น มีหลายขนาด ทั้งใหญ่และเล็ก เรียงราย ให้ลูกค้าเลือกซื้อ ไหนจะมีทั้งปลาหมึกยักษ์ตัวใหญ่ที่แหวกว่ายอยู่ในตู้  และที่เด่นมากคือปูสีส้มที่เรียกว่า Red Snow Crab วางเรียงซ้อนจนเป็นตั้งสูง  หอยหน้าตาแปลก ๆ  สาหร่ายทะเลวางสุมกองเป็นเส้น ๆ  เดินดูไป ก็นึกเปรียบกับอควอเรี่ยมขึ้นมาซะอย่างนั้น  เออเนอะ... การเดินเล่นในตลาดขายปลา ทำให้ได้มีโอกาสเห็นสัตว์ทะเลแปลก ๆ ในระยะประชิด ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  บรรยากาศแบบนี้เพลินไม่แพ้การเดินเที่ยวเล่นในอควอเรี่ยมเหมือนกัน
                ฉันโปรดกับบรรยากาศดังกล่าว ถึงขนาดเดินวนกับเพื่อนร่วมบ้านในโซนนั้นสองถึงสามรอบเลยเชียว ก่อนจะเลยไปโซนขายอาหารทะเลปรุงสำเร็จ  อืมม์... โซนนี้น่าสนใจไม่แพ้กัน  อาหารในตลาดสดน่ะ ไม่ว่าที่ไหนราคาย่อมเยาว และน่ากินมาก ๆ  สุดท้ายเลยสั่งปลาหมึกตัวโตๆ เป็นอาหารพื้นเมืองชื่อว่า  Squid Sundae ที่ปรุงยัดใส้หั่นเป็นชิ้น ๆ   หิ้วติดไม้ติดมือกลับที่พัก คิดการณ์ไกลกันไปว่า จะกินหมึกปรุงยัดไส้ริมทะเลกันตอนเย็น ๆ
                แล้วเราก็เดินมาถึงบริเวณหนึ่ง ที่เกือบทั้งซอย มีแต่ร้านขายไก่ผัดคลุกซอสสีส้ม คล้ายไก่ผัดเปรี้ยวหวาน วางใส่กล่องกันสวยงาม

                ยืนมองสักพัก เห็นนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปมา ล้วนเลือกซื้อติดไม้ติดมือไปคนละกล่อง สองกล่อง แสดงว่าเป็นของฝากขึ้นชื่อของที่นี่แน่   ลองเข้าไปยืนชิมบ้าง  ไก่ผัดเปรี้ยวหวานจริง ๆ ด้วย  แปลกดี เป็นเมืองชายทะเลแท้ ๆ  แต่ของฝากกลายเป็นไก่ผัดเปรี้ยวหวานไปเสียนี่  แล้วการที่มีร้านช่วยกันวาง  ช่วยกันขายจำนวนมาก ๆ น่ะ มันเหมือนการร่ายมนต์สะกด  ใครเจอเป่าพรวดเข้าไปยากที่จะรอดไปได้  แต่...เราสองคนรอดมาได้  เปล่า ที่ว่ารอดน่ะ รอดชั่วคราว เพราะตกลงกันไว้ว่า จะยังอยู่ซกโชอีกหลายวัน วันหลังค่อยแวะมาซื้อใหม่ก็ได้








            ทำตัวเป็นลุงกับป้าชมตลาดกลางเมืองแล้ว... เย็น ๆ ไปชมทะเลกันบ้าง
ทะเลซกโชด้านติดกับที่พัก เป็นอ่าวลึกไม่มีชายหาด หากมีสะพานปูนขนาดใหญ่สร้างยื่นเข้าไปในทะเล คล้ายเขื่อนกั้นน้ำ แปลกดี..... ระหว่างทางมีคนนำเต้นท์มากางปักหลักตกปลากันเป็นจริงเป็นจัง  ดูท่าทะเลแถบนี้คงอุดมสมบูรณ์น่าดู  ลมบนสะพานพัดแรงจัด  ทำให้ต้องก้มหน้าก้มตาเดินในบางครั้งนั่นทำให้เห็นซากปลาดาวที่ถูกโยนทิ้งบนสะพาน  ทำให้ต้องหยุดชะงักเท้า มองดาวแสนสวยเหล่านั้นอยู่หลายครั้ง... คนมาไกลไม่เคยคุ้น สงสาร และเสียดาย แต่คนใกล้คงเห็นและเจอจนเคยชิน จนไม่ใส่ใจ กระทั่งโยนดาวสวย ๆ นั้นทิ้งได้อย่างไม่รู้สึกอะไร
สะพานปูนนั้นทอดยาวไป สิ้นสุดตรงประภาคารสีแดง แลดูอ้างว้าง เมื่อเดินไปหยุดที่ตัวประภาคาร  มองไปอีกด้าน เห็นประภาคารสีขาวที่มีขนาดเล็กกว่าตั้งอยู่บนสะพานอีกด้าน สะพานทั้งสองเว้นช่องว่างระหว่างกันเปิดเป็นทางแล่นเข้าออกของเรือขนาดใหญ่
นี่นับเป็นครั้งแรก ที่ได้เดินไปบนสะพานที่ทอดยาวยื่นเข้าไปในทะเลไกลขนาดนี้ และเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่ได้ใกล้ชิดกับสิ่งก่อสร้างที่เป็นสเมือนสัญลักษณ์แห่งความโดดเดี่ยว...ประภาคาร สีขาว และสีแดง 








หมายเหตุ... งานเขียนชุดนี้ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารหญิงไทย

2 พฤษภาคม 2559

ภูเขา วัด ทะเล เมืองประวัติศาสตร์ .... เกาหลีใต้ ตอนที่ 4

๔.  Design Seoul
                คนเกาหลีหน้าตาเป็นอย่างไร  สวยหล่อเหมือนในซีรี่ย์มั้ย  ทำศัลยกรรมกันทั้งนั้นเลยหรือเปล่า.... แหม..มีแต่คนถามคำถามนี้กับฉัน ไม่ยักมีใครสนใจถามไถ่ถึงสภาพบ้านเมือง สถานที่ท่องเที่ยวกันเลย   มันน่าน้อยใจแทนนักเชียว  แต่นั่นสะท้อนให้เห็นว่ากระแสเกาหลีที่ว่าแรง ๆ นั้น เรื่องของรูปร่างหน้าตา การทำศัลยกรรมได้รับความนิยม สนใจสูงสุด
แล้วคนเกาหลีที่แท้หน้าตาเป็นอย่างไร
พวกหนึ่งนั้นใบหน้ากลมเป็นวงรี  อีกพวกหนึ่งใบหน้าเหลี่ยม โหนกแก้มโปน  ขากรรไกรใหญ่
แต่ไม่ว่าจะมีโครงหน้าแบบไหนล้วนมี นัยน์ตาชั้นเดียว หางตาเรียวเล็ก หากการศัลยกรรมช่วยกรีดนัยน์ตาชั้นเดียวให้ กลายเป็นสองชั้นกลมโตชวนมอง  ใบหน้าที่เรียวเล็กลง เมื่อประกอบกับผิวพรรณเหลืองออกขาว  ทำให้ดารานักร้องเกาหลี กลายเป็นต้นแบบความงามของยุคสมัยที่ไม่ต้องสวยหล่ออะไรนักหนา  แต่ปรับแต่งให้ตรงความนิยมได้ในภายหลัง
                ตลาดเมียงดงเป็นตลาดชอปปิ้งดังของกรุงโซล เต็มไปด้วยร้านขายเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ และเครื่องสำอางค์ ริมทางเดินเองมีรถเข็นขายของกินยั่วให้น้ำลายสอไปตลอดทาง
                ฉันค่อนข้างตื่นตากับร้านขายเครื่องสำอางค์แบรนด์เกาหลี ที่เดินไปทางไหนต้องได้เจอตลอด ที่ตื่นตานั้น  ไม่ได้ตื่นตากับกระปุกกระจุกกระจิกที่วางเรียงสวยภายในร้าน แต่ตื่นตากับภาพนายแบบบนแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ติดด้านหน้าร้านมากกว่า นายแบบแต่ละคน ล้วนหน้าใสกิ๊ก เลือกมาล้วนเป็นดารา นักร้องชื่อดังคุ้นหน้าคุ้นตาจากละครดัง กระทั่งนิชคุณยังเป็นหนึ่งในนั้น
                ฉันคว้ากล้องมาถ่ายภาพบรรดานายแบบเหล่านั้น   เพื่อนร่วมบ้านหมั่นไส้กล่าวกึ่งประชด  “โฆษณาเครื่องสำอางค์เนี่ยนะ ใช้ผู้ชาย คิดยังไงใช้ผู้ชาย”
                ได้ยินแล้วค่อยสะดุดหู เออจริงแฮะ ใช้ผู้ชายเป็นนายแบบโฆษณาเครื่องสำอางค์ผู้หญิง แปลกดีเหมือนกัน แต่พ่อหนุ่มเกาหลีพวกนี้ ก็ช่างหน้าใสกันจริงน่ะแหละ ทั้งยังช่างแต่งตัวกันอย่างไม่เคอะเขิน จนกลายเป็นต้นแบบให้หนุ่ม ๆ ยุคใหม่กลายเป็นหนุ่มหน้าสวยช่างแต่งตัวกันไปหมด
                เอาแค่หนุ่มน้อยริมถนนที่เดินสวนผ่าน หลายคนเชียว ช่างแต่งตัวเสียกว่าสาวที่เดินควงกันมา จนคนข้าง ๆ  อ้าปากจิกกัดหงับ ๆ อีกแล้ว  สงสัยผิดหวังที่สาว ๆ สู้ไม่ได้ หนุ่มพวกนี้ถ้าเดินเดี่ยวมาคนเดียว คงเหมาว่าเป็นเพศที่สามแน่ ก็ดูนุ่งเกางกงรัดเปรี๊ยะสีสด เสื้อคอวีแขนยาว แถมผมเผ้ายาวสลวยปรกลำคอ แต่เห็นแต่งตัวอ้อนแอ้นแบบนั้น หากภาษากายที่เดินเคียงสาวบ่งให้รู้ว่าเป็นชายแท้..  น่า นะ น่าจะเป็นผู้ชายน่ะ





