29 มิถุนายน 2554

Popular Prague 9


๙
                ช่วงเย็นของวันก่อนวันสุดท้ายในปราก เพื่อนร่วมบ้านแอบแว่บออกไปเดินสำรวจรอบ ๆ ที่พักเพียงลำพัง ขณะที่ฉันขอนั่งพักสบาย ๆ เตรียมจิบกาแฟอุ่น ๆ ซึ่งฟรีและไม่อั้นจริง ๆ ตามโฆษณาในเว็บ ก็เจ้าของที่พักทิ้งกระปุกกาแฟอิตาเลี่ยนไว้ในตู้แขวนในห้องครัว ใครใคร่กินก็ต้มน้ำ ชงกินกันเอง
                กำลังนั่งสบาย ๆ เพื่อนร่วมบ้านก็กลับมา พร้อมชักชวน  “เร็ว… ออกไปเดินข้างนอกกัน” ท่าทางจริงจัง
                ฉันกำลังสบาย ๆ เลยอิดออดไม่อยากไปไหน  แต่ในที่สุดเขาก็ฉุดฉันออกไปข้างนอกจนได้ หน้าตาดูเจ้าเล่ห์หน่อย ๆ
                แล้วเพื่อนร่วมบ้านก็พาฉันมาทักทาย St Wenceslas ที่นั่งอยู่บนหลังม้าหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในท่วงท่าเดียวกับที่ปรากฏบนภาพจิ๊กซอร์
                ฉันรู้สึกอึ้งไป… ที่พักฉันอยู่ใกล้กับจตุรัส St Wenceslas ขนาดนี้เชียว… แล้วฉันก็โยนความผิดไปให้เมืองปราก… ก็ไฉนเจ้าดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย ให้เดินไหลตามกันไปทางโน้น ทางนี้  ทำให้ฉันเพลิดเพลินกับการท่องเมืองแบบว่าไงว่าตามกัน จนแทบไม่ได้ดูแผนที่ และไม่ได้สังเกตเลยว่าที่พักจะอยู่ใกล้กับจตุรัสขนาดนี้
                ฉันนั่งพักบนม้านั่งที่ลานกลางถนน มองผู้คน มองตึกสองด้านที่โอบขนาบ เพื่อนร่วมบ้านฉันเดินวนไปวนมาเก็บภาพเป็นที่ระลึกไม่ยอมหยุด… จนฉันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา สุดท้ายอดใจไม่ได้ ออกปากขอเพื่อนร่วมบ้านให้หยุดถ่ายรูปสักระยะได้มั้ย….
                เมื่อกล้องถูกเก็บใส่เข้าในกระเป๋า และเขามานั่งใกล้ ๆ ข้าง ๆ ฉัน  เราอยู่กันนิ่ง ๆ  โดยไม่พูดอะไร ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศรอบตัว… ความรู้สึกดี ๆ กลับคืนมาอีกครั้ง… บางช่วงเวลาฉันว่า การมัวแต่วุ่นถ่ายรูปและพยายามเดินสำรวจดูอะไรให้มากที่สุดก็ล้นเกินไปสำหรับการเดินทาง




               
ถ้า…การทักทายแรกของฉันในเมืองปรากคือการไปเยือนโบสถ์เซนต์วิตัสที่งามนักงามหนา… ก่อนที่จะจากเมืองปรากไปในวันพรุ่ง ฉันก็ได้มาอำลากษัตริย์เวนเซสลาส ที่เป็นผู้สร้างโบสถ์เซนต์วิตัสเป็นลำดับสุดท้าย... เป็นความบังเอิญที่ทำให้รู้สึกดีเอามาก ๆ

หมายเหตุ.... งานเขียนชุดนี้มี 9 ตอน ตีพิมพ์ในนิตยสารหญิงไทย
Popular Prague 1   Popular Prague 2   Popular Prague 3    Popular Prague 4  Popular Prague 5
Popular Prague 6  Popular Prague 7   Popular Prague 8   Popular Prague 9

Popular Prague 8


๘
                หนังเรื่องชินเล่อร์ ลิสต์ทำให้โลกรับรู้ถึงความโหดร้ายของพวกนาซีที่มีต่อชาวยิว และนั่นทำให้ขณะที่ยืนอ่านคำอธิบายงานศิลปะของเด็ก ๆ ในค่ายกักกันที่นำมาแสดงในพิพิธภัณฑ์ยิว ให้ความรู้สึกที่พุ่งปี๊ดขึ้นมา ภาพงานศิลปะในตู้ข้างหน้ากับคำอธิบาย ซ้อนด้วยภาพจากในหนัง…. มนุษย์โหดร้ายกับมนุษย์ด้วยกัน
                ยอมรับว่าเรื่องปรากกับยิว…. ไม่ได้อยู่ในหัวมาก่อน
                มารู้สึกสะดุดกึกกักอยู่บ้างตอนเห็นภาพจิ๊กซอร์ Praha ภาพโปรดของเพื่อนร่วมบ้าน
                นักบวชชาวยิว Rabi Low ในชุดเสื้อคลุมสีดำยืนอยู่ในกลุ่มบริเวณแถวหน้าสุด  เชื่อกันว่าเขาเป็นผู้สร้างมนุษย์โคลนโกเล็ม   นักเขียนฟรานซ์ คราฟกา ที่ยืนหันหลังให้ในชุดสีดำ ก็มีเชื้อสายยิว….. ฉนั้นจริง ๆ แล้วชาวยิวโผล่ออกมาทักทายฉันกับเพื่อนร่วมบ้านตั้งแต่วันแรก ๆ ในปรากแล้ว ถ้าฉันจะสังเกตให้มากกว่านี้
                ชุมชนชาวยิวในปรากจัดเป็นชุมชนใหญ่ และเก่าแก่ที่สุดในยุโรปตะวันออก  และในย่านนั้นเองมีพิพิธภัณฑ์ยิวเปิดให้เข้าชม ราคาค่าเข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์ ต้องใช้คำว่า “เอาเรื่อง”  สูงกว่าค่าเข้าชมปราสาทปรากคอมแพล็กซ์ด้วยซ้ำ…. แต่ เสียเวลาตัดสินใจไม่นาน ฉันและเพื่อนร่วมบ้าน ก็ตัดสินใจซื้อตั๋ว
                ด้านหน้าตั๋วที่เดี๋ยวนี้ไฮเทคกันสุด ๆ สั่งพิมพ์กันสด ๆ  ระบุวันเดือนปี และเวลาเข้าชมกันตรงนั้น ระบุให้รู้ว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แบ่งส่วนให้เข้าชม 6 ส่วน
                The Maisel Synagogue
                The Spanish Synagogue
                The Pinkas Synagogue
                The Old Jewish Cemetery
                The Klaus Synagogue
                The Ceremonial hall
                เห็นคำว่า  Synagogue เยอะ ๆ อย่าเพิ่งงง Synagogue แปลว่าสุเหร่ายิว
ภายในพิพิธภัณฑ์ที่ชวนอึ้งที่สุด คงเป็น The Pinkas Synagougue
ชั่วขณะแรกที่เดินเข้าไป ภายในแปลกตากว่าสุเหร่า 2 แห่งแรกที่ผ่านมา ไม่มีงานแสดงใด ๆ ในห้องโถงนั้น ทุกอย่างว่างเปล่า และความว่างเปล่านั่นเองช่วยขับเน้นให้เห็นลายเส้นสีแดงสลับดำบนผนัง เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงค่อยรู้ว่านั่นไม่ใช่ลวดลายเพื่อความสวยงาม หากเป็นรายชื่อของชาวยิวในปรากที่ถูกฆ่าโดยพวกนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  รายชื่อทั้งหมดได้รับการเขียนบันทึกด้วยลายมือ จดจารไว้บนผนังเพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนความทรงจำ และทั้งหมดมีทั้งสิ้น  80,000 ชื่อ… มากมายขนาดนั้น
และเมื่อเดินขึ้นไปบนชั้นบน เท้าที่ก้าวเดินหนักอึ้งกว่าเดิม ด้านหน้าที่เป็นตู้กระจก จัดแสดงงานศิลปะและภาพวาดของเด็ก ๆ ในชื่อ  “Children’s Drawings from Terezin 1942-1944”
งานของเด็ก ๆ ชาวยิวในค่ายกักกัน Terezin ที่กำลังอยู่ระหว่างรอการส่งไปตายด้วยการรมควันด้วยแก๊สที่ค่าย  Auschwitz ในโปแลนด์
แค่นี้ก็รู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก…
ฉันพยายามอ่านคำอธิบายถึงงานแต่ละชิ้นอย่างละเอียด… และสังเกตคนที่อยู่ข้าง ๆ รอบด้านทำเช่นนั้นเช่นกัน…อย่างตั้งอกตั้งใจ  สีหน้าแต่ละคนนิ่ง เงียบขรึม สายตาฉันไม่หลอกตัวเองแน่ มีแววสะเทือนใจปรากฏอยู่บนใบหน้าคนเหล่านั้น
ถ้าใครบอกคุณว่าค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ยิวแพง และด้านในไม่มีอะไรคุ้มค่าแก่การเข้าชม ฉันไม่คิดเช่นนั้น
                พ้นจาก
Pinkas Synagougue  เป็นสุสานยิวโบราณ Old Jewish Cemetary   เป็นสุสานชาวยิวที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปที่ยังหลงเหลืออยู่  เพราะสุสานอื่น ๆ ถูกพวกนาซีทำลายไปเกือบหมด เว้นแต่ที่นี่ที่ฮิตเลอร์ปล่อยทิ้งไว้ในสภาพเดิม เพราะมีแผนที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ยิวที่นี่หลังจากกวาดล้างชาวยิวในยุโรปจนหมดสิ้น
เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับชาวยิวมีแต่เรื่องหดหู่ ภายในสุสานที่พื้นที่ไม่ได้กว้างขวางมากมายอะไรเลย แออัดไปด้วยแท่งหินของหลุมฝั่งศพที่เก่าคร่ำคร่า ปักอยู่บนดินในสภาพโย้เย้ และบางแท่งก็ล้มทับเกยกันด้วยซ้ำ ใต้แท่งหินเหล่านั้นคือหลุมศพที่ว่ากันว่ามีมากมายกว่า แสนศพฝังทับซ้อนกัน 12 ชั้น ช่างแตกต่างจากภาพสุสานด้านหลังโบสถ์เซนต์ปอลและปีเตอร์ในเขตปราสาท Vysehrad ที่ได้รับการตกแต่งอย่างงดงาม ราวกับต้องการสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่สำหรับชาวยิวบนโลกใบนี้มีน้อยนิดจริง ๆ กระทั่งเสียชีวิตไปแล้วก็ยังไม่เว้น




