15 พฤษภาคม 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 10

เม็กซิโกมีปิรามิด

ยูลีต้องติดใจอะไรนักหนากับประเทศอียิปต์แน่ ๆ เพราะสถานที่แรกในเม็กซิโก ซิตี้ที่เจ้าหล่อนนำเสนอชักชวนให้ฉันไปเยือนเป็นเมืองโบราณชื่อว่า Teotihuacan (เตโอติวากัน) เจ้าหล่อนสนอกสนใจเมืองโบราณแห่งนี้เป็นพิเศษ เพราะ…ภายในตัวเมืองมีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า ปิรามิด ตายล่ะ…จากมัมมี่ วานนาฮัวโต้ ฉันกับยูลีกำลังจะไปเยือน ปิรามิด เตโอติวากันกัน

ฉันกับยูลีนั่งรถไฟใต้ดินไปจนสุดเส้นทางสายสาม แล้วมองหารถประจำทางไปต่อยังเตโอติวากัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ประหลาดที่รถโดยสารปล่อยนักท่องเที่ยวลงด้านหลัง ฉันกับยูลีเดินตามคนอื่นไปอย่างเคว้ง ๆ กึ่งสงสัย เพราะรู้สึกเหมือนถูกจับมาปล่อยเกาะกลางที่รกร้างแห้งแล้งมากกว่า แต่สักครู่ค่อยโล่งใจ เมื่อเจอเข้ากับป้อมเจ้าหน้าที่เก็บเงิน เอาน่า…. นึกปลอบใจตนเอง… มันต้องมีอะไรให้ดูสิ ไม่งั้นจะมีป้อมเก็บเงินได้ไง

แล้วฉันกับยูลีก็เริ่มเห็นซากเก่าของตัวเมืองลิบ ๆ นึกค่อนในใจขณะเดินตากแดดหัวแดงลัดเลาะไปตามทาง ..ไม่เห็นจะมีนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่… แถมดูไม่ใคร่ยิ่งใหญ่อีกต่างหาก ถูกหลอกหรือเปล่าเรา แต่ครั้นโผล่หน้าไปเผชิญปิรามิดอย่างจัง ๆ ความคิดค่อนแคะก็เปลี่ยนเป็นเคอะเขิน … ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย เป็นกบในกะลาอีกแล้ว

เตโอติวากันเป็นเมืองโบราณ ที่คาดกันว่าก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 200 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นเมืองโบราณที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า… ใคร.. ชนเผ่ากลุ่มไหน…เป็นผู้สร้างเมืองนี้ขึ้นมากันแน่ กระทั่งชื่อเรียกที่แน่ชัดดั้งเดิมยังเป็นปริศนา ทั้งที่ในอดีตเมืองแห่งนี้เคยรุ่งเรือง มีประชากรอาศัยหนาแน่นถึงประมาณ 100,000-200,000 คน และยังได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันดับที่หก แล้วจู่ ๆ ในช่วงศตวรรษที่ 7 เมืองนี้ก็ล่มสลายไปเฉย ๆ คาดว่าถูกเผาทำลายโดยผู้รุกรานจากเมืองใกล้ ๆ เตโอติวากันถูกปล่อยทิ้งรกร้างเป็นเวลากว่า 6 ศตวรรษ ก่อนที่ชาวเผ่าแอซเทคจซึ่งเป็นชนเผ่าโบราณในเม็กซิโกอพยพมาจากเอเชียทางช่องแคบแบริ่งเมื่อ 20,000 ปี ก่อนคริสตกาลจะมาเจอเข้า ความยิ่งใหญ่ของเมืองคงสร้างความงงงันและตื่นตะลึงแก่ชนเผ่าแอซเทค กระทั่งพวกเขาเรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า เตโอติวากัน ซึ่งแปลว่า สถานที่สถิตของพระจ้า ภายในเมือง มีการวางผังอย่างดีเยี่ยม มีถนนสายสำคัญ ทอดยาวจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ ชาวแอซเทคเรียกขานถนนสายนี้ว่า Avenue of the Dead ถนนสายคนตาย เพราะเข้าใจผิดคิดว่าแท่นที่เรียงรายสองข้างทางริมถนนนั้นเป็นหลุมฝังศพ ตรงสุดปลายถนนทางทิศเหนือเป็นที่ตั้งของปิรามิดขนาดใหญ่ เรียกขานว่าปิรามิดพระจันทร์

Avernue of Dead

ปิรามิดพระจันทร์


ปิรามิดพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศใต้ และที่ซ้อนด้านหลังปิรามิดพระจันทร์เป็นภูเขาที่อยู่ในตำแหน่งซ้อนทับกันพอดีชื่อว่า Cerro Gordo นั่นย้ำให้เชื่อว่าเมืองแห่งนี้ได้รับการออกแบบอย่างดีเยี่ยมและกลมกลืนกับภูมิศาสตร์ที่ตั้ง

ถัดจากปิรามิดพระจันทร์ออกไปราวหนึ่งกิโลเมตรเป็นที่ตั้งปิรามิดพระอาทิตย์ที่หันหน้าไป

ทางทิศตะวันตก ปิรามิดพระอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าปิรามิดพระจันทร์ มีทางบันไดตรงกลางให้เดินขึ้นไปข้างบนได้ ฉันไม่รอช้าที่จะฉวยโอกาสที่ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ปีนขึ้นไปบนยอดบนสุด เมื่อมองจากด้านบนยิ่งเห็นได้ชัดว่าเมืองเมืองนี้ได้รับการออกแบบ วางผังเมืองมาอย่างดีเยี่ยมเพียงใด มนุษย์หนอ… จะซ่อนความน่าอัศจรรย์อะไรไว้นักหนา

ปิรามิดพระอาทิตย์

รอบ ๆ ลานปิรามิดพระอาทิตย์ เป็นที่ชุมนุมของเหล่าพ่อค้า แม่ค้าเร่ขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว แม้จะเป็นบรรยากาศที่น่าเวียนหัว แต่ด้วยบุคลิกของชาวเม็กซิกันกลับไม่ทำให้รู้สึกอารมณ์เสีย เพราะการเข้าถึงตัวนักท่องเที่ยวสุภาพ แถมยังพยายามเป็นเจ้าบ้านที่ดี อธิบายประวัติความเป็นมาของสถานที่นี้ให้ฉันกับยูลีฟังอย่างเต็มความสามารถ (แม้จะตะกุกตะกักสักหน่อย แถมความน่าเชื่อถือก็เชื่อไม่ได้เต็มร้อยก็ตาม)

20 เมษายน 2555

ยุโรป จาก เนเธอร์แลนด์ ถึง ฝรั่งเศส

ต้องการบันทึกข้อมูลบางอย่างของการเดินทางรอบนี้ไว้ ... ทั้งเก็บเป็นข้อมูลของตัวเอง และเอาจจะเป็นประโยชน์ัสำหรับคนอื่น



