2 มกราคม 2557

หิมาลายาตะวันออก ตอนที่ 5

10  จากวัดเอนเชสู่วัดรุมเต็ก

วัด รุมเต็ก (Rumtek) เป็นวัดทิเบตขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดของรัฐสิกขิม สร้างขึ้นโดยพระสังฆนายก องค์ที่ 16 ของนิกายคัจยู (Kagyu) อันเป็นหนึ่งในนิกายย่อยสี่นิกายของพุทธวัชรยาน หรือพุทธแบบทิเบตขณะลี้ภัยจากกองทัพจีนที่ได้เข้าบุกยึดครองทิเบต เพื่อใช้เป็นที่พำนัก และเผยแพร่ศาสนา โดยก่อตั้งสถาบันศึกษาพระพุทธศาสนาระดับสูงสำหรับนิกายขึ้น

วัดรุมเต็กตั้งอยู่บนเนินสูง ตรงประตูรั้วทางเข้าด้านล่าง นักท่องเที่ยวต้องแสดงพาสปอร์ตให้ทหารตรวจ และจดข้อมูลจึงจะผ่านเข้าไปได้ กลิ่นอายการเมืองแทรกซึมให้สัมผัสได้.... ระหว่างเดินสู่ตัววัด กำแพงที่กั้นอาณาเขตของวัดอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับทางเดินด้านล่าง ภาพจิตรกรรมสดงภาพพระพุทธเจ้าในอิริยาบถต่างๆ ที่ลงสีสันเข้มสด จึงเห็นชัด โดดเด่น ยิ่งสีพื้นด้านหลังทาเรียงเป็นชั้นเริ่มจากเหลือง แดง ฟ้าเข้ม.... ช่างกล้าใช้สีเสียจริง



ภาพจิตรกรรมสดงภาพพระพุทธเจ้าในอิริยาบถต่างๆ ที่ลงสีสันเข้มสดบนผนังกำแพง


เมื่อขึ้นไปถึงประตูกำแพงด้านบน ต้องซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมสถานที่อีกครั้ง ฝนที่ตกพรำมาปรอยๆ เทกระหน่ำแรงขึ้น จึงยืนหลบฝนตรงประตูกำแพง.... และมองผ่านไปยังตัววัดที่ตั้งอยู่ภายใน

พื้นที่ภายในเขตวัดเป็นลานหินกว้าง มีอาคารโอบล้อมทั้งสี่ด้าน ตรงที่เรายืนอยู่เป็นประตูกำแพงขนาดใหญ่เชื่อมต่อกับอาคารที่ขนาบล้อมตัวลาน ซึ่งถูกซอยแบ่งเป็นห้องย่อยๆ มีทางเดินระเบียงเชื่อมต่อถึงกัน

อาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งตรงข้ามกับประตูกำแพงคือวิหาร มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมสี่ชั้นที่ลดหลั่นขึ้นไป สีหลักที่เคลือบวิหารคือสีเหลือง มีสีแดง น้ำเงิน แต่งแต้ม และสีเขียวเจือปนบ้าง

บริเวณกลางลานมี เสาหิน ตั้งอยู่.... แว่บแรกที่เห็นนึกถึงเสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ที่ถูกบรรดาชาติมหาอำนาจในยุโรปขนมาตั้งประดับในประเทศของตน โดยเฉพาะในประเทศอิตาลีที่มีถึง 11 เสา มากกว่าประเทศอียิปต์ที่เป็นเจ้าของเสียอีก 

เสาโอเบลิสก์นั้นมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมฐานล่างกว้าง ก่อนค่อยๆ เรียวแหลมด้านบน บริเวณยอดนูนสูงขึ้นมาในลักษณะพีรามิด 

หากเสาที่วัดรุมเต๊กเป็นเสาสี่เหลี่ยมแบนตั้งธรรมดา มีหลังคาครอบด้านบนสไตล์ตะวันออก บนตัวเสาสลักคำสอนทางพุทธศาสนา... คล้ายคลึงนะ ฉันว่า รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ไปๆ มาๆ สิ่งก่อสร้างต่างๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะที่ไหน สมัยไหน มักมีอะไรคล้ายคลึงให้สังเกตเห็นเรื่อยๆ (ว่ามั้ย)