แต่เดิมนั้นชาวยิวที่นี่ไม่ได้รับการยอมรับ พวกเขาถูกกีดกันให้อาศัยอยู่แต่ในเขตของตนเองโดยมีกำแพงสร้างล้อมกั้นไว้และในยามค่ำคืนประตูกำแพงจะถูกล็อค นั่นทำให้เมื่อพวกเขาเสียชีวิตจึงถูกฝังทับซ้อนกันในสุสานแห่งนี้… สุสานยิวที่ปรากฏให้เห็นเบื้องหน้าจึงแออัดและน่าเห็นใจเป็นที่สุด
                และที่นี่… ภายในสุสานแห่งนี้นี่เองที่เป็นที่ฝังศพของ Rabbi Low  คนดังในเมืองปรากที่ปรากฏบนภาพจิ๊กซอร์ 


Popular Prague 1   Popular Prague 2   Popular Prague 3    Popular Prague 4  Popular Prague 5
Popular Prague 6  Popular Prague 7   Popular Prague 8   Popular Prague 9

Popular Prague 7


๗
                Vysehrad….. วิเชะราด
                ออกเสียงยากชะมัด
                ได้นั่งรถไฟใต้ดินออกไปไกล ๆ หน่อย ก็คราวนี้ ตั๋วรถไฟที่ซื้อมาต้องเก็บไว้ให้ดี ๆ ถึงไม่ต้องใช้ตั๋วเวลาขึ้นรถไฟ แต่ระหว่างเดินเข้า ๆ ออก ๆ ในสถานี บางช่วงจังหวะเจ้าหน้าที่ก็มาดักขอดูตั๋วกันดื้อ ๆ แล้วที่สังเกต หน้าแปลก ๆ  พันธุ์เอเชียนี่มักจะโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ
                ออกจากสถานีรถไฟใต้ดินออกไปข้างนอก รู้สึกแปลก ๆ ยังไงชอบกล… อยู่เมืองปรากมาหลายวัน เจอแต่ตึกสไตล์อาร์ตนูโว ตึกสไตล์โกธิค พออยู่ดี ๆ โผล่มาเจอตึกสมัยใหม่ติดกระจกอวดโฉมตะหง่านอยู่ด้านหน้าเลยรู้สึกวางตัวไม่ถูก
                 หันหมุนวนรอบ ๆ ดูทิศทางแล้ว…. ถึง Vysehrad จะไม่ป๊อปปูล่าร์เท่าปราสาทปรากคอมเพล็กซ์  แต่เส้นทางเดินเท้าทำอย่างดี พร้อมป้ายชี้บอกทาง… ทำให้แผนที่ไม่ต้องใช้อีกตามเคย
                เดินไปตามทางข้างหน้านี่แหละ… เดี๋ยวก็เจอเอง
                สิ่งก่อสร้างใน Vysehrad ไม่โอ่อ่าสวยตระการเท่าในเขตปราสาทปราก… แต่ที่ฉันชอบคือความเรียบง่าย และบรรยากาศร่มรื่นภายใน  โดยเฉพาะบริเวณสวนที่เน้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น จะมีอะไรดีไปกว่าการได้นั่งสงบ ๆ ใต้ร่มเงาสีเขียวที่โอบล้อม  และถ้าเดินไปจนสุดขอบเนิน จะได้เห็นวิวเมืองปรากและแม่น้ำวัลตาวาที่แปลกตาออกไป ไม่ค่อยได้เห็นในภาพถ่ายที่ไหน
                แต่… ถึงจะชอบในความร่มรื่น จังหวะของเส้นทางเดิน และจุดนั่งพักที่เอื้อให้ทุกระยะ  รวมทั้งอาหารกลางวันมื้ออร่อยที่แพ็กมากินภายในสวน ตบด้วยกาแฟอุ่น ๆ หอมกรุ่นจากซุ้มใกล้ ๆ  หากฉันแอบสารภาพกับเพื่อนร่วมบ้าน  อย่าได้ชักชวนฉันเข้ามาในสวนนี้ยามโพล้เพล้ และยามค่ำคืนโดยเด็ดขาด … ปรากมีหลายอารมณ์  ถึงสวนแห่งนี้จะให้ความรู้สึกที่ดี สงบร่มเย็น แต่ในอีกมุมหนึ่งฉันรู้สึกสวนแห่งนี้แอบซ่อนความลี้ลับไว้ เส้นสายของไม้ใหญ่ ที่ปราศจากการปรุงแต่งให้รู้สึกเหมือนซ่อนเร้นอะไรไว้อยู่ ฉันจะไม่แปลกใจเลยถ้าในยามค่ำคืนจะมีอัศวินขี่ม้าท่อม ๆ อยู่ภายในสวน หรือมีวิญญาณต่าง ๆ ล่องลอยผ่านไปมา มีเจ้าหญิง มีเจ้าชาย… และมนุษย์โคลนโกเล็ม
                สวนแห่งนี้ให้บรรยากาศอย่างนั้นจริง ๆ
                และท่ามกลางฝนที่ตกลงมาพรำ ๆ ฉันเดินอย่างสงบเงียบภายในสุสานด้านหลังโบสถ์ St. Peter and Paul     บุคคลเลื่องชื่อของปรากหลายราย นอนทอดร่างสงบนิ่ง ณ บริเวณนี้
                Alfons Mucha
                Karel Capek
                Jan Neruda
                …..