  • ค้นพบว่า ไม่สามารถซื้อตั๋วรถไฟของ Thalys (http://www.thalys.com)  ผ่านทางเว็บได้ หลังจาก   พยายาม เข้าไปศึกษาเส้นทางเดินรถไฟ ตรวจราคาตั๋ว จากนั้นพยายามจะซื้อตั๋วราคาโปรโมชั่นของ ทาลิส ซึ่งจะ ถูกกว่าราคาปกติมาก โดยตั๋วพวกนี้จะเป็นตั๋วประเภท no-flex คือเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรไม่ได้เลย  หลังจากพยายามจอง และจะจ่ายเงิน online ปรากฏว่าระบบจะแจ้งทุกครั้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงโทรไปถามบัตรเครดิต ทางบัตรแจ้งว่า ไม่มีการทำรายการเข้าไปเลย เลยทดลองเปลี่ยนใช้บัตรเครดิตอื่น  ลองเปลี่ยนไปสองสามเจ้า ใช้ทุกบัตรที่มีอยู่ (ความพยายามเป็นเลิศ สำหรับของถูก) กระทั่งไปเจอแจ้งครั้งหนึ่งว่า ระบบไม่รับบัตรเครดิตนอกโซน   ยุโรป  อ้าว ! แล้วทำไมไม่แจ้งในระบบให้ทราบเป็นเรื่อง เป็นราวหนอ... แต่ยังไม่ยอมแพ้ ทดลองใช้บัตร American Express  ใช้ได้แฮะ... เพิ่งจะเห็นประโยชน์ของบัตรยี่ห้อนี้ ก็คราวนี้เอง 
  • ยังไม่จบเรื่องการซื้อตั๋วรถไฟทาลิสผ่านเว็บไซต์ เนื่องจากรถไฟยี่ห้อนี้เป็นความร่วมมือ แล่นระหว่างประเทศเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และฝรั่งเศส การเข้าไปจองซื้อตั๋วจึงสามารถที่จะเลือกเข้า site ของ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม หรือฝรั่งเศสได้ ค้นพบอีกว่า ควรจะเข้าไปของประเทศฝรั่งเศสระบบจะจองง่าย และการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิตไม่จุกจิกเท่ากับ site ของประเทศอื่น
  • ค้นพบว่าไม่สามารถใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วรถไฟทุกประเภทในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ เนื่องจากจะต้องกด  pin number ของบัตรยืนยันอีกครั้ง  (ระบุตรงเคาน์เตอร์ซื้อตั๋วชัดเจนว่าหากซื้อด้วยบัตรเครดิตจะต้องใช้ pin number)  pin number คืออะไร ยังไม่รู้เลย ฉนั้น skip เรื่องที่จะใช้บัตรเครดิตได้เลย
  • ค้นพบว่าร้านขายของหลายแห่งในเนเธอร์แลนด์ไม่รับบัตรเครดิต...เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะจะรู้สึกเสมอว่า ร้านค้าใน ยุโรป กับอเมริกาส่วนใหญ่รับบัตรเครดิตทั้งนั้น
  • ค้นพบว่าเงินยูโรที่เป็บแบงค์ค่าใหญ่ตั้งแต่ 100 Euro เป็นต้นไปใช้ยากมาก โดยเฉพาะแบงค์ 200 กับ  500   ยกเว้นจะจ่ายซื้อของที่มีมูลค่าเกิน 200 เหรียญขึ้นไป ทางร้านจะทำหน้าเบ้นิด ๆ ก่อนจำใจรับ
  • ในขณะที่บัตรเครดิตในเนเธอร์แลนด์เหมือนจะใช้ไม่สะดวก แต่บัตรเครดิตใช้ในฝรั่งเศส โดยเฉพาะในคาร์ฟูร์ ใช้ง่ายเหลือเกิน เพราะพอรูดบัตรเสร็จ จะได้ใบเสร็จทันที และจบแค่นั้น เจ้าของบัตรไม่ต้องเซ็นต์ชื่อด้วยซ้ำ
  • ชอบการติดต่อซื้อตั๋วรถไฟของเนเธอร์แลนด์ เพราะจะไม่มีกระจกกั้นระหว่างคนขายกับคนซื้อ ทำให้ รู้สึก คุยง่ายดี แล้วคนเนเธอร์แลนด์นี่ก็น่ารัก เป็นมิตร
  • พบว่า แต่ละร้านขายน้ำดื่ม กับน้ำอัดลมในราคาที่แตกต่างกัน เป็นทุกที่ทั้งเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยมและฝรั่งเศส ทั้งร้านที่เป็นร้านขายของชำธรรมดา หรือร้านที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่
  • ยังคงยืนยันว่า การซื้อตั๋วรถไฟในยุโรปไม่ควรซื้อผ่านตู้อัตโนมัติแม้จะสะดวก ควรจะซื้อผ่านคน เพราะ การซื้อตั๋วจำนวนหลายใบพร้อมกัน เจ้าหน้าที่จะแนะนำประเภทของตั๋วที่ซื้อแล้วประหยัดกว่าการซื้อตั๋วทีละใบมาก


23 มีนาคม 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 9

เม็กซิโก ซิตี้

เวลานึกถึงเมืองเม็กซิโก ซิตี้ คุณนึกถึงอะไร?

ข้อมูลเบื้องต้นเมืองเม็กซิโก ซิตี้ที่ฉันได้รับมา คือมหานครที่มีคนอาศัยวุ่นวายหนาแน่นประมาณ 20 ล้านคน เยอะกว่ากรุงเทพมหานครหลายเท่าตัว

ภาพแรกที่ฉันคาดว่าจะได้เห็น เมื่อเริ่มเข้าสู่เขตเมืองเม็กซิโกซิตี้ จึงเป็นภาพขบวนรถที่ติดวินาศสันตะโร และกลุ่มหมอกควันสีดำลอยทมึนเต็มท้องฟ้า แต่จู่ ๆ โดยไม่ทันได้ตั้งตัวรถบัสที่นำพาฉันกับยูลีจากวานนาฮัวโต้มายังเม็กซิโกซิตี้ก็เข้าไปจอดนิ่งในสถานีรถขนส่งขนาดใหญ่ โดยไม่ได้เห็นภาพที่แอบวาดไว้ล่วงหน้า…. แค่รู้สึกว่ารถราเริ่มหนาแน่นขึ้นเท่านั้น

ข้อมูลที่ประดังเข้ามาหลังจากลงจากรถที่สถานีขนส่งนั่นคือ… สถานีขนส่งของที่นี่ดีมาก ใหญ่โตกว่าสถานีขนส่งที่หมอชิต สะอาดสะอ้าน และเรียบร้อย และดูเหมือนมลพิษที่นี่จะไม่หนาแน่นเท่ากรุงเทพ… ที่นี่มีรถไฟใต้ดินสิบสาย… และที่นี่เป็นเมืองโฟลค์เต่าสีเขียว เพราะรถเท็กซี่ของที่นี่เป็นรถโฟลค์เต่า สีเขียว และมีปริมาณมากพอที่จะทำให้พื้นที่ของเมืองบางจุดเป็นสีเขียวพรืดได้

สถานีรถไฟใต้ดินอยู่ตรงข้ามสถานีขนส่ง แค่เดินข้ามถนนก็ถึงแล้ว….ดีจัง ดูท่าว่าการหาที่นอนในคืนแรกของที่นี่จะไม่ลำบากลำบนแบบที่วานนาฮัวโต้

ฉันกับยูลีสับสนกับปริมาณขบวนรถไฟใต้ดินที่มีถึง 11 สาย ต้องขอแผนที่จากเจ้าหน้าที่ และตั้งหลักกันครู่ใหญ่เลยทีเดียว โชคดีที่เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ คงเป็นเพราะอยู่ในเมืองหลวง