ฝนซาลง จึงตรงไปยังวิหารตรงกลางเพื่อไหว้พระประธานด้านในตามประสาพุทธศาสนิกชน

พระลามะ และนักท่องเที่ยวพื้นถิ่น มองอากัปกิริยาของพวกเราแล้วกล่าวเดาอย่างมั่นใจไม่ลังเล “คนไทย” ทั้งที่เวลาเจอด้านนอก น้อยคนนักจะเดาออกว่าพวกเราเป็นชาวอะไรกันแน่ แต่พออยู่ในเขตวัดปุ๊ปทายกันแม่นเชียว แสดงว่าภาษากายของคนไทยขณะเวลาเข้าวัดเข้าวา จะต้องมีเอกลักษณ์บางอย่างที่คนชาติอื่นเห็นปุ๊ป รู้ปั๊ป

ภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้งด้านในด้านนอกสีสันสดใส โดยเฉพาะด้านนอกตรงประตูทางเข้าปรากฏภาพ สี่ท้าวจตุโลกบาล ผู้คุ้มครองศาสนา และโลกทั้งสี่ตามคติความเชื่อเรื่องเทพผู้พิทักษ์ ผู้ป้องกันพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์

ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่นั้นประกอบด้วย ท้าวธตรัฐ...เทพเจ้าประจำทิศตะวันออก เจ้าแห่งคนธรรพ์ ผู้เชี่ยวชาญ ชำนาญในการขับร้องและเล่นดนตรี ท้าวธตรัฐบนผนังกำแพงจึงอยู่ในท่วงท่าบรรเลงพิณในมือ 

ท้าววิรูปักษ์.. เทพเจ้าประจำทิศตะวันตก เจ้าแห่งนาค สังเกตได้จากงูที่พันบนท่อนแขนข้างขวา 

ท้าวกุเวร..เทพเจ้าประจำทิศเหนือ เจ้าแห่งยักษ์ อาจจะสังเกตยากสักหน่อย แต่ถ้ารู้ว่าท้าวกุเวรนอกจากเป็นราชาแห่งยักษ์แล้วยังเป็นจ้าวแห่งทรัพย์สมบัติ คราวนี้ละสังเกตง่ายขึ้น ด้วยรูปท้าวกุเวรบนผนังกำแพง มือซ้ายถือพังพอน ซึ่งคายเพชรพลอยของมีค่าจำนวนมหาศาลออกมา 

และสุดท้าย ท้าววิรุฬหก...เทพเจ้าประจำทิศใต้ เจ้าแห่งกุมภัณฑ์อันเป็นยักษ์ประเภทหนึ่ง ไม่มีเขี้ยว ผมหยิก ผิวดำ ท้องโต พุงโร หากเป็นกุมภัณฑ์ชั้นสูงคือพญายม ขณะที่กุมภัณฑ์ชั้นต่ำคือพวกทำหน้าที่ในนรกนั่นเอง ด้วยเหตุนี้บางตำราจึงเรียกเทพเจ้าประจำทิศใต้ว่าท้าวพญายม ซึ่งสอดคล้องกับพาหนะประจำตัวบนภาพวาดที่เป็นกระบือ ในภาพท่านท้าววิรุฬหกมีผิวกายสีน้ำเงิน ใบหน้าขึงขัง ถือดาบที่กำลังชักออกจากฝัก

วัดรุมเต็ก


ท้าวธตรัฐ : เทพเจ้าประจำทิศตะวันออก


ท้าวกุเวร : เทพเจ้าประจำทิศเหนือ


เพราะฝนที่ตกหนักลงมาอีก ทำให้ติดอยู่ด้านหน้าวิหาร จึงได้เดินวนดูรูปท่านท้าวทั้งสี่อยู่หลายรอบ ก่อนจะไปสะดุดที่ภาพ พระพิฆเนศ... เทพเจ้าในศาสนาฮินดูที่มีเศียรเป็นช้าง เล่าขานกันว่าระหว่างที่ก่อสร้างวัดรุมเต็กนั้น พระสังฆนายกที่ 16 ได้นิมิตเห็นพระพิฆเนศลงมาช่วยเหลือพระองค์ในการก่อสร้าง สะท้อนถึงความเชื่อ ความศรัทธาระหว่างศาสนาที่สามารถผสมกลมกลืนไปด้วยกันได้

ด้านหลังของวิหารใหญ่มีทางนำไปสู่ สถูปทองคำ ที่ตั้งอยู่ทางด้านหลัง ภายในสถูปเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุ และสิ่งศักดิ์สิทธิจากร่างพระสังฆนายกองค์ที่ 16 ผู้ก่อตั้งวัดที่ล่วงลับไปแล้ว 