Popular Prague 1   Popular Prague 2   Popular Prague 3    Popular Prague 4   

Popular Prague 5   Popular Prague 6  Popular Prague 7   Popular Prague 8  
 
Popular Prague 9

Popular Prague 6

๖.
                สารภาพ…แอบคิดนอกใจปรากอยู่หลายครั้ง เพราะมีกองเชียร์ยุยงไว้ ให้ไปเยือนเมืองใกล้ ๆ อย่างเมือง Karlovy vary เมืองสปาที่ว่ากันว่าความสวยไม่แพ้เมืองปราก  หรือเมือง Kutna Hora ที่มีสถานที่แปลกอย่างโบสถ์ที่นำเอาหัวกะโหลกมนุษย์มาตบแต่งประดับประดา  แต่นั่นแหละ…เอาเข้าจริง ๆ เสน่ห์ปรากยังแรง… มัดใจให้ไปไหนไม่รอด  สุดท้ายหยิบเอาแผนที่เมืองปรากที่ทางเจ้าของโฮสเทลทิ้งไว้ให้ตั้งแต่วันแรกมาดูใหม่ พอดี๊… เจ้าของเข้ามาพอดี เลยยกแผนที่ไปขอคำแนะนำจากเจ้าถิ่น
                รอยยิ้มนุ่ม ๆ แบบคนใจดี ถามไถ่พวกเราคร่าว ๆ ว่าไปไหนมาแล้วบ้าง ก่อนชี้ชวนให้ลองไปชม Vysehrad ซึ่งเป็นปราสาทอีกแห่งของเมือง อยู่ทางทิศใต้ติดริมแม่น้ำ  จากนั้นลองย้อนกลับไปยัง Josefov ซึ่งเป็นย่านชุมชนชาวยิว  อืมม์… เจ้าถิ่นว่าไงว่าตามกัน
                ก่อนจะไปไหนกันต่อ… แว่บมาว่าด้วยเรื่องโฮสเทลกันดีกว่า  ไหน ๆ ก็อุตส่าห์เปิดตัวตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมาแล้ว
                โฮสเทลเมืองปรากไม่ได้ตกแต่งสุดฮิป เก๋ไก๋แบบเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ในยุโรปตะวันตก แต่เป็นอพาร์ทเมนท์ในตึกธรรมดาที่ปรับแต่งรองรับนักท่องเที่ยว อารมณ์ไม่เก๋เท่าโฮสเทลเท่ห์ ๆ ที่มุมพักผ่อนสวยหยด ผสมไอเดียแปลกเข้ากับสวนสีเขียว แต่โฮสเทลธรรมดาของปรากนี่แหละ… ให้อารมณ์ส่วนตัวเหมือนพักอยู่กับบ้าน ห้องกว้างขวางสะอาดสะอ้าน แถมเจ้าของยังปล่อยให้แขกที่มาพักอยู่กันเองอย่างแสนเสรีอีกต่างหาก เจ้าของจะแวะเข้ามาเมื่อมีแขกเข้ามาพัก และทำความสะอาดเท่านั้น
                ฉันยังจำได้ถึงข้อสงสัยตอนที่จองเกสท์เฮ้าสท์แห่งนี้ผ่าน Hostelworld.com
                ระบุเวลาเข้าพักที่ชัดเจน … ไม่มีพนักงานต้อนรับ??
                งงคะ…
                เกือบจะไม่เลือกแล้ว เพราะเทใจจะไปเลือกโฮสเทลใกล้สะพานชาร์ลส์ แหม… ก็ชื่อชั้นชาร์ลส์น่ะ… ใคร ๆ ก็อยากชิดใกล้ แต่… ชาร์ลส์ก็ชาร์ลส์เถอะ… แพ้โฮสเทล ณ จตุรัสเมืองใหม่ เฉยเลย ที่แพ้น่ะ แพ้ด้วยเรื่องห้องครัวล้วนๆ …  ให้ชั่งใจระหว่างวิวสวย ๆ กับเรื่องปากท้อง… ฉันเลือกปากท้องแฮะ
                แล้วที่จูงใจเพิ่มเติมคือคำโฆษณา… ชา… กาแฟ ไม่อั้น
                ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านเดินออกจากสถานีรถไฟใต้ดิน ลากกระเป๋าดูแผนที่ที่พิมพ์เตรียมมาจากอินเตอร์เน็ต ระมัดระวังกันเต็มที่ไม่ให้หลง เพราะเข็ดแล้ว หลงทางเวลาตัวเปล่า ๆ ไม่เท่าไหร่ แต่หลงทางเวลาของเต็มกระเป๋านี่ไม่สนุกเอาจริง ๆ  เดินวนบนถนนเส้นเดิมที่มั่นอกมั่นใจว่าเจ้าโฮสเทลที่จองไว้ต้องอยู่บนถนนเส้นนี้แน่ ๆ  แต่… ไม่ยักเห็นป้ายติดตรงไหนสักแห่ง ส่งสัญญาณให้รู้เลยว่า.มีโฮสเทลอยู่ ณ แถวนี้  กระทั่ง… ชายหนุ่มวัยกลางคนเดินออกมาจากเจ้าตึกที่เราเดินผ่านไปมาไม่รู้กี่รอบ ส่งเสียงร้องเรียกและรอยยิ้มทักทาย … ณ ตอนนั้น… ฉันรู้ทันทีว่าเราถึงโฮสเทลแล้ว
                บานประตูหนาหนักหน้าตึกแห่งนั้นถูกผลักออก…. แต่ยังทันได้เห็นชื่อโฮสเทลที่จองไว้ติดอยู่หน้าประตู อักษรอาราบิกเล็ก ๆ และไม่มีคำว่าโฮสเทลต่อหลังพ่วงท้าย… แล้วถ้าเกิดเจ้าของไม่เห็นเราสองคนเดินวนไปวนมาจากหน้าต่างชั้นบน แล้วลงมาตาม เราจะหาที่นี่เจอมั้ยเนี่ย
                เจ้าของโฮสเทลพาเราเข้าไปดูห้องพัก ห้องน้ำ แนะนำวิธีใช้อุปกรณ์ห้องครัว หยิบแผนที่เมืองมาให้ และราวรู้ใจกางชี้ให้ดูซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ ๆ ที่เราจะเดินไปหาซื้อของกินได้สะดวก
                That it
                ตบท้ายด้วย นามบัตร มีปัญหาอะไร… โทรไปได้ทุกเมื่อ  และพรุ่งนี้เจอกัน
               นี่คือเหตุผลทำไมตอนจองห้องพักถึได้ซีเรียสเวลาเข้าพักนักหนา… ที่นี่ไม่มีพนักงานต้อนรับ อย่าว่าแต่พนักงานต้อนรับเลย เจ้าของยังไม่อยู่ด้วยซ้ำ ปล่อยให้แขกที่มาพักอยู่กันเอง
               ฉันสบตากับเพื่อนร่วมบ้าน ธุรกิจโฮสเทลเดี๋ยวนี้ก้าวหน้าถึงขั้นนี้แล้ว อินเตอร์เน็ตเปลี่ยนแปลงวิถีหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งวิถีการท่องโลก… เป็นแต่ก่อนเดินทางไปไหน ต้องพก lonely planet ไปด้วยประดุจเป็นคัมภีร์เล่ม สำคัญที่ขาดไม่ได้ ต้องฟิตกำลังขาสุด ๆ เพราะจะใช้เวลาเดินท่อม ๆ หาที่พักนานแค่ไหน ยากจะคาดเดา แต่เดี๋ยวนี้ ทุกอย่าง…อยู่แค่ปลายนิ้วมือกดแป้นคีย์บอร์ดจริง ๆ  ต้องการอะไรล่ะ… เดี๋ยวอินเตอร์เน็ตจัดให้
 ชา กาแฟไม่อั้นในโฮสเทล