ภาพแสดงเส้นทางเดินรถไฟใต้ดินในเมืองเม็กซิโก ซิตี้

ที่พักที่เราเลือกไว้ชื่อว่า “แกรนด์ เท็กซัส” เป็นที่พักที่หนุ่มน้อยชาวเม็กซิกัน กับสาวน้อยญี่ปุ่นรายหนึ่งแนะนำมา เราเจอหนุ่มสาวคู่นี้ที่สถานีรถที่วานนาฮัวโต้ขณะรอรถไปเม็กซิโกซิตี้ ยูลีประสาสาวน้อยตัวกลมอารมณ์ดี เข้าไปผูกมิตรด้วย เลยรู้ว่าเจ้าหนุ่มเป็นลูกครึ่งเม็กซิกันญี่ปุ่น ส่วนสาวน้อยสั่งตรงมาจากแดนปลาดิบ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ทั้งคู่อาศัยอยู่ในเม็กซิโกซิตี้ หลังจากพูดคุยกันถูกคอ เราก็หยิบรายชื่อโรงแรมในเม็กซิโก ซิตี้ ที่จดมาให้สองหนุ่มสาวช่วยดู เผื่อจะมีคำแนะนำอะไรบ้าง ทั้งคู่แนะนำโรงแรมดังกล่าว ทันทีที่มาถึงเราจึงรีบโทรไปที่โรงแรมเพื่อจองที่พัก และโชคดีที่ที่พักไม่เต็ม แถมยังสามารถเดินทางไปถึงได้ง่าย ๆ ด้วยรถไฟใต้ดิน

ประเดิมใช้งานรถไฟใต้ดินครั้งแรกไม่คล่องตัวเอาเสียเลย แต่โชคดีมีคุณผู้หญิงใจดีสองคนให้ความช่วยเหลือ ใจดีถึงขนาดเดินนำเราสองคนไปที่ชานชาลารถ ทั้งที่ฉันกับยูลีขึ้นรถไฟคนละสายกับพวกเธอ

โรงแรมที่เราพักราคาย่อมเยา สะอาดสะอ้าน ที่ดีมาก ๆ คือเจ้าหน้าที่โรงแรมใจดี (อีกแล้ว) เป็นกันเองพิเศษคือมีเจ้าหน้าที่ผู้ชายคนหนึ่ง หุ่นท้วม ตัวเตี้ย หน้าตากลมเบ่งบานใจดี และอารมณ์ขันดูเหลือเฟือตลอดเวลา เจอะเจอหน้ากันเป็นไม่ได้ ต้องแวะทักทายพูดคุยแหย่สองสาวจากเอเชียตลอด ตอนแรกที่แกรู้ว่าเราพูดภาษาสเปนไม่ได้ ก็ส่ายหัวแบบอิดหนาละอาใจ ทำนองแม่สองสาวคู่นี้ไม่รู้จักใฝ่รู้เอาเสียเลย ฉันกับยูลีมารู้เอาภายหลังว่าชายผู้นี้เป็นเจ้าของโรงแรม จากบุคลิกและอัธยาศัยของเขา ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโรงแรมของเขาถึงได้รับการแนะนำบอกต่อในหมู่นักท่องเที่ยว

ขณะเดินเข้าซอยเพื่อเข้าโรงแรม เห็นร้านอาหารสามสี่แห่งระหว่างทาง อดยิ้มกันแก้มตุ่ยไม่ได้ อย่างน้อยกองทัพก็เดินด้วยท้อง ไม่อดตายแล้วเรา พอโยนข้าวโยนของเข้าห้องพักเสร็จก็ออกมาโซ้ยกันทันที อาหารที่นี่ถูกกว่าที่วานนาฮัวโต้นิดหน่อย จากนั้นเราก็กลับไปหลับกันพักใหญ่ จนสักสองทุ่มค่อยออกมาหาขนมกินเล่น

ทางเท้าที่นี่ไม่ได้มีไว้เฉพาะสำหรับคนเดิน แต่เต็มไปด้วยแผงลอยขายของทำนองเดียวกับบ้านเรา ฉันอยากขนมหวานขนาดหนัก ตัดสินใจเดินสุ่มเสี่ยงไปทางซ้ายมือ เดินหาตั้งไกล ที่นี่ไม่ยักมีร้านสะดวกซื้อแบบเซเว่นอีเลเว่น หรือเอเอ็ม พีเอ็ม พยายามเดินหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ สุดท้ายเดินย้อนกลับไปที่เดิม ก่อนลองเดินไปทางขวามือบ้าง ค่อยเจอร้านขายของชำอีกด้าน แสดงว่าร้านโชว์ห่วยของที่นี่ยังมีแรงฮึดไม่ล้มหายตายจากไปไหน นี่ขนาดตั้งอยู่ใกล้ประเทศต้นตำหรับนะ… ยังเอาตัวรอดอยู่ได้


รถไฟใต้ดินเมืองเม็กซิโก ซิตี้ เปิดใช้งานสายแรกเมื่อปี ค.ศ. 1969 จำนวน 16 สถานี  ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 11 สาย มีความยาวทั้งสิ้น 207 กิโลเมตร และมีจำนวนสถานีทั้งสิ้น 175 สถานี

รถไฟใต้ดินที่นี่มีผู้โดยสารใช้บริการคับคั่งหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  มีผู้ใช้บริการวันหนึ่ง ๆ มากกว่า
4 ล้านคน เป็นรองแค่กรุงมอสโคว์ที่มีผู้โดยสารประมาณ 7.5 ล้านคน เมืองโตเกียว 5.9 ล้านคน และกรุงโซล 4.4 ล้านคนเท่านั้น

รถไฟใต้ดินที่นี่ยังเป็นแห่งแรกของโลกที่ใช้สัญลักษณ์ แทนชื่อสถานีต่าง ๆ เพื่อเป็นการช่วยคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านตัวหนังสือไม่หลงทาง

Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

1 มีนาคม 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 8


แมนออฟลามันชา แมนออฟวานนาฮัวโต้
รู้จักดอนกีโฮเต้…แมนออฟลามันชามั้ยคะ… ยูลีไม่รู้จักคะ แต่ฉันรู้จักเพราะเคยอ่านบทละครเรื่องสู่ฝันอันยิ่งใหญ่… ที่คณะละครสองแปดนำมาแสดงเป็นละครเวที โดยแปลมาจากบทละครเรื่องดอน กีโฮเต้ แมนออฟลามันชา เขียนโดย เดล วาสเวอร์แมน นักเขียนบทละครชาวอเมริกัน  ซึ่งนำเรื่อง “El ingenioso hidalgo don Quijote de la Mancha” (สุภาพบุรุษเจ้าปัญญา ดอน กิโฮเต้ แห่งมานชา) ไปเขียนเป็นบทละครสำหรับออกอากาศทางโทรทัศน์มีความยาว 90 นาที ละครประสบความสำเร็จ  แต่วาสเซอร์แมน ยังไม่พอใจ เขารู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ กระทั่งมีคนเสนอว่าบทละครเรื่องนี้ ต้องทำเป็นละครเพลง เขาจึงได้ทำการเขียนใหม่ และนำออกแสดงที่โรงละครเฮาเวิร์ด เบย์ และประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ได้รับรางวัล “ละครเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี 1966” จาก New York Drama Critics Award  สำหรับละครในภาคภาษาไทย  มีคุณศรัณยู วงศ์กระจ่าง และคุณจรัล มโนเพชรผลัดกันแสดงเป็นดอนกีโฮเต้ และมี นรินทร ณ บางช้าง เล่นเป็นอัลดอนซา สาวชาวนา
ฉันเจอะเจอดอนกีโฮเต้ขี่ม้านำหน้ามีซันโชคนรับใช้รูปร่างอ้วนเตี้ยขี่ลาตามหลังบนเสื้อยืดที่วางขายให้เห็นทั่วไปในเมืองวานนาฮัวโต้  เอ๊ะ! แล้วดอนกีโฮเต้ มาเกี่ยวข้องอะไรกับเมืองเมืองนี้ละ คนเขียน…นายมิเกล  เด แซร์บานเตส (Miguel De Cervantes) ก็เป็นคนสเปน ไม่ใช่คนเม็กซิกันซะหน่อย แถมเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในท้องเรื่องก็ไม่ได้เกิดในเม็กซิโกอีก… แล้วมันยังไงกัน
จะหาคำตอบก็ต้องลุยถึงแหล่ง
งานศิลปะที่วางโชว์ในพิพิธภัณฑ์ ดอนกีโฮ้เต้ กับ ซันโช คนรับใช้