ปัจจุบัน พระสังฆนายกองค์ที่ 17 ของนิกายคัจยูที่เชื่อกันว่าเป็นองค์พระสังฆนายกองค์ที่ 16 กลับชาติมาเกิดใหม่นั้น ไม่ได้ประจำที่วัดรุมเต็ก ด้วยปัญหาทางการเมืองที่ซับซ้อน... และถ้ายิ่งตามอ่านจะยิ่งรู้สึกซ่อนเงื่อนเข้าไปอีก 

เริ่มจากการที่มีผู้อ้างเป็นพระสังฆนายกซ้อนกันสองพระองค์ องค์หนึ่งนั้นได้รับการรับรองจากจีนและองค์ทะไลลามะ ขณะอีกองค์หนึ่งได้รับการรับรองจากหนึ่งในผู้สำเร็จราชการ 

พระสังฆนายกองค์ที่ 17 ที่ทางการจีนและองค์ทะไลลามะให้การรับรองนั้น ตอนแรกได้ประจำอยู่ที่อารามแห่งหนึ่งใกล้กรุงลาซา ก่อนที่ต่อมาจะหลบหนีมาอยู่กับท่านทะไลลามะที่ธรรมศาลา 

ขณะที่พระสังฆนายกอีกองค์หนึ่งที่ได้ยืนยันสิทธิ์เช่นกันนั้น ได้หลบหนีจากทิเบตมาอยู่ที่สิกขิม แต่ทั้งคู่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประจำที่วัดรุมเต็กด้วยปัญหาทางการเมืองที่ดูจะวุ่นวายและทับซ้อนหลายชั้น 

บ้างก็ว่าพระสังฆนายกที่ทางการจีนให้การรับรองนั้นเป็นสายให้ทางการจีน แสร้งทำเป็นหนีออกมาจากทิเบต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อบุกเบิกที่มั่นของจีนในสิกขิม 

บ้างก็ว่าการที่องค์ทะไลลามะให้การสนับสนุนพระสังฆนายกองค์ดังกล่าวเพราะต้องการให้นิกายย่อยต่างๆ ของพุทธทิเบตมีความเป็นเอกภาพ สนับสนุนท่าน และ... อีกมากมาย (น่าปวดหัว)
ระหว่างทางเดิน ปรากฏข้อความของสังฆนายกองค์ที่ 17 “Protect the earth . Live simply. Act with compassion. Our future depends on it” น่าสงสัยอยู่ว่าเป็นข้อความของสังฆนายกองค์ที่ 17 องค์ใดกันแน่

ฉะนั้น... นี่เป็นคำตอบว่าไฉนตรงทางเข้าด้านหน้าของตัววัดแห่งนี้จึงมีทหารอินเดียคอยตรวจตรา จดชื่อ จดหมายเลขพาสปอร์ตนักท่องเที่ยว กระทั่งภายในเขตตัววัด ทหารอินเดียเหล่านี้ยังกระจายประจำตามจุดต่างๆ ทั้งยังเป็นคนชี้บอกทางพวกเราไปยังสถูปทองคำด้วยซ้ำ 

ในขณะที่วัดพุทธทิเบตที่อื่นไม่มีบรรยากาศแบบนี้

หิมาลายาตะวันออก ตอนที่ 1    ตอนที่ 2   ตอนที่ 3   ตอนที่ 4   ตอนที่ 5   ตอนที่ 6   ตอนที่ 7   

20 ธันวาคม 2556

หิมาลายาตะวันออก ตอนที่ 4

 8. สู่สิกขิม 

สิกขิม ชื่อนี้ได้ยินบ่อยไม่แพ้ดาร์
จีลิ่งทีเดียว

สิกขิมเป็นรัฐขนาดเล็กทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ขนาบด้วยประเทศเนปาลทางตะวันตก ประเทศภูฏานทางตะวันออก และ เขตปกครองพิเศษทิเบตทางตอนบน 

กังต๊อก (Gangtok) เมืองหลวงของรัฐที่เราไปเยือนเป็นเมืองใหญ่ ประชากรและสิ่งก่อสร้างแน่นหนา อาคารพาณิชย์หลายชั้นสร้างขนาบไปกับทางถนนที่เวียนไต่ไปตามเนินเขา ทำให้เห็นเส้นทางบันไดเล็กๆ เป็นเหมือนซอกซอยในแนวตั้งเชื่อมระหว่างอาคารพาณิชย์ที่เวียนอยู่คนละชั้น