                ชาวเกาหลีใต้ให้ความสำคัญต่อรูปร่าง หน้าตา การแต่งกาย
                แต่หน้าตาของบ้านเมืองก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กันหรอกนะ
                Design Seoul เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา กำหนดหน้าตาเมืองของกรุงโซล เพื่อให้กรุงโซลของพวกเขาเป็นเมืองน่าอยู่ น่าท่องเที่ยว และน่าลงทุน   โดยเลือกคำสามคำง่าย ๆ สำหรับนำทางความคิดสร้างสรรค์สู่เมืองที่ดีกว่าในอนาคต นั่นคือ Green Blue และ History
                Green คือการพัฒนาออกแบบเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เรื่องของการใช้พลังงาน การจัดการเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเมือง และระบบนิเวศน์ ตัวอย่างชัด ๆ ก็โครงการ  Namsan Renaissance  ที่พัฒนาพื้นที่รอบ ๆ ภูเขานัมซาน โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการ Green ภายใต้แนวคิดของ Design Seoul  แม้จะเป็นโครงการที่ตั้งใจเพิ่มพื้นที่สีเขียว  พื้นที่ออกกำลังกาย และ พักผ่อนหย่อนใจให้กับพลเมือง แต่รายละเอียดจุกจิกไม่ได้ละเลยความเป็น green เลย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรถบัสบริการสาธารณะที่ขึ้นไปยังภูเขานัมซาน กำหนดให้เป็นรถที่ใช้เชื่อเพลิง CNG และเครื่องยนต์ไฮบริด ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2015  เรียกได้ว่าจะเป็นเมือง Green ทั้งที่ ต้องเป็น Green ให้ครบทุกฟันเฟือง
                Blue คือการพัฒนาออกแบบเมืองเกี่ยวกับการใช้พื้นที่และประโยชน์ต่าง ๆ ของแม่น้ำฮาน (Han)  ที่เป็นแม่น้ำสายหลักของโซล โครงการภายใต้แนวคิดนี้คือ Hanggang  Renaissance   มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงพื้นที่ริมแม่น้ำฮานให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น   มีการสร้างทางเดินเลียบริมฝั่งแม่น้ำ สร้างที่จอดจักรยาน และพื้นที่ออกกำลังกาย  ไม่ใช่แค่นั้น ยังพัฒนาโครงการใหญ่ๆ เช่นการสร้างสะพานน้ำพุที่ยาวที่สุดในโลก การสร้างท่าเรือสำหรับจอดเรือยอชท์ การสร้าง Water Color Square เพื่อเป็นศูนย์รวมกิจกรรมและกีฬาทางน้ำ
                สุดท้ายคือ History   เมื่อเมืองมีคุณภาพ มีการใช้พื้นที่ภาคพื้นดิน และภาคพื้นน้ำที่ดีแล้ว ต้องมีรากของวัฒนธรรม การบูรณะพระราชวังเคียงบ๊อค ที่ยังคงดำเนินต่อไป การให้ความสำคัญต่อพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ไปชั่วชีวิตของประชาชนเป็นตัวอย่างของการพัฒนาด้าน History
                .......

                สุดท้ายใครถามเรื่องรูปร่างหน้าตาของคนเกาหลี ฉันจะตอบแบบไม่ตรงคำถามนักว่า ฉันชอบกรุงโซลน่ะ เมืองบรรยากาศดีเชียว  เผื่อคนฟังจะงงๆ กับคำตอบ แล้วเปลี่ยนใจมาถามไถ่ถึงสภาพบ้านเมืองบ้าง 


########
หนุ่มน้อยนิชคุณได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า ผู้ชายแทบทุกคนชอบผู้หญิงหน้าตาสวย แต่ถ้าจะเริ่มคบใคร คุณไม่เริ่มที่หน้าตา ไม่ต้องสวยเลยก็ได้ เมื่อได้พูดคุย เราจะรู้สึกได้เองว่าเขาน่ารักหรือไม่ เมืองก็เช่นกัน หากคิดจะหลงรักเมืองไหนสักเมือง ความทันสมัย  ความสวยงาม เป็นเพียงส่วนประกอบบาง ๆ  บรรยากาศ  คุณภาพการใช้ชีวิต สีเขียวที่ร่มรื่น เป็นองค์ประกอบหลักว่าจะหลงรักเมืองนั้นหรือไม่  (ทัศนะเรื่องเมืองเป็นทัศนะฉันเอง)

หมายเหตุ...  งานเขียนชุดนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารหญิงไทย

1 พฤษภาคม 2559

ภูเขา วัด ทะเล เมืองประวัติศาสตร์.... เกาหลีใต้ ตอนที่ 3

๓.วัดพงอึนซา ( Bongeunsa)   
                ครั้งหนึ่งพุทธศาสนาเคยรุ่งเรือง ณ ดินแดนแห่งนี้  กระทั่งเป็นศาสนาประจำชาติของอาณาจักรโบราณทั้งสามของคาบสมุทรเกาหลี ได้แก่อาณาจักรโคกูรยอ แพ็กเจ และชิลลา ก่อนที่จะเสื่อมลงในสมัยราชวงศ์โชซอนที่ยกลัทธิขงจื้อเป็นศาสนาประจำชาติแทน 
                ญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดครองดินแดนเกาหลี เมื่อปี ค.ศ. 1910  ราชวงศ์โชซอนล่มสลาย  เกาหลีตกเป็นประเทศใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นกว่า 30 ปี จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2  ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม สหภาพโซเวียด และสหรัฐอเมริกาจึงได้เข้ายึดครองเกาหลีต่อจากญี่ปุ่น โดยสหภาพโซเวียดยึดครองพื้นที่ทางเหนือ สหรัฐอเมริกายึดครองพื้นที่ทางใต้ ทำให้ประเทศเกาหลีถูกแบ่งกลายเป็น 2 ประเทศ เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้
                สภาพประเทศที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทำให้พุทธศาสนาแทบจะเลือนหายไปจากคาบสมุทรเกาหลี  ประเทศเกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่ไม่มีศาสนาประจำชาติ และเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรไม่นับถือศาสนาใด ๆ  กระนั้นรากเหง้าความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาใช่จะสูญหายไปเสียทีเดียว วัดพุทธที่สำคัญหลายแห่งได้รับการบูรณะ และฟื้นฟูกลับมาใหม่ และมีประชากรประมาณ 24.2%  ที่ยังคงนับถือศาสนาพุทธ
                วัดพงอึนซา ( Bongeunsa)  เป็นวัดพุทธเก่าแก่ ตั้งอยู่ในกรุงโซล เขตกังนัม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอาณาจักรชิลลา  ค.ศ.974  เป็นวัดเก่าแก่  ไล่เรียงอายุก็ประมาณ 1,000 กว่าปีแล้ว
                แรกนั้น ฉันจินตนาการถึงวัดขนาดใหญ่ ตั้งโดดเด่น อยู่ใจกลางเมือง เมื่ออยู่ในรัศมีที่ใกล้ หันไปทางไหนต้องได้เห็นวิหารสง่างามในมุมต่าง ๆ แต่ผิดคาด เมื่อเดินก้าวออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน โผล่ขึ้นมาข้างบน หันแลไปทางไหน ไม่ยักเห็นตัววัด เห็นแต่ตึกขนาดใหญ่ที่ผุดเป็นแท่ง ๆ ออกแบบอย่างล้ำสมัย  โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า Coex Mall ดูจะกินพื้นที่กว้างเป็นพิเศษ 
                ไม่มีวี่แววของวัด กระทั่งเดินไปตามเส้นทางที่มีคนช่วยบอกทาง  จึงค่อยเห็น ประตูทางเข้าวัดซุกซ่อนอยู่อย่างถ่อมตน เมื่อเดินข้ามถนนไปถึงหน้าประตูทางเข้า จึงพบว่าจริง ๆแล้วพื้นที่ของตัววัดไม่ได้น้อย ๆ เลย เพียงแต่ตึกสูงของเมืองใหญ่โดยเฉพาะในย่านกังนัมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านธุรกิจหรูหราข่มเสียจนเหลือพื้นที่นิดเดียว