บรรยากาศยามเย็น ฝนตกพรำ ๆ มองออกไปนอกหน้าต่างโฮสเทล ให้อารมณ์ไปอีกแบบ

Popular Prague 1   Popular Prague 2   Popular Prague 3    Popular Prague 4   

20 มิถุนายน 2554

Popular Prague 5

๕

นาฬิกาดาราศาสตร์ (Astronomical Clock) …

นาฬิกาดาราศาสตร์อวดโฉมให้เห็นบ่อย ๆ บนภาพวาดที่ศิลปินอิสระวางเร่ขายนักท่องเที่ยวระหว่างทาง เรียกได้ว่า ฮิตฮอตไม่แพ้ปราสาทปราก และสะพานชาร์ลส์เลยทีเดียว ฮอตฮิต เสียขนาดนั้น เรียบ ๆ เคียง ๆ มองอยู่หลายที สุดท้ายเลยหยิบติดไม้ติดมือมาเป็นของที่ระลึก สำหรับตัวเองหนึ่งใบทั้งที่ยังไม่ทันได้เห็นของจริงด้วยซ้ำ ตอนที่ซื้อพยายามจะพลิกหน้าพลิกหลังดูร่องรอยว่านี่เป็นภาพวาดของจริงแท้หรือเป็นภาพของเทียมที่ scan จากเครื่องคอมพิวเตอร์กันแน่ แต่ดูยังไงก็ดูไม่ออก ยิ่งมองหน้าคนขายที่ยืนยิ้มแฉ่งด้วยความคาดหวัง ยิ่งไม่ได้คำตอบ ถามไปก็ได้ยินแต่เสียงยืนยันพร้อมพยักหน้าหงึกหงัก “ฝีมือไอเอง” ชี้ยืนยันไปที่ ลายเซ็นต์ตรงมุมภาพ สุดท้าย… ไม่เอาแล้ว ถูกใจนี่นา ซื้อมาเถอะสนนราคายังไม่ถึง 200 บาท ด้วยซ้ำ

อย่างที่บอก ไม่ต้องกางแผนที่ ไม่ต้องถามไถ่ทางใครให้วุ่นวาย วนเวียนไหลตามขบวนนักท่องโลกไปเรื่อย ๆ ที่สุด ก็มาถึงลานจตุรัสเมืองเก่า (Old Town Square)และเจอะเจอกับนาฬิกาดาราศาสตร์บนหอคอยศาลาเทศบาลเมืองเก่าอย่างงง ๆ ในภาพวาด ว่าสวยแล้ว ของจริงยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ … ยิ่งประสมกับนักท่องเที่ยวที่นั่งกันเต็มลานคาเฟ่ที่อยู่ใกล้ ๆ ตามด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินไหลเข้าไหลออกอย่างไม่รู้จบ ผ่านไปผ่านมาก็ต้องหยุดแวะพักสายตาที่หอนาฬิกา ยิ่งรู้สึกได้บรรยากาศเข้าไปใหญ่ ฉันน่ะ ยกนาฬิกาข้อมือ
ขึ้นมาดูเวลา เพราะอยากรู้ว่าใกล้ถึงเวลาโชว์ไทม์ของบรรดาตุ๊กตาทั้งหลายที่จะออกมาขยับเขยื้อนตามกลไกของนาฬิกา ทุก ๆ 1 ชั่วโมง หรือยัง จะได้ปักหลักปักฐานเสียเลย ส่วนเพื่อนร่วมบ้านไม่สนใจล่ะ… คว้ากล้องมาเล็ง ๆ ซูม ๆ พยายามเก็บภาพนาฬิกาด้านหน้าให้สวยที่สุดเหมือนที่เห็นด้วยตาเปล่า (หรือตั้งใจจะมาแข่งอวดความสวย กับรูปภาพสดซิ่งที่ฉันซื้อมา)

บรรยากาศร้านกาแฟแถวจตุรัส นักท่องเที่ยวนั่งดื่มกิน จำนวนมาก

ฉวยจังหวะที่คนร่วมชายคาเป็นพวกเนิบช้ากว่าจะถ่ายรูปได้แต่ละภาพค่อนจะใช้เวลานานกว่าชาวบ้านอยู่หลายช่วง ฉันเลยหาที่ทรุดนั่งบนพื้นแถว ๆ นั้น มองนาฬิกาดาราศาสตร์อย่างเอาจริงเอาจัง

นาฬิกาดาราศาสตร์มาแบบศิลปินคู่ ไม่ได้มาเดี่ยว เรือนที่อยู่ด้านบนใหญ่กว่าเรือนด้านล่างเล็กน้อย
ทั้งค่อนข้างจะสลับซับซ้อน มีกรอบหน้าปัดขนาดเล็กซ้อนอยู่บนหน้าปัดใหญ่

สนใจดูหน้าปัดใหญ่ก่อนดีกว่า กรอบตัวเลขที่บ่งบอกเวลามีด้วยกันสองกรอบ กรอบด้านในเป็นตัวเลขแบบโรมันขณะที่กรอบด้านนอกเป็นตัวเลขแบบอารบิก สีพื้นด้านหลังของตัวเรือนนาฬิกามีด้วยกันสามสี สีฟ้าแสดงถึงเวลากลางวัน สีแดงแสดงถึงเวลาโพล้เพล้ ขณะที่สีดำแสดงถึงเวลากลางคืน บนตัวนาฬิกามีภาษาละตินเขียนกำกับตรงส่วนสีแดงด้านซ้าย aurora …รุ่งสาง พอพ้นส่วนสีแดงเหนือขึ้นไปเป็นส่วนสีฟ้าซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 12 ส่วน แสดงถึงเวลา 12 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน ตรงสีฟ้าส่วนที่ 1 จะมีภาษาละตินเขียนกำกับไว้ว่า ortus…..พระอาทิตย์ขึ้น ขณะที่สีฟ้าส่วนที่ 12 ด้านขวามือที่อยู่ตรงข้ามกัน ภาษาละตินที่เขียนกำกับไว้คือ occasus….. พระอาทิตย์ตก และตรงส่วนสีแดงด้านขวา ภาษาละตินที่ปรากฏอยู่คือ crepusculum…. เวลาโพล้เพล้
นาฬิกาเรือนบน

ตัวเลขโรมันที่อยู่ในกรอบด้านในบอกถึงเวลา เลข IIX ด้านล่าง คือเวลาเที่ยงคืน และ IIX ด้านบนคือเวลาเที่ยงวัน เข็มชี้บอกเวลาในเวลากลางวันจึงชี้ตัวเลขในโซนสีฟ้า พอเวลากลางคืนเข็มจึงชี้ตัวเลข ในโซนสีแดงกับสีดำ บ่งถึงยามกลางวัน ยามกลางคืน

สำหรับกรอบตัวเลขอาราบิกด้านนอกเริ่มจากเลข 1 ถึง 24 แสดงถึงเวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน โดยเริ่มนับจากเวลาพระอาทิตย์ตก กรอบตัวเลขอาราบิกนี้หมุนได้ต่างจากกรอบตัวเลขโรมัน ฉนั้นเลข 1อาราบิกหมุนไปตรงกับเลขไหนของตัวเลขโรมันนั่นคือเวลาพระอาทิตย์ตก