จอแจทั้งรถและคน... นี่ไม่ใช่ภาพเมืองของรัฐสิกขิมในจินตนาการ ไม่คาดคิดว่าหลังจากนั่งรถหลังขดหลังแข็ง ผ่านผืนป่า ผ่านสายน้ำ ผ่านขุนเขามาหลายต่อหลายลูก จะเจอเข้ากับดงตึกแถวพาณิชย์ขนาดใหญ่บนเขาเป็นลูกๆ แม้จะเห็นภาพแบบนี้เตือนมาพอเป็นเลาๆ ที่ 'กาลิมปง' กับ 'ดาร์จีลิ่ง' แต่อาคารพาณิชย์ที่นั่นไม่มากชั้นและแน่นหนาเท่าที่นี่ ที่สำคัญมีสะพานลอยข้ามถนนซะด้วย (ไม่รู้ล่ะ ฉันชอบใช้สะพานลอยเป็นดัชนีชี้วัดความวุ่นวายของตัวเมือง)

กังต๊อกเป็นเมืองใหญ่... เมืองใหญ่มากจริงๆ 

ขณะที่เดินหอบหิ้วสัมภาระผ่าน ถนนสายคนเดิน เพื่อตรงไปยังที่พัก ผู้คนที่ผ่านไปมาแต่งเนื้อแต่งตัวหลากหลาย ทั้งแบบสมัยนิยมโดยเฉพาะพวกวัยรุ่น และแบบพื้นถิ่นที่ยากจะบ่งบอกแน่ชัดว่าพื้นถิ่นไหนกันแน่ เนปาล อินเดีย ฤาจะเป็นทิเบต

เข้าไปในโรงแรม วางสัมภาระเรียบร้อย แอบมองลอดหน้าต่างลงมายังบรรยากาศเบื้องล่างอีกครั้ง 'ถนนสายคนเดิน' ที่นี่รับรูปแบบจากเมืองใหญ่ในยุคปัจจุบันมาอย่างเห็นได้ชัด ถนนกว้างขนาบด้วยอาคารพาณิชย์สองด้าน ตรงเกาะกลางถนน ตกแต่งด้วยกระถางไม้ประดับ เสาไฟสีดำแบบตะวันตก รูปปั้นครึ่งท่อนบุคคลสำคัญที่มองแต่ไกลก็รู้ว่าเป็น มหาตะมะคานธี และมีเก้าอี้สำหรับให้คนเดินเที่ยวได้นั่งพักเป็นระยะ 

นี่เป็นรูปแบบมาตรฐานสำหรับเมืองยุคปัจจุบันสินะ ไม่น่าเชื่อว่ารูปแบบถนนคนเดิน (แบบให้เดินชอปปิง) จะบุกป่าฝ่าดง มางอกงามถึงที่นี่ได้

แอบมองลอดช่องหน้าต่างแล้วออกไปเดินสัมผัสของจริงบ้าง 

ทันทีที่โผล่หน้าออกไป เสียงดนตรีแว่วหวานจากลำโพงตรงเกาะกลางถนนให้ได้ยิน เคนนี่ จี...นี่มันเสียงแซกโซโฟนของนักดนตรีชื่อดัง...เคนนี่ จี ให้ตายสิ โลกใบนี้ เดี๋ยวนี้การเสพงาน การใช้ชีวิตช่างเชื่อมประสานต่อเนื่องถึงกันได้อย่างน่าทึ่ง และแอบกระซิบเล็กน้อย เมืองหลวงของรัฐสิกขิมนี่เจริญจริงๆ แค่เดินเที่ยวเล่นบน 'ถนนสายคนเดิน' ไปไม่กี่ก้าว ก็แอบเห็นร้านขายน้ำที่มีตู้แช่ขนาดใหญ่ แช่น้ำหวานสารพัดชนิดเย็นเจี๊ยบ 

ชนิดที่ในเมืองกัลกัตตาเองยังหาร้านขายน้ำที่แช่ขวดเย็นเจี๊ยบแบบนี้ได้ลำบากยากเย็น


เมืองกังต๊อกเต็มไปด้วยอาคารพาณิชย์ที่สร้างเวียนตามเนินเขา

เมืองกังต๊อกยามค่ำคืน

อาคารพาณิชย์หลายชั้นสร้างขนาบไปกับทางถนนที่เวียนไต่ไปตามเนินเขา

รูปปั้นมหาตะมะ คานธี บนถนน เอ็ม. จี. มาร์จ ชื่อถนน M.G Marg ย่อมาจากชื่อ Mahatma Gandhi