ตึกทันสมัยแถวย่าน coex mall
             ตรงประตูทางเข้าวัด   ปรากฏรูปปั้นขนาดใหญ่สีสันสดใสทักทายแต่ไกล
ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่  เทพผู้พิทักษ์คุ้มครองศาสนา และป้องกันพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์  ประกอบด้วย ท้าวธตรัฐ... เทพเจ้าประจำทิศตะวันออก เจ้าแห่งคนธรรพ์ ผู้เชี่ยวชาญ ชำนาญในการขับร้องและเล่นดนตรี    ท้าววิรูปักษ์... เทพเจ้าประจำทิศตะวันตก เจ้าแห่งนาค   ท้าวกุเวร..เทพเจ้าประจำทิศเหนือ เจ้าแห่งยักษ์  และท้าววิรุฬหก...เทพเจ้าประจำทิศใต้ เจ้าแห่งกุมภัณฑ์อันเป็นยักษ์ประเภทหนึ่ง ไม่มีเขี้ยว ผมหยิก  ผิวดำ ท้องโต พุงโร  หากเป็นกุมภัณฑ์ชั้นสูงคือพญายม ขณะที่กุมภัณฑ์ชั้นต่ำคือพวกทำหน้าที่ในนรก ด้วยเหตุนี้บางตำราจึงเรียกเทพเจ้าประจำทิศใต้ว่าท้าวพญายม
                ความเชื่อเรื่องท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย ก่อนจะแผ่อิทธิพลความเชื่อสู่จีน เกาหลี และญี่ปุ่นการเดินทางสนุกตรงนี้  ตรงที่ได้เห็นสายธารของความเชื่อเคลื่อนผ่านจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง และปรับให้เข้ากับท้องถิ่นที่ตั้ง ท้าวจตุโลกบาลที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย เมื่อมาถึงเกาหลีจึงแต่งกายแบบจีน เหมือนกับที่เคยเห็น พระนางลักษมี เทพีแห่งความงาม อุดมสมบูรณ์ และพระนารายณ์ เทพเจ้าผู้ปราบมาร สวมใส่อาภรณ์แบบชาวจีนในวัดแห่งหนึ่งในเกียวโต

รูปปั้นท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ สีสันสดใสทีเดียว





ก้าวพ้นประตู ผ่านทางเดินที่เป็นทางราบ ก่อนขึ้นบันไดเพื่อไปยังวิหารแรก  เมื่อขึ้นไปถึงบันไดขั้นสุดท้าย ต้องนิ่งงันกับโคมสีแดงสดที่แขวนแน่นอยู่เหนือศรีษะ นับเป็นโชคดีของฉันที่ได้มาเยือนวัดแห่งนี้ ในช่วงเทศกาลโคม จึงได้เห็นโคมสีสดแขวนดารดาษไปทั่ว  สีแดงที่สดใสทำให้รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มีชีวิต และศรัทธาที่มีต่อพุทธศาสนายังแรงกล้าไม่เสื่อมคลาย




เมื่อก้าวเข้าสู่วิหารหลักที่อยู่ถัดไป
พระพุทธรูปองค์ประธานสีทองเบื้องหน้า หรุบตาลงต่ำ ใบหน้าคล้ายยิ้มละมัยน้อย ๆ
วิหารทั้งหลังสร้างจากไม้ สื่อถึงความเรียบง่าย และใกล้ชิดกับธรรมชาติ
เมื่อก้าวเข้าไป สัมผัสถึงความสงบนิ่ง และงดงาม
ฉันหยิบเบาะรองนั่งทางด้านหลังมาวางปู แล้วนั่งลง รอบตัวมีผู้คนมากมาย หลายคนนั่งสมาธิอย่างสงบ บ้างนับลูกประคำไปด้วย บางคนปฏิบัติพิธีกรรมกราบไหว้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด และ...เชื่อว่าหลายคนคงเหมือนกับฉัน ที่อยากนั่งนิ่ง ๆ ซึมซับกับบรรยากาศเบื้องหน้า
จิตใจดิ่งสู่ความสงบ...ไม่มีการกราบไหว้ บูชา ขอพร. ดูเหมือนทุกคนเข้ามายังสถานที่นี้เพื่อจะฝึกจิตใจให้สงบนิ่ง 
ณ เวลานั้นวัดพงอึนซาสำหรับฉันได้กลาย เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง
.....