สำหรับกรอบหน้าปัดเล็กที่ซ้อนอยู่บนหน้าปัดใหญ่นั้น สัญลักษณ์ที่แสดงในกรอบเป็นสัญลักษณ์จักรราศีทั้ง 12 ราศี ในเวลาหนึ่งปี มี 12 เดือน พระอาทิตย์จะโคจรผ่านไปตามกลุ่มดาวจักรราศีต่าง ๆ ทั้ง 12 กลุ่ม กลุ่มละ 1 เดือน โดยพระอาทิตย์จะย้ายราศีในช่วงประมาณกลางเดือน เข็มนาฬิกาที่ตรงปลายเป็นรูปพระอาทิตย์แผดแสงสีทองชี้ตรงไปยังจักรราศีใดจึงหมายถึงตำแหน่งของพระอาทิตย์บนท้องฟ้า ณ เวลานั้นว่ากำลังโคจรผ่านกลุ่มดาวใด
ฉันมองผ่านนาฬิกาดาราศาสตร์ขึ้นไปบนยอดของหอคอย ซึ่งจะมีนาฬิกาของยุคปัจจุบันติดอยู่… รู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาทันที เวลา 15.15 น. แล้ววันนี้วันอะไรล่ะ 17 พฤษภาคม เอาล่ะ… ลองทดสอบนาฬิกายุคโบราณกันหน่อย เข็มนาฬิกาชี้ไปที่เลขสามโรมัน โซนสีฟ้า ถูกต้องเวลาบ่ายสามโมง ลองดูเวลาที่พระอาทิตย์จะตกดีกว่า เลข 1 อารบิกของกรอบเลขด้านนอก อยู่กึ่งกลางระหว่างเลข 8 กับเลข 9 โรมัน โซนสีแดง แสดงว่าวันนี้พระอาทิตย์น่าจะตกราวสองทุ่มครึ่ง แล้วกรอบหน้าปัดเล็ก ๆ ด้านในล่ะ

เข็มนาฬิกาชี้ไปที่สัญลักษณ์วัว ค่อนใกล้จะย้ายไปยังสัญลักษณ์คนคู่… ถูกอีกนั่นแหล่ะวันที่ 17 พฤษภาคม คือปลายราศีพฤษภา ที่กำลังจะย่างเข้าสู่ราศีเมถุน
มิน่าเล่า…. นาฬิกาเรือนเดียวบอกได้ทั้งเรื่องวัน เวลา ตำแหน่งดวงอาทิตย์แบบนี้ ถึงได้เรียกว่านาฬิกา ดาราศาสตร์ ความจริงว่ากันว่า นาฬิกาเรือนนี้บอกตำแหน่งของพระจันทร์ได้ด้วย แต่ฉันดูเท่าไหร่ดูยังไงก็ไม่เป็นเลยข้ามไปดื้อ ๆ นี่แหละ

นาฬิกาเรือนล่าง

สำหรับนาฬิกาเรือนด้านล่างเป็นเสมือนปฏิทินบอกเวลาเรียบง่ายไม่ได้ซับซ้อนแบบนาฬิกาด้านบน
ออกจะเน้นความสวยงามของภาพวาดมากกว่า ภาพที่ปรากฏบนนาฬิกาเป็นภาพสัญลักษณ์แทนจักรราศี ทั้ง 12 ราศี มีเข็มสีทองด้านบนชี้บ่งบอกช่วงเวลาของปี
ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านวนเวียนอยู่แถวหน้าหอนาฬิกานี่แหละ…เพื่อรอเวลาบ่ายสี่โมงตรง ยิ่งใกล้เวลาคนเริ่มมามุงรอกันหนาแน่น 4 โมงตรงเป๋ง ตุ๊กตาข้างนาฬิกาเรือนบนเริ่มขยับ เริ่มจากตุ๊กตารูปโครงกระดูกด้านขวามือตัวแทนของความตาย คว่ำนาฬิกาทรายที่อยู่ในมือ ขณะที่ตุ๊กตาชาวเตอร์กที่อยู่ใกล้ ๆ ส่ายหัวไปมา ประมาณว่าไม่ยอมรับ ส่วนทางซ้ายมือเป็นรูปตุ๊กตาถือกระจกส่องดูตัวเองตัวแทนของ
ความลุ่มหลง ขณะที่ข้าง ๆ เป็นตุ๊กตาชาวยิวขยับถุงใส่เงินไปมาตัวแทนของความโลภ (แหม..แล้วต้องเป็นชาวยิวด้วยนะ)ตุ๊กตาทั้งสี่ตัวขยับตัวไปมาช้า ๆ ขณะที่ช่องกระจกเล็ก ๆ ด้านบนสองช่องเปิดออก ตุ๊กตานักบุญ ทั้ง 12 ตัว เคลื่อนขยับผ่านช่องหน้าต่างมองออกมาด้านนอกจนกระทั่งครบ จากนั้นกระจกจึงปิดลงดังเดิม และเสียงระฆังตีบอกเวลาดังขึ้น ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเร็วมากและจบลงภายในเวลาไม่กี่นาที
ฉันรู้สึกตั้งตัวไม่ติดยังไงชอบกล ต้องหันไปมองคนรอบ ๆ ข้าง หลายคนมีสีหน้างง ๆ ไม่แพ้ฉัน “แค่เนี้ยเหรอ ไม่มีต่อจริงน่ะ” ฉันกระซิบถามเพื่อนร่วมบ้าน สายตายังมองอาวรณ์ไปยังตุ๊กตาที่อยู่ข้างบน  เพื่อนร่วมบ้านหันไปมองรอบ ๆ บ้าง คราวนี้หลายคนเริ่มขยับตัว เสียงพูดคุยหึ่งดังขึ้นอีกครั้ง ถึงเวลาสลายตัว
                “อือ แค่นี้แหละ” เพื่อนร่วมบ้านบอก
                “ว้า”
                “จะเอาอะไรอีก”
                “ก็รอตั้งนาน มีแค่เนี๊ยะ” ฉันบ่นอุบอิบ
                ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ว่ารายการโชว์ของนาฬิกาดาราศาสตร์จะสั้นกระจุ๊งนึง 
                “ก็นาฬิกาเขาไว้ดูเวลา” เพื่อนร่วมบ้านบอก “ไม่ได้ไว้ให้ดูตุ๊กตาสักหน่อย”
                เออ… จริงด้วย

Popular Prague 1   Popular Prague 2   Popular Prague 3    Popular Prague 4   
 
 

Popular Prague 4

๔
                ชอบใจจริง  ๆ  เวลาเดินเที่ยวในเมืองปราก… แผนที่สักฉบับในมือไม่มีรับรองไม่หลง และถึงแม้จะมีแผนที่ในมือ ฉันก็คงขี้เกียจกางออกดูอยู่ดี สู้เดินไหลตามฝูงชนด้านหน้าไปดีกว่า… เดี๋ยวต้องถึงสถานที่เที่ยวที่สำคัญที่ไหนสักแห่ง
                 ไหลตามฝูงชนไปเรื่อย ๆ มีแอบเลี้ยวลด ไปดูโน่นนี่บ้างตามประสา อย่างร้านขายของที่ระลึกระหว่างทางที่ออกจะโปรดมากกว่าที่อื่นในยุโรป ด้วยลักษณะงานที่สีสันจัดจ้านสนุกสนาน เห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหน้าตานิ่ง ๆ ดูเฉย ๆ แบบคนเช็กที่เดินสวนผ่านไปมา ไม่น่าจะมีอารมณ์ขี้เล่นสร้างสรรค์งานอย่างนี้ได้เลย แล้วแหม… ฉันกับเพื่อนร่วมบ้านไม่รู้ติดใจอะไรนักหนากับเรื่องห้องน้ำ… เห็นป้ายสีสันสดใสลวดลายการ์ตูนน่ารักเขียนคำว่า WC แขวนติดเต็มผนังก็วนดูอยู่นั่น จับ ๆ จ้อง ๆ จะซื้อไม่ซื้ออยู่ตั้งนาน