นั่งพบปะพูดคุยริมทาง


รูปร่าง หน้าตา การแต่งกายของชาวสิกขิมหลากเชื้อชาติ-วัฒนธรรม

ถนนสายคนเดิน M.G. Marg ถนนสายหลักที่พาดผ่านใจกลางเมืองกังต๊อก


9. กลิ่นอายทิเบตในเมืองกังต๊อก
เมืองในดินแดนหิมาลายาตะวันออก ล้วนเป็นเมืองหลากเชื้อชาติ-วัฒนธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองกาลิมปง เมืองดาร์จีลิ่งที่ได้เยือนมาก่อนหน้านี้ แต่ภาพผสมผสานดังกล่าวที่เมือง กังต๊อก ดูจะเด่นชัดกว่าที่อื่น คงเป็นเพราะจำนวนประชากรที่หนาแน่น แค่เดินขวักไขว่ผ่านไปมาให้เห็นก็เวียนหัวตุ้บแล้ว ทั้งชุดและรูปร่างหน้าตา จะเป็นชาวเนปาลี ชาวเลปชา (Lepcha) ชาวภูเทีย (Bhutias) หรือชาวอินเดีย ดูปะปนกันไปหมด แยกไม่ออกเลยทีเดียว (ชาวเลปชาและชาวภูเทียเป็นชาวพื้นถิ่นอพยพมาจากทิเบต)

ขณะอยู่บนห้องพัก ฉันค้นพบว่าโทรทัศน์ที่นี่สามารถรับคลื่นทีวีจากประเทศภูฏานได้อย่างชัดแจ๋ว ราวกับกำลังอยู่ในประเทศภูฏานไม่ปาน ภาพกษัตริย์จิกมี่ กษัตริย์ประเทศภูฏานที่เป็นขวัญใจชาวไทยปรากฏบนจอสี่เหลี่ยม ทำเอามือที่จะกดรีโมทเปลี่ยนช่องชะงักค้าง.... เข้าท่านะ นอนอยู่ที่กังต๊อกแต่ดูทีวีประเทศภูฏาน ว่าแล้วเลยหยิบกล้องใกล้ตัวขึ้นมาถ่ายรูปกษัตริย์จิกมี่ในจอทีวี... กะว่าจะเอาไปอวดพวกเพื่อนสาวๆ สักหน่อย


ร่มและประตูทางเข้าวัดเอนเช สีสันสดใสไม่แพ้กันเลยทีเดียว

วิหารวัดเอนเช

กลิ่นอายทิเบตที่นี่เข้มข้น บนถนนคนเดิน การเดินสวนผ่านกับพระลามะเป็นเรื่องแสนธรรมดา ร้านอาหารทิเบตเองมีให้เห็นทั่วไป คราวอยู่ดาร์จีลิ่งได้กินแต่โมโม คราวนี้ล่ะจะได้ลองอาหารทิเบตอย่างอื่นดูบ้าง ข้าวผัดสไตล์ทิเบต โมโมทั้งแบบนึ่งแบบทอด และที่ได้ยินชื่อบ่อยๆ ทุกปา...ก๋วยเตี๋ยวน้ำแบบทิเบต รสชาติอาหารแปลกลิ้น จะว่าอร่อยก็ไม่เชิง แต่มีพระลามะนั่งฉันอาหารอยู่โต๊ะข้างๆ ด้วยนี่สิ ช่วยให้อาหารมื้อนั้นช่างเป็นอารมณ์อาหารมื้อทิเบต


เมืองกังต๊อกยังมีวัดทิเบตสวยๆ หลายแห่ง โอ่อ่า และใหญ่โตกว่าที่เมืองกาลิมปงและดาร์จีลิ่ง

วัดแรกที่ได้ไปเยือนคือวัด เอนเช (Enchey) ทางเดินนำเข้าสู่ตัววัดร่มรื่น ตัดด้วยสีเข้มสดของธงมนตราที่พาดผ่าน และแถวของกงล้อมนตราขนาดเล็กที่ขนาบไปตลอดเส้นทาง ตัววิหารของวัดเคลือบด้วยแม่สีอย่างสีเหลือง สีแดง เช่นเคย หันไปทางไหนจึงดูเจิดจ้าไปห
มด