 เมืองวานนาฮัวโต้มีพิพิธภัณฑ์ดอนกีโฮเต้  (Quijote Iconographic Museum) เมื่อเช้าที่แวะไปเยือนพิพิธภัณฑ์มัมมี่นั้นเป็นความคิดของยูลี หากคราวนี้เป็นคิวฉันบ้าง ตะแรกยูลีก็ไม่สนใจพิพิธภัณฑ์นี้สักเท่าไหร่ แต่พอฟังฉันพูดถึงบ่อย ๆ แถมเห็นรูปสกรีนดอนกีโฮเต้ กับคนรับใช้บนเสื้อยืดที่วางขายให้เกลื่อน เจ้าหล่อนก็ชักเริ่มตื่นเต้นตาม จากแผนที่พิพิธภัณฑ์ดอนกีโฮเต้ตั้งอยู่แถวด้านหลังโรงละครฮวนเรซ เราเลยย้อนกลับไปตั้งต้นที่จตุรัสจาร์ดินอีกครั้ง และหลังจากเดินวนเวียนหาอยู่ไม่นานก็เจอพิพิธภัณฑ์จนได้
ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปก็เจอเข้ากับรูปปั้นศรีษะนายมิเกล เด แซร์บานเตส  และตัวละครในจินตนาการของเขา… ดอนกีโฮเต้ นั่งอ่านหนังสืออยู่บนศรีษะ เก๋เสียไม่มี

ภายในพิพิธภัณฑ์ แสดงงานศิลปะที่อุทิศให้กับตัวละครในบทประพันธ์เอกของมิเกล เด เซร์บาสเตสล้วน ๆ มีแต่เรื่องราวของดอนกีโฮเต้ และคนรับใช้เท่านั้น ทั้งภาพวาด งานแกะสลัด และรูปปั้นในอิริยาบทท่วงท่าต่าง ๆ โดยศิลปินจากหลากหลายประเทศ เป็นพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ที่อุดมไปด้วยฝันของชายชราที่พฤติกรรมออกจะเพี้ยน ๆ ด้วยเชื่อว่าตนเป็นอัศวินที่ชื่อว่า “ดอนกีโฮเต้” แห่งลาแมนชา  คิดว่าโรงแรมธรรมดาเป็นปราสาท สาวชาวนาเป็นเจ้าหญิง และกังหันลมเป็นยักษ์ร้าย แต่นั่นแสดงให้เห็นถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ การฝันถึงสิ่งที่ดีงาม ที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อับจนสิ้นไร้
สำหรับส่วนตัวฉันนั้นโปรดปรานภาพโปสเตอร์ใบหนึ่งที่บังเอิญเห็นติดอยู่ข้างผนังด้านหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในส่วนบริเวณแสดงงานของพิพิธภัณฑ์ ภาพโปสเตอร์ดังกล่าวคล้ายเป็นภาพโฆษณาอะไรบางอย่าง ดอนกีโฮเต้ขี่จักรยานคันใหญ่ มีคนรับใช้ขี่จักรยานคันเล็กตามท้าย … อัศวินสมัยโบราณ เมื่อหลงมาอยู่ในยุคปัจจุบันขี่จักรยานนี่แหละเหมาะเหม็งดี  ไม่เอาเปรียบสัตว์ แล้วก็ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกต่างหาก เสียดายแต่ว่าไม่ได้ถ่ายภาพเก็บไว้… มีแต่ความทรงจำที่เหลืออยู่ล้วน ๆ
มาถึงแหล่งแล้ว… ยังไม่รู้ว่าพิพิธภัฑณ์ดอนกีโฮเต้มาตั้งอยู่ที่นี่ได้อย่างไรก็กระไรอยู่
ฉันกับยูลีพยายามกวาดสายตา เสาะหาเบาะแส หรืออะไรสักอย่างที่พอจะเป็นแหล่งข้อมูลให้ได้ แล้วเราก็เหลือบไปเห็นห้องทำงานแห่งหนึ่งภายในพิพิธภัณฑ์เปิดอยู่  ชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ในนั้น คาดเดาจากเครื่องแต่งกาย และลักษณะการวางท่าทีคงมีตำแหน่งสำคัญไม่เบาในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เลยขอเข้าไปคุยด้วย
คะ… ไม่ต้องแปลกใจ ชายผู้นี้ไม่พูดภาษาอังกฤษเหมือนชาววานนาฮัวโต้ทั้งหลายที่เราเจอะเจอมาก่อนหน้านี้  แต่ภาษาไม่ใช่อุปสรรค เมื่อเข้าใจคำถามของฉันกับยูลีแล้ว เขาได้เขียนคำตอบข้อสงสัยของเราเป็นภาษาสเปนใส่ในกระดาษให้อย่างเต็มอกเต็มใจ เพื่อให้เราไปหาคนแปลให้ฟังในวันหลัง (ฉันบอกแล้วว่าคนเม็กซิกันน่ารักสุด ๆ )
จากคำอธิบายเป็นเพราะมีคนต้องการเผยแพร่วรรณกรรมโลกชิ้นเอกนี้ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายโดยทั่วไป จึงมีการมองหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับตัวละครเอกในเรื่องนี้ เมืองวานนาฮัวโต้ได้รับเลือก เพราะเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยศิลปะและวัฒนธรรม และคนที่นี่ใช้ภาษาเดียวกับนักประพันธ์ นั่นคือภาษาสเปน
นอกจากที่นี่จะมีพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศเป็นพิเศษสำหรับตัวละคนเอกนามดอนกีโฮเต้แล้ว… ยังมีเทศกาลที่จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนตุลาคมชื่อว่า Cervantes Festival เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่มิเกล  เด แซร์บานเตสผู้ให้กำเนิดดอนกีโฮเต้
คืนวันนั้นเป็นคืนวันอาทิตย์  รอบ ๆ จตุรัสจาร์ดินเปลี่ยนเป็นจตุรัสการแสดง มีกลุ่มนักดนตรีได้ยึดจับจองพื้นที่ตามจุดต่าง ๆ แสดงความสามารถกันอย่างเต็มที่  ซึ่งเปิดโอกาสเฉพาะคืนวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์เท่านั้น นักแสดงนายหนึ่ง ต้อนผู้คนเข้าไปนั่งตรงบันไดหน้าโรงละครฮวนเรซ นับว่าเข้าท่า แปรบันไดทางขึ้นโรงละครเป็นที่นั่งชมการแสดง นักแสดงนายนี้แสดงละครใบ้ เราเลยหัวเราะเอิ้กอ้ากผสมโรงไปกับเขาได้
                หมดจากนักแสดงรายนี้ก็ผลัดเปลี่ยนเป็นคราวของกลุ่มนักดนตรีห้านายมาเล่นดนตรีสนุก ๆชักชวนให้นักท่องเที่ยวร้องตาม เล่นได้สักสี่ห้าเพลง ก็ชักชวนให้นักท่องเที่ยวเดินตามเป็นขบวน เหมือนขบวนแห่ ไปหยุดตามลานที่อยู่ใกล้ ๆ เราตามไปได้สักพักเห็นท่าไม่ค่อยดีเพราะมีคนเข้ามาขายไวน์ จริง ๆ แล้วขวดไวน์สวยมาก มีรูปดอนกีโฮเต้ด้วย แต่เราไม่กล้าลองและอยู่ต่อ เพราะกลัวจะมีคนเมาซึ่งจะเป็นอันตราย ค่ำคืนวันอาทิตย์ของเมืองแมนออฟลามันช่า จึงจบลงอย่างไม่ดึกนัก
 




Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

28 กุมภาพันธ์ 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 7

วานนาฮัวโต้มีมัมมี่


ไม่รู้ยูลีไปฟังคำชวนเชื่อของเพื่อนเม็กซิกันคนไหนเข้า แม่สาวร่างกลมถึงหมายมั่นปั้นมือเป็นนักเป็นหนาว่าเช้านี้จะต้องไปเยือนพิพิธภัณฑ์มัมมี่ให้จงได้

ฉันกับยูลีตั้งต้นจากป้ายหยุดรถประจำทางหน้าโรงแรมตึกแถวของพวกเรา รถคันไหนหยุดจอดก็ตะโกนถามคนขับ “มอเมียส” (momias) ออกเสียงตามภาษาสเปน พอคนขับพยักหน้า สี "si" แปลว่าใช่ ก็กระโดดขึ้นรถไปได้เลย ทันทีที่ได้ที่นั่ง ฉันตั้งใจว่าจะแอบงีบหลับเอาแรงสักหน่อย ที่ไหนได้รถแล่นไปได้ประมาณ 5 นาที คนขับก็หยุดรถตะโกนบอกผู้โดยสาร "มอเมียส"
ฉันกับยูลีรีบลุกลงจากรถ รู้สึกเสียดายเงินค่าโดยสารตงิด ๆ แต่นั่นแหละ จะงกไปใย ถึงระยะทางจะไม่ไกลมาก แต่เราคงต้องนั่งรถอยู่ดี เพราะไม่รู้เส้นทาง แถมทางยังลาดชันขึ้นเนินตลอดอีกด้วย


มีผู้โดยสารประมาณ 5-6 คนที่มีเป้าหมายที่เดียวเหมือนเรา คนขับรถชี้บุ้ยใบ้ให้เดินข้ามถนนไปอีกฟาก ทำนองว่า พิิิพิธภัณฑ์อยู่ทางด้านนั้น พอข้ามถนนไปปุ๊ป แหมม พี่เม็กนี่ไม่เบา แกทำป้ายบอกทางไปพิพิธภัณฑ์มัมมี่ได้เก๋มาก ใช้สีเปรย์พ่นเป็นลูกศรตรงผนังหินข้างทาง แล้วเขียนคำว่า Mormias ลงไป ไม่รู้ว่าเป็นป้ายที่เป็นทางการ หรือเด็กช่างกลที่ไหนสนับสนุนการท่องเที่ยวของเมือง

ตอนเข้าไปบรรยากาศวังเวงทีเดียว เห็นใจสาวน้อยสองคนด้วยเถอะ… เพราะเราได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางซากศพที่ไม่เน่าเปื่อยถึง 107 ศพ ดีว่าทางพิพิธภัณฑ์จัดคนเข้าชมเป็นกลุ่ม ไม่ได้ปล่อยให้เดินสเปะสะปะเข้าไปอย่างไร้ทิศไร้ทางเอง แต่ละกลุ่มจะมีเจ้าหน้าที่คอยบรรยายความเป็นไปตลอดทาง แต่ขอโทษเป็นภาษาสเปนอีกตามเคย ร่างมัมมี่จะใส่ไว้ในโลงกระจกให้เห็นเด่นชัด สภาพศพสมบูรณ์มาก เนื้อแห้งกรังติดกระดูก หลายร่างยังมีเส้นผมหลงเหลือบนศรีษะ บางร่างมีรูปถ่ายคนตายติดไว้ด้วย และที่ยืนยันนักหนาว่าสภาพศพสมบูรณ์เพราะ ฉันกับยูลีสามารถแยกออกว่าศพไหนเป็นเพศหญิง ศพไหนเป็นศพเพศชายได้น่ะสิ สงสัยมั้ยคะ… ว่ารู้จากไหน ก็อาศัยดูจากท่อนกลางของร่างกายน่ะแหละ ยูลีมองหัวเราะคิกคัก หน้าแดง ไอ้ที่ควรจะน่ากลัวเลยหมดบรรยากาศเลย

มัมมี่ เมืองวานนาฮัวโต้ที่คงสภาพดี ไม่เน่าเปื่อยนั้นว่ากันว่าเป็นเพราะสภาพความแห้งของอากาศ และดินที่อุดมด้วยแร่ธาตุซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของเมืองนี้โดยเฉพาะ ช่ายรักษาคงสภาพศพไว้ สภาพดินของที่นี่ทำให้ศพกลายเป็นมัมมี่ได้ภายในห้าปี ศพมัมมี่เหล่านี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญ เพราะคนในพื้นที่ไม่มีเงินจ่ายค่าหลุมศพ ทำให้ต้องขุดศพกันขึ้นมา และพบว่าศพที่ขุดขึ้นมานั้นไม่เปื่อยเน่าสลายไปอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีศพที่โดยขุดขึ้นจากหลุมศพจำนวนเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามีร่างมัมมี่แสดงในพิพิธภัณฑ์ อยู่ 107 ร่าง


 



รูปปั้น El pi’pila
จากพิพิธภัณฑ์มัมมี่ เราได้ต่อรถไปยังรูปปั้นชายงามที่แลเห็นโดดเด่นบนยอดเขาหลังโรงละควรฮวนเรซเมื่อเย็นวาน…. El Pi'pila

เมื่อไปถึงสถานที่ รอบ ๆ บริเวณรอบลานรูปปั้นอุดมไปด้วยคนเดินเร่ขายของที่ระลึกรอบ ๆ บรรยากาศ คล้ายคลึงกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของบ้านเรา แหม.. นี่ถ้าเม็กซิโกกับพี่ไทยประเทศตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันต้องได้เป็นบ้านเพื่อนเกลอมิตรแท้กันแน่ คล้ายคลึงกันขนาดนี้ละก้อ

จากด้านบน สามารถมองเห็นเมืองวานนาฮัวโต้ได้ทั้งเมือง ดีจัง…. แล้วบนเนินที่ตั้งรูปปั้นก็ไม่ได้สูงอะไรมากมาย ทำให้มองเห็นตึกอาคารด้านล่างได้ชัดเจน ฉันกับยูลีสามารถยืนมอง และแยกแยะกันได้ว่าอาคารไหนเป็นอาคารไหน อย่างเพลิดเพลิน