                ครั้นเดินต่อไปได้อีกสักหน่อย ก็เจอะเจอเข้ากับพิพิธภัณฑ์ Franz Kafka  นักเขียนชื่อดังที่ยืนอวดโฉมบนภาพจิ๊กซอร์รวมพลคนดังของปรากที่เพื่อนร่วมบ้านซื้อมา  นักท่องเที่ยวเมื่อผ่านมาถึงตรงนี้ ถึงไม่ใช่แฟนนักเขียนคนดัง เชื่อว่ายังไงก็อดใจไม่ไหวที่จะต้องหยุดแวะถ่ายรูปรูปปั้นไม้สองชายหน้าพิพิธภัณฑ์ที่ยืนเปลือยกายบิดหมุนไปมา แล้วน้ำก็ไหลพุ่งจู๊ด ปลดปล่อยจากอวัยวะสำคัญ



                 ที่สุดก็มาถึงตีนสะพานชาร์ลส์ อารมณ์ตอนนั้นรู้สึกชาร์ลส์ทั้งขลัง ทั้งโรแมนติก และมีชีวิตชีวา ก็ดูเถอะ… จะมีสะพานไหนบ้างที่มีหอคอยสไตล์โกธิคยอดแหลมสูงปี๊ดรอคอยต้อนรับตรงทางเข้า แถมราวสะพานสองข้างยังประดับประดาไปด้วยรูปปั้นนักบุญต่าง ๆ ในรูปแบบสไตล์บาโรก  ผู้คนที่หลั่งไหลอยู่เต็มสะพานก็ล้วนแต่ยิ้มแย้ม ดีกรีความสุขแผ่ล้นกันเกลื่อนกราด ชี้ชวนกันชมวิวทิวทัศน์ของตัวเมือง ดื่มด่ำกับสายน้ำวัลตาวาที่ไหลผ่านอยู่เบื้องล่าง และที่แน่ ๆ อดไม่ได้ที่ต้องหยุดแวะชมผลงานของบรรดาศิลปินอิสระทั้งหลาย ที่นำผลงานของตนมาวางอวดโฉมแสดงกันเต็มที่  มีทั้งที่เป็นภาพวาด ของที่ระลึกชิ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ  เครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ต่าง  ๆ  ที่เป็นนักดนตรีก็บรรเลงเพลงสด ๆ ถ้าชอบใจก็ซื้อผลงานกลับไปฟังกันต่อ นักแสดงเร่ถนัดการแสดงแบบไหนโชว์กันให้เต็มที่ มีชีวิตชีวาซะขนาดนี้… ทำให้หลายวันที่อยู่ที่ปราก อดไม่ได้มีโอกาสเมื่อใดเป็นต้องวนเวียนกลับมายังสะพานชาร์ลส์ทุกที 




                    เรื่องเล่าของสะพานชาร์ลส์ ณ ปัจจุบัน อาจเป็นเรื่องราวของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายภาษาที่มีจำนวนมากจนน่าทึ่งเดินสวนผ่านกันไปมา ทั้งที่ตั้งใจมาเยือนชาร์ลส์โดยเฉเพาะ และเพื่อสัญจรข้ามจากย่านเมืองเก่าไปยังปราสาทปรากคอมเพล็กซ์ที่อยู่อีกด้าน แต่จริง ๆ แล้ว เรื่องเล่าของชาร์ลส์ น่าจะเริ่มต้นที่ตัวเลข 1 3  5  7  9  7 5  3 1   อย่าเพิ่งงง… ตัวเลขที่ว่า เป็นตัวเลขของวันและเวลาในการวางศิลาฤกษ์สร้างสะพาน นั่นคือเวลา 05.31 น. ของวันที่ 9 กรกฏาคม ค.ศ. 1357 ว่ากันว่าวันเวลาดังกล่าวเป็นความตั้งใจของนักดาราศาสตร์ในราชสำนักสมัยนั้น ที่เลือกขึ้นมาเพื่อจะได้ตัวเลขที่เมื่ออ่านเรียงจากซ้ายไปขวา และขวาไปซ้ายแล้วเหมือนกันทั้งสองด้าน
                      นอกจากตัวเลขพิเศษที่ว่า ชาร์ลส์ยังมีสูตรเด็ด นั่นคือ ไข่และนมที่ใช้ผสมลงไปในปูนขาวสำหรับเชื่อมหินที่ใช้ในการก่อสร้างสะพาน บางตำนานถึงขั้นเพิ่มแป้งและไวน์ลงไปด้วย เชื่อกันว่าส่วนผสมพิเศษนี้ช่วยให้สะพานแข็งแรงทนทานต่อกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากในยามมีอุทกภัยได้ แล้วแม่น้ำวัลตาวาเห็นไหลเอื่อย ๆ ผ่านตัวเมืองไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น เวลาร้ายคงร้ายน่าดู เพราะเคยถล่มสะพานเชื่อมเมืองอันเก่าพังลงไปมาแล้ว ทำให้ต้องสร้างสะพานชาร์ลส์ขึ้นมาแทน
              ตำนานเกี่ยวกับสะพานชาร์ลส์ยังมีอีกหลายขนาน ฉันบอกแล้ว กรุงปรากน่ะมีกลิ่นอายความลึกลับเจืออยู่  ระหว่างเดินไปบนสะพานมุ่งหน้าไปยังเขตเมืองเก่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับปราสาทปรากคอมเพล็กซ์  เลยกึ่งกลางไปสักหน่อยให้สังเกตุรูปปั้นทางซ้ายมือให้ดี ๆ จะมีรูปปั้นยอดฮิต รูปปั้นของ St. John Nepomuk ที่ใครผ่านไปผ่านมาเป็นต้องหยุดแวะเข้าไปลูบคลำรูปภาพที่อยู่ตรงฐานด้านล่าง จนทำให้พื้นผิวบริเวณนั้นเป็นมันวาวจากฝีมือการขัดถูของนักท่องเที่ยวด้วยความเชื่อที่ว่าจะทำให้โชคดี และได้กลับมาเยือนปรากอีกครั้ง…ความเชื่อแรกนี่ไม่เท่าไหร่ แต่ข้อหลังนี่สิ ทำเอาฉันขอแทรกเข้าไปร่วมขบวนกับชาวบ้านชาวช่องลูบ ๆ คลำ ๆ ที่ฐานรูปปั้นกับเขาบ้าง
                เรื่องราวของ นักบุญเนโปมุก กับความเชื่อที่ว่าไม่น่าไปด้วยกันได้เลย เพราะความจริงแล้ว นักบุญเนโปมุกเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ในสมัยก่อนที่ราชินีของกษัตริย์เวนเซสลาสที่ 4 (คนละองค์กับ Good King Wenceslas ที่สร้างวิหารเซนต์วิตัส) มาสารภาพบาปด้วยเสมอ ครั้นกษัตริย์เกิดระแวงในตัวราชินีขึ้นมา ได้บังคับให้ท่านบอกความลับที่ราชินีได้มาสารภาพบาป นักบุญเนโปมุกได้ปฏิเสธ แม้ว่าจะถูกทรมานอย่างหนัก นั่นทำให้กษัตริย์กริ้วจัด สั่งให้ทหารมัดร่างแล้วโยนท่านทิ้งลงไปในแม่น้ำจากสะพานชาร์ลส์ นั่นทำให้ภายหลังเมื่อได้รับการยกย่องเป็นนักบุญ จึงได้มีการสร้างรูปปั้นของท่านไว้บนสะพาน