ขณะที่ไปเยือนเป็นจังหวะพอดีกับที่ลามะน้อยรูปหนึ่ง ได้เดินเคาะระฆังไปทั่วตัววัด ก่อนไปหยุดที่อาคารฝั่งตรงข้ามกับตัววิหาร

พระลามะผู้ใหญ่ได้มารวมตัวกัน ก่อนเดินเป็นแถวเข้าไปยังด้านในวิหาร

การสวดมนต์กำลังจะเริ่มขึ้น

ความอยากรู้ทำให้โผล่หน้าชะโงกมองเข้าไปด้านใน คุณลุงเจ้าหน้าที่ใจดีเห็นพวกเราสนอกสนใจ จึงกวักมือเรียกให้เข้าไปนั่งฟังพระสวดมนต์ด้านใน

นับเป็นโอกาสดีครั้งหนึ่ง สำหรับพุทธศาสนิกชนนิกายเถรวาทอย่างพวกเราที่ได้ฟังบทสวดมนต์ของนิกายวัชรยาน เครื่องเป่า ระฆัง ฉาบ ที่เห็นวางแต่แรกในวิหาร ถูกนำมาใช้ประกอบการสวดมนต์ เป็นการตอบคำถามที่สงสัยแต่แรกว่า อุปกรณ์เหล่านี้วางไว้ในวิหารสำหรับเพื่ออะไร

ภาษาในบทสวด ท่วงทำนอง และเสียงเครื่องดนตรี ย้ำให้นึกถึงสิ่งที่เพิ่งอ่านเจอไม่นานมานี้ที่ว่า พิธีกรรมต่างๆ ของศาสนาพุทธนั้นเป็นเพียงอุบาย เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่มีการกำหนดวิธีการที่แน่ชัด พิธีกรรมของชาวพุทธจึงมีความยืดหยุ่น และแตกต่างไปตามวัฒนธรรม ตามความนิยมของแต่ละชนชาติ แต่ละสังคม

พิธีการดำเนินไป ระหว่างนั้นใครที่ต้องการจะเข้ามาไหว้พระประธานในวิหารสามารถเข้ามาไหว้ได้ตามปกติ นั่นช่วยลดความเคร่งขรึมของพิธีการไปได้มากทีเดียว

ภายในวัดเอนเช มีห้องที่เรียกว่า Butter Lamp ซึ่งภายหลังพบว่า วัดทิเบตใหญ่ๆ ล้วนมีห้องนี้ทั้งนั้น ตอนเข้าไปในห้องรู้สึกอบอุ่น เพราะมี ตะเกียงเนย จำนวนมากจุดไฟวางเรียงราย สีของตัวไฟและภาชนะที่บรรจุที่เป็นสีทองอันเป็นโทนสีร้อน ยิ่งให้รู้สึกอุ่นเข้าไปอีก... ช่วยขับไล่อากาศเย็นชื้นจากฝนที่ตกด้านนอกเกือบตลอดเวลาได้ดีเชียว และไม่รู้เพราะอย่างนั้นหรือเปล่า เลยมีลามะน้อยนั่งจับกลุ่มกันเต็มห้อง และเด็กยังคงเป็นเด็ก ในมือลามะน้อยที่เป็นจุดศูนย์กลางที่เพื่อนๆ มุงล้อมมีเครื่องเล่นเกมส์ขนาดเล็กอยู่ในมือ

ตะเกียงเนยนั้นใช่เรียกกันเล่นๆ เพราะตัวเชื้อไฟทำมาจากเนยจริงๆ อันเป็นผลิตผลจากนมของตัวจามรี แต่ปัจจุบันเปลี่ยนจากเนยเป็นน้ำมันพืชธรรมดาๆ นี่แหละ

การจุดตะเกียงเนยเชื่อกันว่าเป็นการจุดประกายปัญญา เพราะแสงสว่างทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ช่วยขับไล่ความไม่รู้ออกไป

ว่าไปแล้วธรรมเนียมการจุดเทียน จุดตะเกียงไฟ ดูจะละม้ายคล้ายกันทุกศาสนา

แต่ธรรมเนียมที่นี่แปลกสักหน่อยตรงที่มีการแยกห้องออกมาเป็นสัดเป็นส่วน




ชาวพุทธวัชรยานเชื่อว่าการจุด 'ตะเกียงเนย' คือการจุดประกายปัญญา

ตะเกียงเนย