ภาพเมืองวานฮัวโต้เห็นจากด้านบนบริเวณรูปปั้น El pi’pila



Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com


30 มกราคม 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 6


๖. ที่นี่อาณานิคมสเปน

วานนาฮัวโต้เป็นเมืองที่เติบโตจากการทำเหมือง จึงมีทำเลที่ตั้งในหุบเขา และติดกับแม่น้ำเพื่อที่จะผันน้ำเข้ามาใช้ได้ง่าย และก็เพราะทำเลที่ตั้งที่พิเศษ ทำให้เมืองนี้ต่างจากลักษณะเมืองอาณานิคมอื่นของสเปนที่จะมีการวางผังเมืองอย่างเรียบร้อย ถนนตัดจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ ทิศตะวันออกไปยังตะวันตก อย่างเป็นระบบระเบียบ แต่สำหรับวานนาฮัวโต้แล้วด้วยชัยภูมิที่ตั้งไม่ได้เอื้อให้เป็นเช่นนั้นได้ ถนนของที่นี่จึงเป็นตรอกแคบ ๆ ที่ชันและคดเคี้ยว และนี่แหละ.. คือเสน่ห์ของวานนาฮัวโต้ล่ะ


อาคารสวย ๆ ริมทางถนนในเมือง
สีสันบาดใจริมทาง
ใกล้ ๆ กับที่พัก เดินไปไม่กี่มากน้อย ฉันกับยูลีเจอเข้ากับอาคารใหญ่หลังคาโค้งยกสูงเป็นทรงกลม แว่บแรกที่เห็นชวนให้นึกถึงสถานีรถไฟ ทั้งยังมีนาฬิกาติดตั้งด้านบนที่ยังทำงานได้เที่ยงตรงดีอยู่ แต่… ด้วยทำเลที่ตั้งและสภาพแวดล้อมแล้ว อาคารดังกล่าวไม่ใช่สถานีรถไฟแน่นอน แผนที่ท่องเที่ยวที่ติดมือมาให้ความกระจ่างต่อข้อสงสัย

mercado hildago คือชื่อของสถานที่นี้ mercado ในภาษาสเปนแปลว่าตลาด ส่วน hildago เป็นชื่อของผู้นำในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากประเทศสเปน

ตลาดฮิวดาโก ฉันคงต้องเรียกอย่างนั้น รูปลักษณ์ภายนอกของอาคารที่ชวนให้นึกถึงสถานีรถไฟนั้นมีเหตุผลอยู่ เพราะเจ้าตัวตึกที่ว่าเคยเป็นสถานีรถไฟมาก่อนจริง ๆ ที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนถูกขนย้ายมาตั้งที่นี่ และได้กลายเป็นตลาด ตอนก้าวเท้าเข้าไปข้างใน งุนงง…. และประหลาดใจ เพราะเจ้าตลาดฮิวดาโก้ช่างพ้องกับตลาดวโรรสที่จังหวัดเชียงใหม่เสียจริง พ้องที่ว่านั่นคือพ้องเรื่องของบรรยากาศ และการจัดวางข้าวของภายใน เนื่องจากด้านในอาคารแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นล่างส่วนใหญ่เป็นแผงขายของสด พวกผัก ผลไม้ และของกิน ขณะที่ด้านบน เน้นขายพวกของที่ระลึกพื้นเมืองต่าง ๆ เห็นมั้ยว่าเหมือนตลาดวโรรสแค่ไหน

เที่ยวตลาดสดจบด้วยของกินอร่อย ๆ ที่เรียกว่า Tortas เหมาะเหม็งจริง ๆ เพราะก่อนเดินทางมาที่นี่มีคนแนะนำไว้ว่า มาวานนาฮัวโต้ต้องกิน tortas และในตลาดมีป้ายติดขายตอตาสอยู่ทั่วไปแสดงว่าเป็นอาหารนิยมของที่นี่จริง ๆ ฉันกับยูลีเลือกกินจากร้านที่มีคนหนาแน่นมากที่สุด

สารภาพว่าตอนรับข้อมูลมาว่าจะต้องกินเจ้าตอตาสให้ได้นั้น นึกภาพหน้าตาของอาหารที่ว่าไม่ออกเลย ตอนสั่งเลยมองคนขายเสียตาเขม็ง ที่แท้เจ้าตอตาสเป็นขนมปังประกบสองชิ้น ตรงกลางใส่เนื้อที่ปรุงสุกแล้ว โรยหน้าด้วยหัวหอม ราดซอสเผ็ดที่เรียกว่าซาวซ่า ปัดโธ่ที่แท้ก็แซนด์วิชเม็กซิกันนี่เอง แต่ซาวซ่านี่คงจะสูตรใครสูตรมัน เพราะบ้างร้านสีออกแดง ๆ คงใช้มะเขือเทศ แต่บางร้านใช้อโวคาโด้สีเลยออกเขียวสวย

อร่อยแปลกลิ้นดีชะมัด ฉันกับยูลีนั่งกินกันตรงบันไดด้านนอกตลาดนั่นเอง

จากนั้นเราย้อนกลับไปที่จตุรัสจาร์ดินที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ความจริงก็คือเจ้าจตุรัสที่ฉันกับยูลีโผล่พรวดจากอุโมงค์ใต้ดินขึ้นมาสู่ตัวเมืองนั่นเอง…. แต่ตอนนั้นในหัวหมกหมุ่นคิดแต่จะหาที่พัก เพื่อจะได้โยนสัมภาระที่ติดตัวทิ้งไปเสียที เลยไม่ทันได้สังเกตุอะไรมากมายนัก หากคราวนี้ตัวเบาหวิว แถมท้องอิ่มด้วยอาหารรสเลิศที่เพิ่งจะจัดการไปหมาด ๆ แถมอากาศช่วงปีใหม่ก็เย็นสบายตัวกำลังดี สายตาที่มองจตุรัสจาร์ดินจึงล้นไปด้วยความรื่นรมย์

รอบ ๆ จัตุรัสเป็นลานที่นั่งล้อมด้วยไม้ใหญ่ที่ตัดตกแต่งเป็นทรงสี่เหลี่ยมสีเขียวงามสะดุดตา ต้นไม้นั้นชื่อว่า trueno ค่อนข้างแปลกใจเพราะสภาพเมืองวานนาฮัวโต้นั้นค่อนข้างแล้ง ไม่ใคร่ได้เห็นต้นไม้เขียว ๆ แต่ต้นไม้ตรงจตุรัสกลับงามเขียวสด ไม่ทราบว่าเขาดูแลกันอย่างไร หรือเป็นลักษณะเฉพาะของต้นไม้นี้