              เรื่องเล่าขานยังไม่จบ เสริมต่อกันว่าตอนที่นักบุญเนโปมุกถูกโยนลงแม่น้ำนั้น ช่วงสะพานบริเวณนั้นได้พังลง พยายามซ่อมแซมอย่างใดก็ไม่ได้ผล กระทั่งคนงานรายหนึ่งได้ทำสัญญากับปิศาจ ยินยอมมอบวิญญาณดวงแรกของคนที่เดินข้ามสะพานให้แก่ปิศาจถ้าสามารถซ่อมสะพานได้สำเร็จ  และเมื่องานซ่อมสะพานเสร็จสมบูรณ์  คนงานได้ขอให้ยามปล่อยไก่ให้ข้ามสะพานก่อนรุ่งเช้า ก่อนที่จะมีคนอื่นตื่นขึ้นมาทันได้ใช้สะพาน แต่…ปิศาจย่อมเป็นปิศาจ ฉลาดและเจ้าเล่ห์ มันซ้อนกลโดยปลอมตัวเป็นผู้ช่วยคนงาน วิ่งไปหาภรรยาของคนงานเพื่อแจ้งข่าวว่าสามีของเธอประสบอุบัติเหตุ นั่นทำให้เธอรีบวิ่งตรงไปที่สะพาน ก่อนที่ยามจะทันได้ปล่อยไก่ นั่นทำให้วิญญาณของเธอกลายเป็นของปิศาจไปตลอดกาล…..
          ค่ำคืน…. แวะกลับมาที่ชาร์ลส์อีกครั้ง ตำนานเล่าขานเรื่องดวงวิญญาณล่องลอยส่งเสียงคร่ำครวญเหนือสะพานไม่อาจต้านทานนักท่องเที่ยวยุคดิจิตอลได้ สะพานชาร์ลส์ยังคงคราคร่ำด้วยผู้คน คราวนี้ ส่วนใหญ่มาเป็นคู่ ต้านลมหนาว ลมแรงด้วยกัน และที่ดูเหมือนเป็นอุปกรณ์เพิ่มเติมจากยามกลางวัน รวมทั้งฉันและเพื่อนร่วมบ้านด้วย คือขาตั้งกล้อง  จุดประสงค์ที่พ้องกัน…. เก็บรูปบรรยากาศชาร์ลส์ในยามค่ำคืน
        ขณะไหลตามนักท่องเที่ยวกลับไปยังที่พัก อดสงสัยไม่ได้ ชาร์ลส์จะได้หลับได้นอนกี่โมงยามกันเนี่ย         


 

15 มิถุนายน 2554

ทุ่งหญ้า และป่าสน อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง

หมายเหตุ... งานเขียนชิ้นนี้ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์

ทุ่งหญ้าสวันนา
                ได้ยินแล้วชวนให้นึกถึงภาพทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตาในทวีปแอฟริกา แถมพ่วงด้วสัตว์น่าเกรงขามอย่างสิงโต สัตว์คอยาวโย่งโกะอย่างยีราฟ เดินเยื้องย่างไปมา.... นั่นเป็นอิทธิพลของสารคดีที่ฉายให้เห็นทางโทรทัศน์แท้ ๆ
                แล้วภาพดังกล่าวฉันกับเด็ก ๆ ก็ได้เห็นที่ด้านหลังที่พักอุทยานทุ่งแสลงหลวง ตรงหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ หนองแม่นา
                ทุ่งหญ้ากว้างลิบ ๆ สีทอง มีไม้ใหญ่อย่างต้นสนสองใบที่ช่างเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยเสียเหลือเกินในความรู้สึกของฉัน กระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ  เหลืออย่างเดียวที่ขาดไป  คือไม่มีสัตว์ผลุบ ๆ โผล่ ๆ ให้เห็นเท่านั้น
                รุ่งเช้าของที่นี่ในยามฤดูหนาว... เรียกเสียงกรี๊ดของเด็ก ๆ ได้ดี เหลือเกิน ด้วยโผล่หน้าออกไปนิดเดียว ก็เห็นหมอกหนาลอยอ้อยอิ่งปกคลุมไปทั่ว ทำให้ภาพต้นไม้ บ้านพัก ทางเดินรอบ ๆ ดูนุ่มนวล และมีมิติใกล้ไกล น้ำค้างเกาะพราวบนพื้นจนต้นหญ้าชุ่ม
                “หมอก.... หมอก”
                เสียงเด็ก ๆ ร้องลั่น
                อยู่บ้านน่ะเหรอ... น้าน นาน ถึงจะได้เห็นภาพหมอกหนาล้อเล่นกับทุ่งหญ้า ต้นไม้แบบนี้
                “ไป... ไปเดินเล่นกัน” ฉันกล่าวชวน
                เท่านั้นแหละ ตัวเล็กสองคนคึกคักเหลือเกิน รีบคว้าหยิบเสื้อกันหนาว กับหมวก แล้วเดินลุยออกไปสำรวจข้างนอก... อากาศดี สดชื่นอย่าบอกใคร  โดยเฉพาะเมื่อได้ย่ำไปด้านหลังบ้านพักเจอทางถนนที่ลุยเข้าไปในทุ่งหญ้า เดินไปตามทางเรื่อย ๆ ต้นไม้ที่โผล่เด่นมาท่ามกลางไอหมอก อวดเค้าโครง กิ่งก้าน รู้สึกไปเองหรือเปล่า... ว่าชวนมองกว่ายามปกติ  จนแดดเริ่มไล้ไล่ไอหมอกนั่นแหละ จึงค่อยเดินกลับบ้านพัก





                ทุ่งหญ้าสวันนาแค่แถวบริเวณที่พักเป็นแค่ภาพยั่ว อยากเห็นทุ่งกว้าง ๆ สวย ๆ  ต้องขับรถลุยไปตามเส้นทางไปสู่ทุ่งนางพญา ซึ่งอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ หนองแม่นา 14 กิโลเมตร ทางค่อนข้างลำบากสักหน่อย จะลุยเข้าไปได้ ต้องเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น
                ระหว่างทาง ได้เห็นป่าทุ่งหญ้าสีทองบนเนินลาดสูงต่ำ มีไม้ยืนต้นกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ  ลักษณะป่าทุ่งหญ้าแบบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแห้งแล้งของพื้นที่ ที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืชจำพวกหญ้าที่มีวงจรชีวิตสั้น  และสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ป่าบริเวณนี้เกิดไฟป่าบ่อยแน่นอน ทำให้ทำลายเมล็ดของไม้ใหญ่ไปเกือบหมด... สมกับที่ว่าต้นหญ้าเป็นต้นไม้ที่ช่างมหัศจรรย์ ต้นอะไรขึ้นไม่ได้ ฉันขึ้นก่อน  ค่อย ๆ นำพาความอุดม สมบรูณ์กลับสู่พื้นดิน และถ้าสามารถป้องกันไฟป่าได้อย่างจริงจัง ทุ่งหญ้ากว้างพวกนี้ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นป่าใหญ่ได้ต่อไปในอนาคต


                แล้วเราก็ไปถึงทุ่งนางพญา
                ทุ่งนางพญาต่างจากทุ่งแสลงหลวง ตรงมีต้นสนสองใบขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่
                เด็ก ๆ ชอบมาก วิ่งเข้าไปสำรวจด้านใน ต้นสนเป็นไม้ใหญ่ที่ลำต้นสูงตระหง่าน สง่า ชวนมอง ยิ่งยามแหงนมองเรือนยอดที่พุ่งขึ้นไปด้านบน จะได้เห็นเส้นสายของกิ่งก้านที่สมมาตรตัดกับฟ้าสีเข้ม
                ร่มเงาแห่งป่าสน
                นอกจากความสูงใหญ่ของสนจะให้ความร่มรื่นแล้ว ความรู้สึกสดชื่นที่คุณได้รับเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางป่าสนเกิดจากการที่ต้นสนมีสาร terpentile ที่ทำให้หายใจสะดวก  ป่าสนจึงเหมาะเป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ...
                นั่นเป็นข้อความในแผ่นป้ายที่ทางอุทยานติดตั้งไว้
                สูดหายใจเข้าลึก ๆ  ไม่รู้อุปทานหรือย่างไร รู้สึกสดชื่น  ปลอดโปร่ง เนื้อตัว จิตใจ มันพองโตไปหมด หรือว่า... กำลังชิดใกล้กับผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ของโลก... ต้นไม้ ซะละมัง