    ฉันคงจะนั่งอย่างนั้นอีกเนิ่นนาน... หากไม่ได้หยิบเอกสารของทางวัดออกมาเปิดดูแล้วพบว่ายังมีอาคารและวิหารอีกหลายหลัง จึงตัดสินใจออกมาเดินเที่ยวชมให้ทั่ว
                บรรยากาศภายในเขตวัดนั้นสงบ บริเวณที่ตั้งวัดลาดไปตามเนินเขา ไม้ใหญ่ตามธรรมชาติตรงพื้นที่ชันขึ้นแน่นเป็นฉากหลัง  ต้นไม้ภายในวัดประดับปลูกอย่างสวยงาม ดอกอาซาเลียสีสันสดใสช่วยให้สวนสว่างไสว
                เส้นทางเดินด้านหลัง นอกจากจะเชื่อมระหว่างอาคาร คล้ายเป็นเส้นทางเดินชมธรรมชาติกลาย ๆ ให้ผู้มาเยือนได้พักผ่อนชื่นชมธรรมชาติใกล้ตัว  ระหว่างทางฉันกับเพื่อนร่วมบ้านเดินสวนกับ คุณพี่ผู้ชายในชุดสูททำงานรายหนึ่ง
                “อิจฉา” เสียงคนข้างตัวพึมพำ ก่อนจะขยายความ  “พี่เขาคงทำงานเครียด ๆ เลยออกมาเดินเล่นสักหน่อย ก่อนกลับไปทำงาน”
                น่าจะจริงเหมือนกันนะ เพราะแค่เดินย้อนกลับไปด้านล่าง เมืองใหญ่ก็เผยอหน้ารอทักทายแล้ว

                นั่นทำให้นึกอิจฉาไปด้วยอีกคน







......

โปรแกรมฉันค้างคืนในวัด (Temple Stay)  เป็นโปรแกรมที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของทางเกาหลีใต้จัดขึ้น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสได้พักในวัด และสัมผัสวิถีชีวิตของชาวพุทธ ตั้งแต่การสวดมนต์ ทำวัตรเช้า นั่งสมาธิ หัดชงชา ทานอาหารมังสวิรัติ และทำงานเล็ก ๆ น้อย ภายในวัด  เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในช่วงที่เกาหลีใต้ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2002 เพื่อแก้ปัญหาที่พักไม่เพียงพอ จนกลายเป็นโปรแกรมถาวรในที่สุด... หากสนใจ บริเวณด้านหน้าทางเข้าวัดพงอึนซามีแผ่นพับให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้ และมีหนังสือเล่มบาง ๆ เล่าประสบการณ์ของชาวต่างชาติที่ได้พักค้างคืนในวัด 

หมายเหตุ... งานเขียนชุดนี้ตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารหญิงไทย

เกาหลีใต้ตอนที่ 1  ตอนที่ 2  ตอนที่ 4

28 เมษายน 2559

ภูเขา วัด ทะเล เมืองประวัติศาสตร์.... เกาหลีใต้ ตอนที่ 2

๒. พระราชวังที่ยังคงบูรณะ และพิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น
                หลังจากซื้อตั๋วเข้าชมพระราชวังเคียงบ๊อก  อย่าเพิ่งรีบร้อนผ่านประตูตรงดิ่งเข้าไปด้านใน ลองเยี่ยมหน้ามองไปยังด้านหลังประตูทางเข้า จะเห็นชั้นหนังสือวางหลบมุมอยู่... หนังสือเล่มบาง ๆ อธิบายถึงประวัติความเป็นมา และลักษณะของสถาปัตยกรรมตัวพระราชวังได้อย่างน่าสนใจ   ขณะเดินเที่ยวชม หากกางหนังสือเล่มนี้ไปด้วย  จะช่วยให้สังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แอบซุกซ่อนได้ไม่น้อยเลยเชียว
                ปุจฉา... ถามเล่น ๆ  ทำไมถึงวางหนังสือในมุมอับอย่างนี้หนอ
                วิสัชฉนา... ตอบเล่น ๆ แบบเดาสุ่ม.. ใครใจร้อน ใจเร็ว รีบเร่งนัก ให้ผ่านแล้ว ผ่านไป ใครที่เรื่อย ๆ มา เรียง ๆ  ย่อมได้เจอกัน
                ฉันถามเอง ตอบเอง อย่างนี้แล้วกัน
                ตรงบริเวณด้านในหลังประตูทางเข้ามีระเบียงทางเดินขนานไปกับแนวกำแพง แวะนั่งพักตรงนั้น ยังไม่รีบร้อนฝ่าเปลวแดดตรงไปยังอาคารหลังแรก ลองเปิดหนังสือเล่มบาง ๆ นั้นออกดู ปกด้านในแสดงแผนภาพพระราชวัง.... มองผ่านอย่างรวดเร็ว  ผังโครงสร้างคล้ายคลึงพระราชวังต้องห้ามของจีน.... นั่นคือแยกพื้นที่พระราชวังออกเป็นลานสี่เหลี่ยมย่อยๆ   แต่ละลานล้อมกั้นด้วยแนวกำแพง และเชื่อมต่อถึงกัน ด้วยประตูผ่านเข้าออก  ตัวอาคารด้านหน้า มีขนาดใหญ่โอ่อ่า ทรงความสำคัญ ก่อนที่จะลดหลั่นขนาด และโอบล้อมด้วยอาคารหลังเล็กกว่า คล้ายบริวารที่รายรอบไปตามลำดับชั้น นับเป็นผังการก่อสร้างตามวิถีแบบตะวันออก ที่มีจีนเป็นแม่ใหญ่ ที่ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ตามลำดับชั้น
                ประชาชนย่อมสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์เจ้าผู้ปกครอง
                ผู้ที่ต่ำศักดิ์กว่าให้ความนบนอบต่อผู้ที่สูงศักดิ์กว่า
                ลูก หลาน ให้ความเคารพต่อบิดา
                ภรรยาเคารพสามี
                สรวงสวรรค์ กษัตริย์ บิดา ครูบาอาจารย์ เป็นที่เคารพ กราบไหว้ในสังคม
                นอกจากลักษณะของแผนผังแล้ว มองไปที่หลังคา.....
                ไม่ว่าจะหลังคาตรงประตูกำแพง หรือตัวอาคาร  ล้วนมีขนาดใหญ่ และมีลักษณะโค้งงอนขึ้นทั้ง ๔ ด้าน นี่เป็นลักษณะที่รับอิทธิพลเต็ม ๆ จากจีนอีกแล้ว ว่าไปแล้วก็ละม้ายคล้ายกันไปหมดทั้ง จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลี  รับไปแล้วก็ไปปรับใช้ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของตน  เวลานั่งมองหลังคาพวกนี้ฉันชอบนึกเปรียบเป็นหมวกใบใหญ่  หมวกพวกนี้เป็นหมวกปีกกว้างเพื่อกันฝนไม่ให้สาด ไหลซึมเข้าไปในตัวอาคารที่สร้างจากไม้   นอกจากนี้คมุมที่แหงนสูงขึ้นทั้งสี่ด้านยังช่วยเปิดรับแสงสว่างจากด้านนอก และช่วยให้ทัศนวิสัยการมองจากด้านในออกไปด้านนอกดีขึ้น
                ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งเเป็นข้อสุดท้าย และเป็นข้อที่ฉันชอบมากที่สุด
                ไม่ได้เป็นเหตุผลทางปัจจัยใช้สอย แต่เป็นเหตุผลทางรูปลักษณ์ ความงาม
                หลังคาที่แอ่นโค้งขึ้นทำให้ตัวอาคารคล้ายนก... นกที่เชิดหัวขึ้นสูงทะยานบินขึ้นสู่ท้องฟ้า               


หลังคาตรงประตูทางเข้าภายในพระราชวัง โค้งงอนขึ้นทั้งสี่ด้าน
 เหมือนนกที่เชิดหัวขึ้นสูงทะยานบินขึ้นสู่ท้องฟ้า


รูปปั้นสัตว์ประดับบนสันหลังคา เชื่อว่าช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้าย


                ........