รอบ ๆ จตุรัสมีร้านอาหารให้เลือกชวนชิมมากมาย แต่เห็นราคาแล้วชวนสะดุ้ง คงบวกค่าทำเลและบรรยากาศไปมากโขอยู่ ฉันกับยูลีอยากอ้อยอิ่ง และนั่งอยู่แถวนั้นนาน ๆ จึงสมัครใจเลือกเป็นลูกค้าร้านอาหารที่โหรงเหรง ไม่ค่อยมีคนสักเท่าไหร่ เข้าไปนั่งทำเก๋ สั่งกาแฟคนละแก้ว แต่นั่งยืดเยื้อเป็นชั่วโมง ฉันนั่งบันทึกไดอารี่อย่างสมอยาก ส่วนยูลีนั่งเขียนโปสการ์ด และจดหมาย กระทั่งพนักงานเสริฟ เข้ามาไล่อย่างสุภาพ ด้วยการยื่นเมนูมาตรงหน้า และส่งเสียงถามอย่างอ่อนหวานว่า “ซินเฌอร์ริต้าจะสั่งอะไร “ ขืนสั่ง คงหรงเจ๊งแน่ เราสองคนเลยได้เวลาขยับเขยื้อนร่างกายอีกครั้ง

ตรงข้ามกับจตุรัสจาร์ดิน เป็นที่ตั้งของโรงละครฮวนเรซ (Teatro Juarez)

โรงละครฮวนเรซ
สวยสะดุดตาจนต้องเข้าไปชมดู เสียค่าเข้าชมเล็กน้อย แถมด้วยค่าสะพายกล้องเข้าข้างใน เป็นโรงละครเล็ก ๆ ที่ตกแต่งสวยงาม และได้รับคำชื่นชมว่าเป็นโรงละครที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเม็กซิโก

ด้านหลังโรงละครฮวนเรซ ไกลออกไป มีเนินเขาแลเห็นรูปปั้นชายร่างกำยำชูคบเพลิงอยู่บนยอดเขา บนลานรอบ ๆ รูปปั้น เราเห็นคนมากมายยืนชมวิวลงมาด้านล่าง รูปปั้นดังกล่าวชื่อว่า El Pipila เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประเทศเทศเม็กซิโกจากประเทศสเปน เป็นคนงานในเหมืองธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่หาญกล้าจุดไฟเผาประตูเมืองวานนาฮัวโต้ และที่นี่เป็นชัยชนะสำคัญแห่งแรกในสงครามประกาศอิสระภาพ รูปปั้นดังกล่าว จึงเป็นรูปชายชูคบเพลิงในกริยาที่พร้อมจะโจมตีเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

รูปปั้นดังกล่าวแลเห็นอยู่ลิบ ๆ ไม่ไกลเท่าไหร่ ด้านหลังโรงละครนี่เอง แต่มองหาทางเดินขึ้นไปไม่เจอ เลยต้องยอมแพ้ ขอตั้งหลักหาทางไปในวันพรุ่งดีกว่า

ระหว่างเดินกลับไปที่พักตึกแถวของเรา เราผ่านโบสถ์แห่งหนึ่ง ซึ่งตอนขามาได้ผ่านมาทีหนึ่งแล้ว ผ่านคราวนี้ให้สะดุดใจ เพราะที่โบสถ์มีงานแต่งงานอีกแล้ว ที่ต้องใช้คำว่าอีกแล้ว เพราะตอนผ่านมาครั้งแรกก็มีพิธีแต่งงาน ฉันกับยูลียังอดแวะเข้าไปดูไม่ได้เลย แถมยังแอบถ่ายรูปเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวไว้อีก เพราะเจ้าบ่าวหน้าตาโก้เก๋ สาวเจ้าก็คมขำ ทำเอายูลีเคลิ้มทีเดียว "เหมือนในหนังเลย" ตอนเจ้าบ่าวเจ้าสาวเสร็จพิธีเดินออกมาหน้าโบสถ์บรรดาแขกหรื่อที่มาร่วมงาน โปรยดอกแกลดิโอลัสสีขาวให้เจ้าบ่าวเจ้าสาว ทั้งมีรถโบราณตกแต่งดอกไม้สวยงามจอดรออยู่ข้างหน้า ฉันยังอดเคลิ้มไปด้วยไม่ได้

แต่คู่บ่าวสาวตอนขากลับหน้าตาธรรมดา ทำเอาฉันกับยูลีสะดุ้งตื่นจากความฝัน ตอนเจ้าบ่าวเจ้าสาวออกมาหน้าโบสถ์ แขกที่มาร่วมงานโปรยข้าวสารใส่เจ้าบ่าวเจ้าสาว นับว่าแผกจากคู่แรกที่เราเห็น ฉันกับยูลีพึมพำข้อสงสัยคล้าย ๆกัน "สงสัยโบสถ์นี้มีไว้สำหรับจัดพิธีแต่งงานโดยเฉพาะแฮะ"

เราผ่านพ้นวันแรกในเมืองวานนาฮัวโต้ไปได้ด้วยดี แถมโรงแรมตึกแถวของเราก็แสนอบอุ่น มีเสียงคนเดินขึ้นเดินลง พูดคุย เสียงเพลงดังตลอดทั้งคืน ยูลียิ้มแป้น "เห็นมั้ยเราได้โรงแรมที่พักที่ปลอดภัยมาก" เน้นเสียงตรงคำว่า มาก… สักนิด จะได้อารมณ์มากยิ่งขึ้น



 Copyright ©2012 kanakacha.blogspot.com

8 ธันวาคม 2554

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 5


5. สถานที่สำหรับกบ

           
ถามเพื่อนชาวเม็กซิกันกี่คน กี่คน มีแต่คนบอกให้มาเยือนเมืองวานนาฮัวโต้

ไอ้เจ้าเมืองนี้มีดีอะไรหนอ…

ก้าวแรกที่เหยียบย่างลงจากรถ… ต้องยอมรับว่าที่นี่เป็นเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจริง ๆ เพราะเห็นทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งคนอเมริกัน และยุโรปเต็มไปหมด ทั้งมีหน้าม้าบริษัททัวร์เข้ามาจีบเราให้ซื้อทัวร์เที่ยวไม่ขาด แต่ต้องรับว่าเลือดเม็กซิกันแรงจริง ๆ เพราะถึงจะเป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดนี้ แต่ฉันกับยูลีหาคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้สักคน ไม่เป็นไร แผนที่ในมือ กับภาษาใบ้ ก็ช่วยให้เราขึ้นรถประจำทางเข้าไปในเมืองจนได้

ตื่นตาตื่นใจ ฉันขอใช้คำนี้เถอะ… แค่ยลประสบพักต์รแว่บแรกของเมืองโดยยังไม่ต้องเพ่งพิศ ฉันก็เริ่มจะหลงเมืองนี้เข้าให้เสียแล้ว ก็ดูเอาเถอะ… ลองยลจากภาพโปสการ์ด และภาพถ่ายที่ฉันนำมาฝากก็แล้วกัน


         
เมืองวานนาฮัวโต้เป็นเมืองในหุบเขา ระหว่างทางเข้าตัวเมืองแลเห็นตัวตึกเป็นบล็อก ๆ สีสันสดใสสุดสวย ทั้งแดง เขียว ชมพู ขาว ฟ้า ผลุบ ๆโผล่ ๆตามเนินเขาให้เห็น ทั้งแปลกตาแล้วก็สวยดี แล้วยิ่งคาดไม่ถึงเมื่อใกล้ถึงตัวเมือง รถก็แล่นลอดเข้าไปในอุโมงค์เสียนี่ แถมรถก็จอดปุ๊มันใต้อุโมงค์นั่นแหละ ว่าถึงที่หมายแล้ว… สองกระเหรี่ยงสาวลงจากรถงง ๆ พอเดินขึ้นบันไดใต้อุโมงค์ขึ้นมาข้างบน ก็โผล่พรวดเข้ามาใจกลางเมืองพอดี โอ้โห… คิดได้ไงเนี่ย