                  ภายในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงครอบคลุมสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง แก่งวังน้ำเย็น แก่งหินขนาดใหญ่ที่สามารถลงเล่นน้ำได้อยู่ห่างจากที่พักไปประมาณ  7 กิโลเมตร  ทุ่งหญ้าโนนสนที่ว่ากันว่าในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน เป็นช่วงที่ดอกไม้นานาชนิดผลิบานเต็มทุ่ง อยู่ห่างจากที่พักไป 16 กิโลเมตร จากนั้นต้องเดินเข้าไปในทุ่งอีก16 กิโลเมตร  นั่นเป็นข้อมูลที่ได้จากที่ทำการอุทยาน น่าเสียดายว่า ไม่ยักมีหนังสือสวย ๆ คู่มือศึกษาธรรมชาติวางขายบ้างเลย  ฉันเคยซื้อหนังสือ “คู่มือทางเดินศึกษาธรรมชาติเขาหินแดง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง”  เขียนโดย “เพชร มโนปวิต” จัดพิมพ์โดยมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร  อธิบายถึงผืนป่าห้วยขาแข้ง และเส้นทางเดินธรรมชาติเขาหินแดง  ว่าระหว่างทาง ผู้มาเยือนจะได้พบเจอกับสภาพป่าแบบไหน  เจอะเจอพรรณไม้ ต้นไม้ รวมถึงโอกาสที่จะได้เจอะเจอสัตว์อะไรบ้าง  อธิบายได้เข้าใจง่าย และภาพประกอบสวยแจ่มอย่าบอกใคร  ถึงไม่ต้องอยู่ในป่าห้วยขาแข้ง ฉันก็ยังหยิบมาอ่าน มาพลิกดูภาพประกอบอยู่เรื่อย ๆ   ถ้าอุทยานแห่งชาติของประเทศไทยทุกแห่งจัดทำหนังสือแบบนี้จะช่วยให้ผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ เข้าใจถึงวงจรชีวิตทางธรรมชาติ มีความรู้เรื่องราวของพรรณไม้ และสภาพผืนป่าในประเทศได้ดียิ่งขึ้น
                ...
                การมาเที่ยวกับเด็ก ๆ  ที่พลังงานเหลือเฟือต้องคอยหากิจกรรมให้ทำไม่ให้อยู่นิ่ง  ช่วงเช้า ๆ เย็น ๆ ที่อากาศกำลังดี  เด็ก ๆ พากันไปเช่าจักรยานขี่วนรอบบริเวณที่พัก  ทางที่ลาดขึ้น ๆ ลง ๆ ทำเอาสนุกกันใหญ่  นอกจากการขี่จักรยานแล้ว  กิจกรรมอีกอย่างที่สนุกไม่น่าเชื่อคือการก้ม ๆ เงย ๆ เก็บลูกสน
                ต้นสนนอกจากจะมีฟอร์มต้นที่สวยงามแล้ว ลูกสนที่หล่นตกใต้ต้นที่มีลักษณะเป็นโคนรูปกรวย ประกอบด้วยเกล็ดแตกอ้าเป็นกลีบแข็ง ๆ คล้ายกลีบดอกไม้ที่ติดอยู่ตรงแกนกลาง ดึงดูดไม่แพ้กัน แรก ๆ ที่เห็น เด็ก ๆ เก็บมาดูอย่างสงสัย ว่าคืออะไร... ก่อนสรุปง่าย ๆ ว่าสวยดี  จากนั้นจึงพากันไปเดินเก็บลูกสน เลือกที่สวย ๆ กลีบที่แตกอ้าครบถ้วน สมบูรณ์ แข่งกันว่าใครจะเก็บลูกสนได้มากกว่ากัน และลูกสนของใครจะสมบูรณ์สวยกว่ากัน
                จากนั้น กิจกรรมการเก็บลูกสนเริ่มบรรเจิดกว่าเดิม
มีการเลื่อนถังขยะมาวางตรงตำแหน่งเหมาะ ๆ เพื่อแข่งกันโยนลูกสนลงถัง
ลงบ้าง ไม่ลงบ้าง ส่วนใหญ่ไม่ค่อยลงกันหรอก
แล้วจู่ ๆ เจ้าตัวโตก็ปิ๊งวาบขึ้นมา บอกพ่อกับแม่ว่า ลูกสนเวลาโดนน้ำแล้วกลีบที่เป็นเกล็ดแตกอ้าจะหุบลง  พอแห้งแล้วกลีบที่หุบจะกลับมาบานใหม่
                ทำเอาพ่อกับแม่หูผึ่ง  ไปรู้จากไหนเนี่ย ?
                เจ้าตัวโต ทำหน้าฉงนมองพ่อกับแม่
                “จะรู้จากไหน... ที่รู้ก็จากการอ่านทั้งนั้นแหละ”
                ฟังดูดีเนอะ  พ่อกับแม่ยังไม่รู้เลย  อย่างนี้ต้องทำการทดลองกันสักหน่อย
ทดลองครั้งแรกไม่ได้ผล เพราะคิดว่าลูกสนแค่เปียกน้ำก็พอแล้ว แต่นั่นไม่พอต้องแช่ลูกสนทั้งลูกลงไปในน้ำ  แล้วต้องใช้เวลาด้วยนะ ไม่ใช่จุ่มพรวดแล้วหยิบขึ้นมา แล้วไม่น่าเชื่อ...กลีบแข็ง ๆ ที่บานออกได้หุบลงมาแนบกับแกนกลางจริง ๆ ด้วย
เจ้าตัวโตตื่นเต้น  “ลูกสนมันตายแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมมันยังหุบได้ละ”
ไม่ใช่แค่กลีบหุบ พอปล่อยให้ลูกสนแห้งสนิทกลีบที่หุบก็กลับมาบานได้ใหม่จริง ๆ ด้วย
“มันตายแล้วไม่ใช่ ทำไมมันยังทำยังงี้ได้ล่ะ” 
“เอ้า... แล้วในหนังสือไม่ได้บอกไว้หรือไง”  ถึงคราวพ่อกับแม่ถามบ้าง
“ไม่รู้” เจ้าตัวโตส่ายหน้า  “จำไม่ได้ว่าบอกไว้หรือเปล่า”
                กลายเป็นภาระที่หลังจากจบการเดินทางแล้ว ต้องมาหาคำตอบของการทดลอง ว่าทำไมลูกสนที่หล่นร่วงจากต้นแล้ว ถึงยังคงหุบและบานได้?
                และนี่คือคำตอบ
                ลูกสนที่หล่นร่วงจากต้นแล้วจะยังคงรักษากลไกสมัยที่ยังทำหน้าที่เป็นอวัยวะช่วยในการแพร่พันธุ์ของต้นไม้ โดยในช่วงที่เมล็ดยังไม่สมบูรณ์ เกล็ดของลูกสนจะหุบสนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดร่วงหล่นออกมา กระทั่งเมล็ดสมบูรณ์พร้อมในสภาพที่อากาศแห้ง เกล็ดจะบานออกเป็นการปลดปล่อยเมล็ดที่ห่อหุ้ม เมื่อทำหน้าที่
โปรยปรายเมล็ดเรียบร้อย ลูกสนจะหลุดร่วงจากขั้ว และตราบใดที่ลูกสนนั้นยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์  จะยังคงหุบเกล็ดที่แตกอ้าเมื่อได้รับน้ำ และเกล็ดจะบานออกอีกครั้งเมื่อแห้งสนิท เป็นเช่นนั้น ทั้งที่ไม่ได้มีชีวิตอยู่บนต้นอีกแล้ว
                และ... เป็นจริงเสียด้วยที่ว่าตราบใดที่ลูกสนยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์  เกล็ดจะหุบเมื่อได้รับน้ำ และบานอีกครั้งเมื่อแห้งสนิท  เพราะเมื่อกลับถึงบ้าน ฉันได้ลองหยิบเอาลูกสนที่เคยเก็บมาจากต่างประเทศเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วมาทดสอบ และน่าทึ่ง ที่ลูกสนลูกนั้นเกล็ดยังคงบานและหุบได้เช่นเดียวกับลูกสนที่หล่นร่วงจากต้นใหม่ ๆ ที่ทุ่งแสลงหลวง