เข้าสู่พื้นที่ด้านใน....
ตำหนักพระราชวังที่อยู่บริเวณด้านหน้าใหญ่โตโอ่อ่า  หากเมื่อเข้าไปเยี่ยมชมด้านใน พบว่าการตกแต่งภายในของแต่ละตำหนักเรียบง่าย  กระทั่งตำหนักท้ องพระโรงสำหรับกษัตริย์เสด็จออกว่าราชการ และต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง  ที่น่าจะวิจิตรบรรจงที่สุด ยังดูธรรมดา
                ความเรียบง่ายนี้เป็นความตั้งใจ ด้วยพระราชวังแห่งนี้เป็นพระราชวังในยุคราชวงศ์โชซอนที่นับถือลัทธิขงจื้อใหม่   ลัทธิขงจื้อใหม่เชื่อว่าอำนาจที่แท้ของกษัตริย์นั้นเกิดจากคุณธรรม และความเที่ยงธรรมในการปกครองประเทศ   พระราชวังของกษัตริย์จึงควรโอ่อ่า แต่มิควรอวดโอ่  เพราะเท่ากับข่มประชาชนของตนเอง (ฉันชอบแนวคิดนี้จังเลย)
หลังจากเดินชมดู พบว่าในความเรียบง่ายนั้นมีเสน่ห์
ลองพินิจดูรูปแกะสลักที่ตั้งประดับตามกำแพงมุมเสาต่าง ๆ จะพบสัตว์ผู้พิทักษ์ทั้ง 4 ตามคติความเชื่อ เต่า  เสือ มังกร นกยูง  และยังผสมด้วยสัตว์อีก 12 ราศี  ทั้งหมดแกะสลักในลักษณะกลมมน  อ้วน ๆ ป้อม ๆ  ใบหน้าใส่จินตนาการละม้ายหน้าคน ที่สำคัญทุกตนจมูกใหญ่มาก ทำให้ใบหน้าดูตุ่ย ๆ บางหน้าก็ดูเจ้าเล่ห์เสียอย่างนั้น ช่างไม่ดุดันกันเสียเลย ทำให้การตั้งอยู่ของรูปปั้นแกะสลักคล้ายเพียงเพื่อปราม  ไม่ได้ตั้งใจข่มขู่ให้เกรงกลัว นั่นยิ่งเสริมความเรียบง่ายของตัวพระราชวังให้มีความเป็นมิตรยิ่งขึ้น
                ในหมู่สัตว์แกะสลัก  ตัวที่ใหญ่ท้วน น่ารักที่สุด  ต้องยกให้สัตว์พื้นเมืองที่เรียกว่า Seosu  คุณ Seosu นั้นแยกตัวจากบรรดาเพื่อน ๆ นอนผึ่งอยู่บนขอบสะพาน  ลักษณะเป็นสัตว์บกผสมน้ำ  มีขาสองขา และหางแบบหางปลา..... แว่บแรกที่เห็นตัวอุ้ย ๆ ให้นึกถึงฟาลคอร์ เจ้ามังกรนำโชค พาหนะของอัทเทรอูในหนังสือเรื่องจินตนาการไม่รู้จบ ที่นึกถึงไม่ใช่อะไร เห็นลำตัวอ้วน ๆ ยาว ๆ น่าเอ็นดูคล้าย ๆ กัน
                ส่วนด้านหลังของพระราชวัง พื้นลานไม่กว้างขวางเหมือนบริเวณด้านหน้า เป็นส่วนที่พักอาศัย ภายในลานประกอบด้วยอาคารหลัก และอาคารรองที่รายล้อม  แสดงถึงประมุขของบ้าน ที่ห้อมล้อมด้วยบริวาร
                บริเวณนี้แอบอวดความก้าวหน้าทางวิทยาการในยุคราชวงศ์โชซอนให้เห็นจากนาฬิกาแดดที่วางแสดงอยู่  และเมื่อเดินผ่านไปยังด้านหลังเป็นสวนระเบียง สะดุดตาด้วยปล่องไฟที่ก่อจากอิฐสีส้ม เรียงรายเป็นแถว สีส้มกับสีเขียวอ่อนของต้นไม้ และสีชมพูสดของดอกอาซาเลีย ทำให้สวนสว่างด้วยสีสัน .... และจากตรงนั้น เดินทะลุไปอีกนิด เหมือนหลุดออกจากเขตพระราชวังโดยไม่รู้ตัว คล้ายเข้าสู่สวนสาธารณะผืนใหญ่ ที่คนเกาหลีเอง พาลูกหลานมานั่งเล่นปิคนิค และพักผ่อน แต่หากเดินไปเรื่อย ๆ จะยังคงเห็นอาคาร ป้ายแสดงข้อมูล  และพื้นที่กั้นปิดล้อมในบางจุด   จึงรู้ว่ายังอยู่ในพื้นที่เขตพระราชวังนั่นแหละ แต่หลายส่วนอยู่ระหว่างซ่อมแซม และก่อสร้างขึ้นใหม่
                คนเกาหลีใต้นั้นเปรียบประเทศของตน ประหนึ่ง  “กุ้งกลางฝูงปลาวาฬ”  ด้วยลักษณะที่ตั้งล้อมด้วยประเทศมหาอำนาจอย่างจีน รัสเซีย และญี่ปุ่น จึงถูกรุกรานมาโดยตลอด เหมือนกุ้งที่พร้อมจะถูกปลาวาฬกินเป็นอาหาร จนในที่สุดถูกยึดครอง และตกอยู่ภายใต้การปกครองโดยญี่ปุ่นเป็นเวลานานกว่า 30 ปี  ตัวพระราชวังเคียงบ๊อกเอง โดนญี่ปุ่นเผาทำลายเสียหาย  ต้องค่อย ๆ บูรณะขึ้นมาใหม่ ประตูกำแพงพระราชวังด้านหน้าที่มีทหารในชุดสีสันสดใสยืนประจำการ เพิ่งจะบูรณะเสร็จเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง  การที่รู้สึกเหมือนจู่ ๆ เดินหลุดออกจากเขตพระราชวัง จึงไม่แปลก พระราชวังแห่งนี้ยังบูรณะไม่เสร็จ ไม่มีแนวกำแพงด้านหลังให้สังเกต ทั้งอาคารด้านหลังเมื่อพ้นจากตำหนักของกษัตริย์และราชินีไปแล้ว ทิ้งช่วงระยะห่าง.... เหมือนปลีกแยกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสวนกว้าง มากกว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง....


คุณ Seosu  สัตว์บกผสมน้ำ นอนผึ่งบนกำแพง
Geunjeongjeon Hall : ตำหนักท้องพระโรงสำหรับกษัตริย์เสด็จออกว่าราชการและต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
ด้านหน้าทางเข้าตำหนักท้องพระโรง เต็มไปด้วยรูปแกะสลักที่ตั้งประดับตามกำแพงมุมเสาต่าง ๆ
ใบหน้าของรูปปั้นแกะสลักจะละม้ายคล้ายหน้าคน จมูกจะใหญ่มากเป็นพิเศษ
นาฬิกาแดด
ตำหนักที่ประทับกษัตริย์ เรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง
                 เมื่อเดินพ้นกลุ่มอาคารพระราชวังออกมา พบพื้นที่รายล้อมรอบ ๆ เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่
 จังหวะของสถานที่ ต้นไม้ และพื้นที่ว่าง...ประสานรวมกันกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ชวนรื่นรมย์  ภาพเด็ก ๆ วิ่งเล่นใต้ต้นไม้ใหญ่ โดยมีพ่อกับแม่นั่งมองดูอย่างผ่อนคลายนั้นสะท้อนให้เห็นภาพนั้นเป็นอย่างดี