       
แน่นอน… พอมีเวลาฉันเปิดหนังสือท่องเที่ยวค้นข้อมูลยิก ๆ ไม่รู้สิ.. เวลาไปที่ไหน… ฉันชอบที่จะค้นหาเรื่องราวของที่นั่นอ่าน จะได้รู้สึกว่ารักกันจริง... รู้จักกันจริง

อุโมงค์ของเมืองมีด้วยกันสามแห่ง แห่งแรกสร้างขึ้นด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเข้าเมือง แต่แห่งที่สองที่สามนั้น สร้างขึ้นด้วยเหตุผลของโลกสมัยใหม่ เพื่อช่วยลดความแออัดของการจราจร แต่ฉันว่าเข้าท่าทีเดียว เพราะการสร้างอุโมงค์ทำให้ไม่ไปกระทบกระเทือนกับสภาพเมืองเก่าที่เป็นอยู่

อยู่ ๆ ดีจากใต้อุโมงค์ฉันกับยูลีก็โผล่พรวดขึ้นมาอยู่ใจกลางเมือง

โห… แล้วเมืองนี้ต่างจากเมืองลีออนลิบลับ ด้วยความที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศสเปนมาก่อน เลยรับมรดกทางการก่อสร้างแบบสเปนมาเต็ม ๆ ฉันกับยูลีเลยเหมือนโนบิตะกับผองเพื่อน ที่จู่ ๆ ก็เปิดประตูวิเศษของโดราเอมอน โผล่พรวดจากประเทศเม็กซิโกหลุดเข้าไปในเมืองเล็ก ๆ ในทวีปยุโรป

ใกล้ ๆ กับบริเวณที่เราโผล่พรวดขึ้นมา เป็นลานจตุรัสใจกลางเมือง ชื่อว่าจาร์ดิน (Jardin de la Union)
บริเวณนั้นมีที่ทำการท่องเที่ยวตั้งอยู่ ฉันกับยูลีตรงดิ่งเข้าไป ตั้งใจจะถามไถ่ทางไปโรงแรมที่เรามีรายชื่อและที่อยู่พร้อมในมือ แต่!! ให้ตายเถอะโรบิน ! (แปลว่าแปลกใจมาก) ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนพูดภาษาอังกฤษได้เลย เลือดเม็กซิกันนี่เข้มข้นเหลือเกิน แต่กระนั้นคนเม็กซิกันก็แสนจะน่ารัก (อีกตามเคย) เมื่ออธิบายเส้นทางไปโรงแรมให้ฉันกับยูลีฟังอย่างสุดความสามารถด้วยภาษาสเปน ผสมท่ามือที่ออกท่าออกทางได้อย่างอเร็ดอร่อย ฉัน ยูลี และเจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้น คุยกันนาน ถึง นานมาก… ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างฟังกันไม่เข้าใจ แต่… ในเมื่อเขาอุตส่าห์พยายามจะอธิบายขนาดนั้น ฉันกับยูลีเลยแสนจะเกรงใจ ที่จะตัดบทและเดินจากมา ถ้าใครผ่านมาเห็นภาพนั้นเข้า คงคิดว่าฉัน ยูลี และเจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้น คุยกันถูกคอเป็นนักหนา ด้วยเจ้าหน้าที่พูดไม่หยุดปาก ขณะที่ฉันกับยูลียิ้ม และพยักหน้าหงึกหงักไม่ขาดสาย

ถึงจะได้ข้อมูลกระท่อนกระแท่นเท่าที่พอจะคาดเดาได้จากภาษามือ และภาษาสเปนที่ไหลหลั่งเข้ามา แต่วานนาฮัวโต้เป็นเมืองเล็กที่เล็กขนาดเดินวันเดียวได้รอบ ฉันกับยูลีจึงไม่กังวลนักที่จะแบกกระเป๋าเดินคลำทางหาที่พัก “เดี๋ยวก็ต้องเจอจนได้” เราสองคนหมายมั่นเช่นนั้น แต่วานนาฮัวโต้เป็นเมืองเล็กก็จริง หากเราสองคนลืมไปอย่างว่า ที่นี่เป็นเมืองในหุบที่โอบรายรอบด้วยภูเขา พื้นที่ในตัวเมืองจึงเป็นเนินสลับขึ้นลงไปมาตลอด ทำเอากว่าจะเจอโรงแรมแห่งแรกที่จดรายชื่อมา ก็หอบแฮ่กเลยทีเดียว….แต่… (อีกแล้ว) ฉันกับยูลีนี่ช่างไม่เข็ด คราวที่แล้วก็พากันไปเที่ยวต่างเมืองในช่วงเทศกาลจนเกือบจะหาที่พักไม่ได้ไปครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้ยังริข้ามประเทศมาเที่ยวเม็กซิโกช่วงใกล้ปีใหม่อีก ผลก็คือที่พักแห่งแรกเต็ม ที่ที่สองก็เต็ม และที่ที่สามก็เต็ม และทำท่าว่าจะกี่ที่ กี่ที่ก็คงจะเต็ม จนแต้มจนเกือบจะเดินย้อนกลับไปที่พักแห่งแรกที่เจอนักท่องเที่ยวหนุ่มชาวญี่ปุ่นอายุอานามในวัยไล่เลี่ยกันที่เดินทางแบกเป้มาเดี่ยวว่า... คืนนี้ขอพักด้วยคนได้มั้ย แต่บังเอิญเจ้าหน้าที่ของที่พักแห่งสุดท้ายที่เราเดาสุ่มเข้าไปเสี่ยง ชี้ให้เราลองเดินไปดูตึกแถวแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ นัยว่าถึงหน้าตึกแถวแห่งนั้นจะไม่มีป้ายบ่งบอก แต่ว่า ด้านบนได้ซอยแบ่งห้องเป็นห้องเล็ก ๆ สำหรับให้นักท่องเที่ยวพัก โชคดีที่มีห้องว่าง ถึงดูไม่ค่อยสะอาดสะอ้านน่าอยู่นัก แต่ก็มีที่ซุกหัวนอน

เหวี่ยงสัมภาระ นั่งพักพอหายเหนื่อย เราพร้อมจะตะลุยเมืองกันแล้ว ก่อนออกไปสำรวจเมืองอีกครั้ง อดนึกถึงคำแปลของชื่อเมืองไม่ได้ วานนาฮัวโต้แปลว่า สถานที่สำหรับกบ… เอ… มันจะมีนัยยะอะไรไม่รู้ล่ะ… แต่สำหรับฉัน ก่อนที่จะได้ออกไปเดินสำรวจดูเมืองอีกครั้ง คำว่าสถานที่สำหรับกบ ดูมันเหมาะสำหรับกบในกะลาอย่างฉัน ที่เวลาเดินทางไปไหนให้รู้สึกว่าตัวเองช่างไม่รู้อะไรเยอะแยะเสียจริง


ตอนที่ 1  ตอนที่ 2  ตอนที่ 3  ตอนที่ 4  ตอนที่ 5  ตอนที่ 6  ตอนที่ 7  ตอนที่ 8  ตอนที่ 9  ตอนที่ 10  ตอนที่ 11  ตอนที่ 12  ตอนที่ 13  ตอนที่ 14  ตอนที่ 15   ตอนที่ 16  ตอนที่ 17  บทส่งท้าย


 Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com