เมื่อพ้นกำแพงด้านหลัง เข้าสู่พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่
สวนกว้างด้านหลังที่ร่มรื่น
ศาลา Hyangwonjeong ที่ปรากฏให้เห็น ทำให้รู้ว่ายังอยู่ในบริเวณเขตพระราชวัง
                พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี (The National Folk Museum of  Korea)  ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเรียนรู้นี้  รูปลักษณ์ของอาคารดึงดูดความสนใจด้วยหลังคาซ้อนแบบเจดีย์ 5 ชั้นสีน้ำเงินเข้ม มองเห็นเด่นแต่ไกล
                พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้จำกัดพื้นที่เฉพาะภายในอาคาร หากพื้นที่รอบ ๆ นับเป็นส่วนหนึ่งของงานแสดงเช่นกัน       ขณะที่ตรงดิ่งจะเข้าชมภายในอาคาร เหลือบเห็นลานวงกลม วางรูปแกะสลักหิน 12  สัตว์ปี  ที่ร่างเป็นมนุษย์ในชุดพื้นบ้านเกาหลี หากศรีษะเป็นสัตว์ทั้ง 12 ชนิด ความสูงของรูปแกะสลักประมาณหน้าอก ทำให้เหมือนเด็กตัวน้อย ๆ ที่ยืนล้อมเป็นวงกลม  รูปลักษณ์ตัวน้อย ๆ นั้น ดูจะถูกใจนักท่องเที่ยวที่ยืนออผลัดกันถ่ายรูปคู่กับสัตว์ปีเกิดของตนเอง
                ระบบการนับ 12 สัตว์ปีเป็นหนึ่งรอบมีต้นกำเนิดจากจีนก่อนแพร่ไปยังเกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม ลาว เขมร และหยุดที่ไทย ไปไม่ถึง พม่า ศรีลังกา และอินเดีย  ยิ่งทางตะวันตกยิ่งไม่รู้จักใหญ่  รู้จักแต่ระบบการนับ 12 ราศีประจำเดือน ฉันจำได้ว่าเคยดูรายการแข่งขันรายการหนึ่งของอเมริกา ที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องตอบว่าสัตว์ประจำปีเกิดของตนคือสัตว์อะไร ยังจำสีหน้าผู้เข้าแข่งขันได้ว่างุนงงแค่ไหน....  และ ตอบคำถามนั้นไม่ได้  นั่นทำให้ฉันจำได้อย่างแม่นยำว่าตะวันตกไม่รู้จัก 12 สัตว์ปี 


รูปแกะสลักหิน 12 สัตว์ปี


พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติเกาหลี



                พิพิธภัณฑ์นั้นมีหลายประเภท  ... พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ  พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา  พิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี แต่หน้าที่หลัก ๆ ล้วนไม่แตกต่างนั่นคือ รวบรวมวัตถุสำคัญ  สงวนรักษา และจัดวางแสดง
 พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านของเกาหลีมุ่งที่จะแสดงถึงขนบธรรมเนียม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาหลี  ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน  วัตถุที่วางแสดงจึงมิใช่วัตถุล้ำค่า แต่เป็นข้าวของเครื่องใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวันของยุคสมัยต่าง ๆ 
ขณะเดินย่ำในพิพิธภัณฑ์ใดๆ ไ ม่ว่าที่ไหน  สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือความเหมือนของมนุษย์ที่ไม่ว่าจะอยู่อาศัย ณ ทีใดของโลกจะคิดค้นสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ที่มีรูปแบบและหน้าที่ใช้สอยที่คล้ายคลึง  ยิ่งถ้าถอยเวลาย้อนกลับไปไม่ไกล  ข้าวของเครื่องใช้พวกนั้น ณ ที่มุมใด ๆ ของโลก ไม่ได้แค่ละม้าย.... แต่เหมือนกันเลย ขณะที่เดิน ๆ อยู่ ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านจึงหยุดเท้ากันกึก เมื่อเห็น จักรเย็นผ้า ตู้เก็บของ โทรศัพท์บ้าน และของใช้จิปาถะอื่น   ที่เหมือนกับที่เคยจับต้องเมื่อสมัยยังเด็ก.....
            นอกจากวิถีประจำวัน ภายในพิพิธภัณฑ์ ยังแสดงให้เห็นประเพณีการละเล่นของแต่ละท้องถิ่น....  และเฉกเช่นเดียวกับข้าวของเครื่องใช้  ประเพณีการละเล่นในแต่ล่ะวัฒนธรรมโลก ล้วนมีส่วนละม้ายคล้ายคลึงกัน  การละเล่นสวมหน้ากากของที่นี่ ทำให้ฉันนึกถึงการละเล่นผีตาโขนของบ้านเรา ย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า มนุษย์ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ที่ใด มีวิธีคิด และการกระทำ ไม่ต่างจากกัน
                พ้นจากอาคาร ออกมาเดินเล่นรอบ ๆ
                ถนนสู่อดีต จำลองสภาพบ้านเรือน ความเป็นอยู่ในยุคสมัย 1970 -1980 ให้ได้สัมผัสจริง ๆ ไม่ใช่แค่จัดแสดงอยู่ในอาคาร
                หากเดินไปเรื่อย ๆ จะพบที่ตั้งแสดงรูปปั้นหินแกะสลักที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะเชจู  รูปปั้นพวกนี้เรียกว่ารูปแกะสลักหินปู่ เป็นรูปปั้นชายแก่สวมหมวกหน้าตาใจดี ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้พิทักษ์เกาะ.... ยืนมองดี ๆ แล้วก็เห็นขันตรงที่จมูกของหินปู่ใหญ่เชียว  ถึงจะตั้งอยู่บนเกาะห่างไกลออกไป แต่จมูกของรูปแกะสลักมีขนาดใหญ่ไม่แพ้กับรูปแกะสลักในกรุงโซลเลย

รูปแกะสลักจำลองหินปู่ สัญลักษณ์ของเกาะเชจู  
บรรยกาศด้านนอกเขตพระราชวังและพิพิธภัณฑ์

หมายเหตุ
เกาหลีใต้ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมวัฒนธรรมของตน ทั้งความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ประเพณีพื้นบ้าน  วิถีชีวิต โดยสะท้อนผ่านการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่มากมายและหลากหลายประเภท เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ประชาชน และ ที่สำคัญส่วนใหญ่ มักเข้าชมฟรีนี่สิ (อิจฉา)

(บทความนี้ ตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสารหญิงไทย)