6 กรกฎาคม 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 13

พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติ (Museo Nacional de Antropologia)

อยู่เมืองไทยเคยเที่ยวพิพิธภัณฑ์กับเขาบ้างมั้ย? อดเอ่ยถามตัวเองไม่ได้ คำตอบคือ… กระดิกนิ้วได้ครั้งสองครั้งนิ้วก็แทบไม่ขยับแล้ว แหม… ก็แต่ละครั้ง ที่เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์น่ะ เดินลากเท้าไม่กี่ก้าวก็วนรอบจบกระบวนความ เดินออกมาแล้ว… ไม่เห็นจะน่าสนใจเท่าไหร่เลย

แต่คราวนี้ฉันกับยูลีมุ่งมั่นมา พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาของเม็กซิโก ซิตี้ แต่เช้า… เหตุเพราะโดนกล่อมโดยครอบครัวของมาร์ติน ทำนองว่ามาถึงเม็กซิโก ซิตี้แล้ว ไม่ได้เหยียบเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ของเขาละก็ เป็นความผิดแสนสาหัสที่ไม่ควรให้อภัยตัวเองไปอย่างยิ่ง โห… อะไรจะขนาดนั้น

พิพิธภัณฑ์ มานุษยวิทยาตั้งอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ชื่อว่าจาปูเต็ลเพ็ค (Chapultepec) ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ และ ปราสาท อีกด้วย ฟังแค่นี้ก็คงจะรู้แล้วว่าเจ้าสวนสาธารณะชื่อแปลกนี้เป็นแหล่งพักผ่อนขนาด ใหญ่มหาศาลแค่ไหนสำหรับชาวเม็กซิกัน ซึ่งไม่ใช่แค่ปัจจุบัน… หากเป็นเช่นนี้ตั้งแต่สมัยชาวแอซเทคแล้ว…. เห็นมั้ยว่าหนีไม่พ้นชาวแอซเทคอีกแล้ว จะหนีไปได้อย่างไร ในเมื่อชื่อแปลก ๆ ของสวนนี้เป็นภาษาชาวแอซเทค แปลว่า “ภูเขาตั๊กแตน”

วันแรกของปี ใหม่ ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม…. ไม่อยากบอกเลยว่า แค่นี้ก็รู้สึกดีเป็นบ้า… เป็นความรู้สึกซ่อนในเหลือบลึก ๆ ที่อยากจะได้อะไรที่มันฟรี ๆ กับเขาบ้าง

พิพิธภัณฑ์ที่นี่ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก… ครอบครัวของมาร์ตินบอกพวกเราอย่างภาคภูมิใจ ตรงป้ายชื่อทางเข้ามีแท่งหินสกัดขนาดใหญ่ตั้งวางอยู่… สะดุดตาตั้งแต่เห็น และราวจะประกาศให้ผู้มาเยือนเตรียมตัวเตรียมใจว่าที่เห็นอยู่ตอนนี้ด้านนอก น่ะเป็นเพียงเศษเสี้ยวชิ้นเล็ก ๆ ของความเป็นมาของที่นี่ เมื่อเข้าไปในพิพิธภัณฑ์แล้วจะได้รู้

แท่งหินสกัดขนาดใหญ่คือ ตลาล็อค (Tlaloc) เทพเจ้าแห่งฝนของชาวแอซเทค เมื่อแรกที่ค้นพบนั้นจมดิน อยู่ไม่ไกลจากเม็กซิโก ซิตี้เท่าไหร่ ก่อนจะทำการขนย้ายมาตั้งวางที่นี่ เล่ากันว่าตอนที่ขนเทพเจ้าแห่งฝนเข้ามาในเมือง ฝนได้ตกเทลงมาอย่างหนัก ทั้งที่เมืองแล้งจัดมาเป็นเวลานาน ช่างบังเอิญเสียจริง

พิพิธภัณฑ์ ที่นี่ผิดคาดจากที่วาดภาพไว้ จากที่คิดว่าคงจะใช้เวลาเยือนเพียงชั่วแป๊ป กลับเนิ่นนานกว่าที่คิด ไว้อยู่มาก คงเป็นเพราะประวัติศาสตร์ของที่นี่มีที่มาที่ไปอย่างไร ได้รับการจัดแสดงอย่างดีเยี่ยม จากชนเผ่าโอลเมค (Olmecs) ชนเผ่ามายา (Maya) …กระทั่งถึงชนเผ่าแอซเทค (Aztecs) ทั้งหมดจัดแสดงเป็นห้อง ๆ แบ่งแยกยุคสมัยอย่างชัดเจน บริเวณชั้นล่างมีทั้งสิ้น 12 ห้อง แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมข องเม็กซิโกในยุคแรก ส่วนชั้นบนมี 10 ห้อง แสดงศิลปวัฒนธรรมยุคใหม่ วิธีการนำเสนอของเขาที่เรียงร้อยอย่างสอดคล้อง ทำให้ง่ายต่อการจินตนาการตาม และที่โปรดมาก ๆ คือ แต่ละห้องได้ทำการจำลองโบราณสถานที่เด่น ๆ สำคัญ ๆ ในยุคนั้น ๆ ไว้ในส่วนที่เป็นสวนเปิดด้านหลัง เป็นการช่วยเติมเต็มจินตนาการแก่ผู้มาเยือนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น (อย่างมาก ๆ เลยทีเดียว)




ปฏิทินหิน

ฉันสะดุดตากับแผ่นหินสกัดขนาดใหญ่ทรงวงกลมที่มีรูปหน้าคนตรงกลางที่แขวนสดงไว้บนผนังเข้าอย่างจัง…. ที่สะดุดเพราะมีพ่อค้าแม่ขาย นำเสนอเจ้าวัตถุกลม ๆ นี้ให้ฉันกับยูลีช่วยซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกมาหลายครั้งแล้ว… แต่ฉันกับยูลีก็ยังไม่ใจอ่อนสักที… เพราะ… ฉันกับแม่สาวน้อยหน้ากลม ไม่รู้น่ะสิ… ว่าไอ้วัตถุทรงกลมคล้ายกรงล้อที่มีรูปหน้าคนดุ ๆ อยู่ตรงกลาง ทั้งยังแกะสลักลวดลายแปลก ๆไว้รอบ ๆ นี่คืออะไร แต่…ลงได้เที่ยวมีคนถือร่อนขายไปทั่วเมืองแบบนี้ ต้องเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของที่นี่แน่ ๆ

Calendar Stone… ปฏิทินหินของชาวแอซเทค … ฉันยืนมองดูแผ่นหินสกัดขนาดใหญ่ของจริงตรงหน้าชัด ๆ คล้ายนาฬิกา… ฉันรู้สึกอย่างนั้น ยิ่งมีลายสามเหลี่ยมที่เส้นปลายฐานสองข้างด้านล่างม้วนเป็นเส้นตวัดออกด้านนอกสี่จุดแบ่งพื้นที่ของวงกลมออกเป็นสี่ส่วน ๆ เท่า ๆ กัน บน ล่าง ซ้าย ขวา คล้ายจุดบอกเวลาบนนาฬิกา 6 นาฬิกา 9 นาฬิกา 12 นาฬิกา และ 15 นาฬิกา ไม่เท่านั้น ยังมีลายสามเหลี่ยมที่มีขนาดเล็กกว่าอีกสี่จุดแบ่งกึ่งกลางของพื้นที่สี่ส่วนกลายเป็น 8 ส่วน… คล้ายนาฬิกาบอกเวลา

แต่จริง ๆ แล้ว สำหรับคนศึกษาปฏิทินหิน จะบอกว่าไอ้ลายสามเหลี่ยมที่ว่าไม่ว่าจะขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ คือเปลวแสงอาทิตย์ต่างหาก… ก็ตรงกลางเป็นสุริยเทพ รอบ ๆ ก็ต้องเป็นแสงอาทิตย์สิ… แหม… เข้าเค้าเชียว ทำเอาฉันนึกถึงภาพวาดดวงอาทิตย์ของตัวเองสมัยเด็กยันโตเอาปานนี้ ที่ยังคงวาดดวงกลม ๆ แล้วก็สบัดปลายดินสอเป็นขีด ๆ รอบดวงกลม ๆ นั่นแหละ… พระอาทิตย์ละ

ตรงกลางด้านในสุดคือสุริยเทพ โตนาติอู (Tonatiuh) ใบหน้านั้นแยกเขี้ยว ยิงฟัน คาบมีดสำหรับฆ่าคนไปบูชายัญ (บรื๋ออ)

ถัดจากตรงกลางวงแหวนที่ 1 ที่ล้อมรอบดวงหน้าของสุริยเทพ โตนาติอู แบ่งออกเป็นสี่ส่วน แสดงถึงยุคสมัยทั้งสี่ ตามตำนานความเชื่อของชาวแอซเทค ที่เชื่อกันว่าสี่เหลี่ยมทั้งสี่ช่องเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงจุดจบของโลกในยุคก่อนหน้านี้ ได้แก่ สัตว์ป่า ลม ฝน และน้ำ ชาวแอซเทคเชื่อกันว่าโลกที่เขาอาศัยอยู่เป็นโลกยุคที่ห้า และเป็นโลกยุคสุดท้าย

วงแหวนที่ 2 แบ่งออกเป็น 20 ช่อง เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์แทน 20 วันในหนึ่งเดือน

       งู

       จิ้งจก

       บ้าน

       ลม

       จระเข้

       ดอกไม้

       ฝน

       หินภูเขาไฟ

       ยุคสมัย

       อีแร้ง

       นกอินทรี

       เสือจากัวร์

       ลำอ้อย

       สมุนไพร

       ลิง

       หมาไม่มีขน

       น้ำ

       กระต่าย

       กวาง

       หัวกระโหลก

ยิ่งดูรูปภาพเปรียบเทียบกับคำแปล…ยิ่งรู้สึกสอดคล้อง

สำหรับวงแหวนที่ 3 มีลายสามเหลี่ยมที่ฉันบอกก่อนหน้านี้ว่าคล้ายจุดบอกเวลาบนนาฬิกา หากหมายถึงเปลวแสงอาทิตย์ และวงแหวนรอบนอกสุดเป็นงูใหญ่สองตัวหันหน้าเข้าหากัน ร่างถูกแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ประกอบด้วยสัญลักษณ์เปลวไฟ งวงช้าง และขาของเสือจากัวร์

หลังจากเห็น Calendar Stone ภายในพิพิธภัณฑ์แล้ว พอออกไปเดินในสวนสาธารณะจาปูลเต็ลเพ็ค มีพ่อค้ามาเสนอขายปฏิทินหินของชาวแอซเทค ยูลีก็ไม่รอช้าที่จะจ่ายเงินซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึกทันที แม้เจ้าปฏิทินนั้นจะเห็นได้ชัดว่าหล่อมาจากปูนปาสเตอร์ และง่ายต่อการแตกหักยิ่งนักก็ตาม

อยู่เมืองไทยเคยเที่ยวพิพิธภัณฑ์กับเขาบ้างมั้ย? อดเอ่ยถามตัวเองไม่ได้ คำตอบคือ… กระดิกนิ้วได้ครั้งสองครั้งนิ้วก็แทบไม่ขยับแล้ว แหม… ก็แต่ละครั้ง ที่เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์น่ะ เดินลากเท้าไม่กี่ก้าวก็วนรอบจบกระบวนความ เดินออกมาแล้ว… ไม่เห็นจะน่าสนใจเท่าไหร่เลย

แต่คราวนี้ฉันกับยูลีมุ่งมั่นมา พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาของเม็กซิโก ซิตี้ แต่เช้า… เหตุเพราะโดนกล่อมโดยครอบครัวของมาร์ติน ทำนองว่ามาถึงเม็กซิโก ซิตี้แล้ว ไม่ได้เหยียบเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ของเขาละก็ เป็นความผิดแสนสาหัสที่ไม่ควรให้อภัยตัวเองไปอย่างยิ่ง โห… อะไรจะขนาดนั้น

พิพิธภัณฑ์ มานุษยวิทยาตั้งอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ชื่อว่าจาปูเต็ลเพ็ค (Chapultepec) ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ และ ปราสาท อีกด้วย ฟังแค่นี้ก็คงจะรู้แล้วว่าเจ้าสวนสาธารณะชื่อแปลกนี้เป็นแหล่งพักผ่อนขนาด ใหญ่มหาศาลแค่ไหนสำหรับชาวเม็กซิกัน ซึ่งไม่ใช่แค่ปัจจุบัน… หากเป็นเช่นนี้ตั้งแต่สมัยชาวแอซเทคแล้ว…. เห็นมั้ยว่าหนีไม่พ้นชาวแอซเทคอีกแล้ว จะหนีไปได้อย่างไร ในเมื่อชื่อแปลก ๆ ของสวนนี้เป็นภาษาชาวแอซเทค แปลว่า “ภูเขาตั๊กแตน”

วันแรกของปี ใหม่ ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม…. ไม่อยากบอกเลยว่า แค่นี้ก็รู้สึกดีเป็นบ้า… เป็นความรู้สึกซ่อนในเหลือบลึก ๆ ที่อยากจะได้อะไรที่มันฟรี ๆ กับเขาบ้าง

พิพิธภัณฑ์ที่นี่ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก… ครอบครัวของมาร์ตินบอกพวกเราอย่างภาคภูมิใจ ตรงป้ายชื่อทางเข้ามีแท่งหินสกัดขนาดใหญ่ตั้งวางอยู่… สะดุดตาตั้งแต่เห็น และราวจะประกาศให้ผู้มาเยือนเตรียมตัวเตรียมใจว่าที่เห็นอยู่ตอนนี้ด้านนอก น่ะเป็นเพียงเศษเสี้ยวชิ้นเล็ก ๆ ของความเป็นมาของที่นี่ เมื่อเข้าไปในพิพิธภัณฑ์แล้วจะได้รู้

แท่งหินสกัดขนาดใหญ่คือ ตลาล็อค (Tlaloc) เทพเจ้าแห่งฝนของชาวแอซเทค เมื่อแรกที่ค้นพบนั้นจมดิน อยู่ไม่ไกลจากเม็กซิโก ซิตี้เท่าไหร่ ก่อนจะทำการขนย้ายมาตั้งวางที่นี่ เล่ากันว่าตอนที่ขนเทพเจ้าแห่งฝนเข้ามาในเมือง ฝนได้ตกเทลงมาอย่างหนัก ทั้งที่เมืองแล้งจัดมาเป็นเวลานาน ช่างบังเอิญเสียจริง

พิพิธภัณฑ์ ที่นี่ผิดคาดจากที่วาดภาพไว้ จากที่คิดว่าคงจะใช้เวลาเยือนเพียงชั่วแป๊ป กลับเนิ่นนานกว่าที่คิด ไว้อยู่มาก คงเป็นเพราะประวัติศาสตร์ของที่นี่มีที่มาที่ไปอย่างไร ได้รับการจัดแสดงอย่างดีเยี่ยม จากชนเผ่าโอลเมค (Olmecs) ชนเผ่ามายา (Maya) …กระทั่งถึงชนเผ่าแอซเทค (Aztecs) ทั้งหมดจัดแสดงเป็นห้อง ๆ แบ่งแยกยุคสมัยอย่างชัดเจน บริเวณชั้นล่างมีทั้งสิ้น 12 ห้อง แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมข องเม็กซิโกในยุคแรก ส่วนชั้นบนมี 10 ห้อง แสดงศิลปวัฒนธรรมยุคใหม่ วิธีการนำเสนอของเขาที่เรียงร้อยอย่างสอดคล้อง ทำให้ง่ายต่อการจินตนาการตาม และที่โปรดมาก ๆ คือ แต่ละห้องได้ทำการจำลองโบราณสถานที่เด่น ๆ สำคัญ ๆ ในยุคนั้น ๆ ไว้ในส่วนที่เป็นสวนเปิดด้านหลัง เป็นการช่วยเติมเต็มจินตนาการแก่ผู้มาเยือนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น (อย่างมาก ๆ เลยทีเดียว)

อยู่เมืองไทยเคยเที่ยวพิพิธภัณฑ์กับเขาบ้างมั้ย? อดเอ่ยถามตัวเองไม่ได้ คำตอบคือ… กระดิกนิ้วได้ครั้งสองครั้งนิ้วก็แทบไม่ขยับแล้ว แหม… ก็แต่ละครั้ง ที่เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์น่ะ เดินลากเท้าไม่กี่ก้าวก็วนรอบจบกระบวนความ เดินออกมาแล้ว… ไม่เห็นจะน่าสนใจเท่าไหร่เลย

แต่คราวนี้ฉันกับยูลีมุ่งมั่นมา พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาของเม็กซิโก ซิตี้ แต่เช้า… เหตุเพราะโดนกล่อมโดยครอบครัวของมาร์ติน ทำนองว่ามาถึงเม็กซิโก ซิตี้แล้ว ไม่ได้เหยียบเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ของเขาละก็ เป็นความผิดแสนสาหัสที่ไม่ควรให้อภัยตัวเองไปอย่างยิ่ง โห… อะไรจะขนาดนั้น

พิพิธภัณฑ์ มานุษยวิทยาตั้งอยู่ในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ชื่อว่าจาปูเต็ลเพ็ค (Chapultepec) ซึ่งนอกจากจะเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์ และ ปราสาท อีกด้วย ฟังแค่นี้ก็คงจะรู้แล้วว่าเจ้าสวนสาธารณะชื่อแปลกนี้เป็นแหล่งพักผ่อนขนาด ใหญ่มหาศาลแค่ไหนสำหรับชาวเม็กซิกัน ซึ่งไม่ใช่แค่ปัจจุบัน… หากเป็นเช่นนี้ตั้งแต่สมัยชาวแอซเทคแล้ว…. เห็นมั้ยว่าหนีไม่พ้นชาวแอซเทคอีกแล้ว จะหนีไปได้อย่างไร ในเมื่อชื่อแปลก ๆ ของสวนนี้เป็นภาษาชาวแอซเทค แปลว่า “ภูเขาตั๊กแตน”

วันแรกของปี ใหม่ ผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม…. ไม่อยากบอกเลยว่า แค่นี้ก็รู้สึกดีเป็นบ้า… เป็นความรู้สึกซ่อนในเหลือบลึก ๆ ที่อยากจะได้อะไรที่มันฟรี ๆ กับเขาบ้าง

พิพิธภัณฑ์ที่นี่ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก… ครอบครัวของมาร์ตินบอกพวกเราอย่างภาคภูมิใจ ตรงป้ายชื่อทางเข้ามีแท่งหินสกัดขนาดใหญ่ตั้งวางอยู่… สะดุดตาตั้งแต่เห็น และราวจะประกาศให้ผู้มาเยือนเตรียมตัวเตรียมใจว่าที่เห็นอยู่ตอนนี้ด้านนอก น่ะเป็นเพียงเศษเสี้ยวชิ้นเล็ก ๆ ของความเป็นมาของที่นี่ เมื่อเข้าไปในพิพิธภัณฑ์แล้วจะได้รู้

แท่งหินสกัดขนาดใหญ่คือ ตลาล็อค (Tlaloc) เทพเจ้าแห่งฝนของชาวแอซเทค เมื่อแรกที่ค้นพบนั้นจมดิน อยู่ไม่ไกลจากเม็กซิโก ซิตี้เท่าไหร่ ก่อนจะทำการขนย้ายมาตั้งวางที่นี่ เล่ากันว่าตอนที่ขนเทพเจ้าแห่งฝนเข้ามาในเมือง ฝนได้ตกเทลงมาอย่างหนัก ทั้งที่เมืองแล้งจัดมาเป็นเวลานาน ช่างบังเอิญเสียจริง

พิพิธภัณฑ์ ที่นี่ผิดคาดจากที่วาดภาพไว้ จากที่คิดว่าคงจะใช้เวลาเยือนเพียงชั่วแป๊ป กลับเนิ่นนานกว่าที่คิด ไว้อยู่มาก คงเป็นเพราะประวัติศาสตร์ของที่นี่มีที่มาที่ไปอย่างไร ได้รับการจัดแสดงอย่างดีเยี่ยม จากชนเผ่าโอลเมค (Olmecs) ชนเผ่ามายา (Maya) …กระทั่งถึงชนเผ่าแอซเทค (Aztecs) ทั้งหมดจัดแสดงเป็นห้อง ๆ แบ่งแยกยุคสมัยอย่างชัดเจน บริเวณชั้นล่างมีทั้งสิ้น 12 ห้อง แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมข องเม็กซิโกในยุคแรก ส่วนชั้นบนมี 10 ห้อง แสดงศิลปวัฒนธรรมยุคใหม่ วิธีการนำเสนอของเขาที่เรียงร้อยอย่างสอดคล้อง ทำให้ง่ายต่อการจินตนาการตาม และที่โปรดมาก ๆ คือ แต่ละห้องได้ทำการจำลองโบราณสถานที่เด่น ๆ สำคัญ ๆ ในยุคนั้น ๆ ไว้ในส่วนที่เป็นสวนเปิดด้านหลัง เป็นการช่วยเติมเต็มจินตนาการแก่ผู้มาเยือนให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น (อย่างมาก ๆ เลยทีเดียว)


Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com



21 มิถุนายน 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 12

ปีใหม่แบบเม็กซิกัน

ราตรีนี้ยังไม่จบสิ้น… ขณะหนังท้องตึง หนังตาทำท่าจะหย่อน เสียงกริ่งโทรศัพท์ในห้องพักก็ดังขึ้นตอนห้าทุ่มกว่า…. ฉันกับยูลีมองตากันอย่างงุนงง… แต่เจ้าของเสียงโทรศัพท์ไม่ใช่ใคร เป็นมาร์ตินน่ะเอง และตอนนี้เขารอเราอยู่ข้างล่างที่เคาน์เตอร์ของโรงแรม … มาร์ตินมารับเราสองคนไปฉลองรับปีใหม่กับครอบครัวของเขา… จู่ ๆ คนต่างแดนสองคนก็มีคนยื่นไมตรีจิตให้….

เป็นอาหารมื้อพิเศษที่แสนดีและแสนอร่อย เป็นค่ำคืนที่ฉันแสนจะติดใจ โต๊ะใหญ่..รายล้อมด้วยสมาชิกในครอบครัว พ่อ พี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ มาร์ติน หลานตัวน้อยอีก 4 คน และฉันกับยูลี ช่างเป็น big family ดีจริง ๆ อาหารเม็กซิกันแท้ ๆ อุดมสมบูรณ์ แม้จะอิ่มไก่ย่างกับยูลีมาแล้วคนละครึ่งตัว แต่ยังเอร็ดอร่อยกินได้ปริมาณขนาดที่เจ้าของบ้านยิ้มอย่างพออกพอใจ

ฉันกับยูลีเป็นจุดสนใจของครอบครัว พี่ชาย พี่สาวของมาร์ติน ซักไซ้ถามไถ่ถึงการเดินทางของเราสองคน… ท่าทางครอบครัวของมาร์ตินปลื้มกระเหรี่ยงสองสาว ที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางกันมา ตามประสาเจ้าบ้านน่ะ เวลาเห็นคนมาเที่ยวบ้านตัวก็ชอบ แล้วสองสาวที่มาเที่ยวก็มากันไกลเสียด้วย คนเอเชียแบบนี้ ไปไหนมาไหนในเม็กซิโก ตกเป็นเป้าสายตา ความอยากรู้อยากเห็นยิ่งกว่าฝรั่งผิวขาว ตัวโต ๆ เสียอีก 

ครอบครัวมาร์ตินพอรู้ว่าเรามีแผนที่จะเดินทางไปเที่ยวเมืองอื่นต่อในคืนพรุ่งนี้ ก็พยายามชักชวนเยื้อให้เราอยู่ต่อ ถึงขั้นเอื้อเฟื้อจะให้พักที่บ้านเลยทีเดียว… เป็นการชวนที่เต็มใจอย่างยิ่ง กริยาแบบนี้ดูกันออก… แต่เกรงใจน่ะ…เราเลยปฏิเสธอย่างนิ่มนวล และใจแข็งเป็นอย่างยิ่ง 

และเมื่อถึงเวลานับถอยหลัง… เรากำลังจะข้ามวันจากปีเก่าสู่ปีใหม่ ทันทีที่นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ครอบครัวมาร์ตินก็ให้ฉันกับยูลีรีบกินองุ่น 12 ลูก องุ่น 12 ลูกเป็นสัญลักษณ์แทนเดือน 12 เดือน แต่ละเดือนที่เคี้ยวอยู่ในปากให้อธิษฐานขอพรสำหรับวันเวลาใหม่ที่จะมาถึง 

ภาพจาก http://knoji.com

คืนนั้นกว่าจะกลับโรงแรมก็ตี 3 เข้าไปแล้ว พอเข้าไปในโรงแรมปุ๊ปเจอหน้าพนักงานเราก็พูด ไฮ เป็นการทักทาย แต่เจ้าหน้าที่ย้อนกลับมาค่ะว่า กู้ด มอร์นิ่ง ก็จริงของเขา นี่มันเช้าแล้ว เช้าวันแรกของปีใหม่ ณ แดนไกล


Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 11

สวนลอยน้ำ

ฉันเลือกไปเยือนสถานที่นี้เพราะรูปภาพในหนังสือท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ก็เจ้าภาพเรือท้องแบนที่จออดลอยเรียงลำ ช่างตกแต่งทาสีสันบนหลังคาแบบว่าให้อารมณ์เม็กซิกันดีจัง ทั้งเปิดเผย แล้วก็สนุกสนาน

แต่ปรากฏว่าเจ้าสวยลอยน้ำนี้มีความเป็นมาถอยไปไกลกว่าที่ฉันคิดไว้ไกลโขทีเดียว เจ้าสวนลอยน้ำ หรือ Xochilmilco (โซชิลมิลโก้) เป็นภาษาเอซเทค นั่นไง… ที่ฉันว่าความเป็นมาถอยไปไกลโข ไกลจนไปยุ่งกับชาวเอซแทคอีกแล้ว แต่ว่าไปแล้ว… จะไม่ให้อะไร ๆ ของเมืองเม็กซิโก ซิตี้ไปยุ่งกับชาวแอซแทคได้ไง ก็ในเมื่อชนเผ่านี้แหละเป็นคนสร้างเมืองนี้ขึ้นมา และให้ชื่อที่นี่ตามชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามของพวกเขาว่า เมืองเม็กซิตลี… คราวนี้รู้หรือยังว่าชื่อเม็กซิโก ซิตี้มาจากไหน

ว่ากันว่าแต่ก่อนที่ทางของเมืองเม็กซิโกซิตี้น่ะ ล้วนเป็นทะเลสาบทั้งนั้น ที่นี้เจ้านกเหยี่ยวที่คาบงูเกาะบนกระบองเพชรให้จำเพาะปรากฏตัว ณ ที่นี้ อย่างที่มีการทำนายทายทักกันไว้ ชาวแอซเทคจึงสร้างเมืองขึ้นที่นี่ และเมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลสาบเลยมีการสร้างแพ มีการถมดินลงไป ทำสวนลอยน้ำ ปลูกผัก ปลูกดอกไม้ จะได้ไม่ต้องไปขนจากแผ่นดินไกล ๆ ให้ลำบาก


ภาพนกเหยี่ยวคาบงูเกาะบนต้นกระบองเพชร ขณะอุ้งตีนอีกข้างยึดหางงูไว้
ลายเป็นส่วนหนึ่งของธงชาติเม็กซิโก

แต่ปัจจุบัน โซชิลมิลโก้ ไม่มีสวนลอยน้ำ ไม่มีทะเลสาบเวิ้งว้างเหมือนสมัยก่อน เพราะบัดนี้ทะเลสาบได้ตื้นเขินกลายเป็นแผ่นดินไปหมดแล้ว แต่ยังคงมีคลองมากมาย และเต็มไปด้วยเรือท้องแบนลำใหญ่ ที่เมื่อแว่บแรกที่ฉันเห็น สีสันบนหลังคาที่ฉูดฉาดเตะตา ทำให้มองคล้ายสีสรรของดอกไม้… ว่าไปแล้วก็ยังเหมือนสวนลอยน้ำอยู่เหมือนกัน 

ฉันกับยูลีเดินทางไปโซชิลมิลโก้ ด้วยพาหนะใหม่ …รถอิเลคทริคคาร์ เจอคนใจดีอีกแล้ว !! ฉันชอบการเดินทางก็เพราะผู้คนเหล่านี้แหละ เป็นพ่อลูกสองคน ทั้งคู่มองเราตั้งแต่อยู่บนรถ พอลงจากรถที่เดียวกัน รู้ว่าเราจะไปสวนลอยน้ำ คนผู้หญิงที่เป็นลูกก็เรียกให้เราตามเธอไป ก่อนจะเรียกรถเมล์เล็กให้ พร้อมบอกคนขับให้เสร็จสรรพว่าคู่นี้จะไปไหน ทำนอง ฝากด้วยนะจ๊ะ 
ระหว่างทางนั่งรถชมวิว เราเห็นร้านอาหารหลายร้านยางไก่เป็นตัว ๆ ให้เห็น ชวนน้ำลายสอปากพิลึก ก็ที่อเมริกามีแต่ร้านไก่ทอด… ไก่ย่างหาทำยาอยาก พอมาเห็นแบบนี้เข้า ฉันกับยูลีเลยแอบตกลงกันว่า จบจากการไปเที่ยวเล่นที่สวนลอยน้ำแล้ว เราจะกลับมาที่นี่เพื่อหม่ำไก่ให้หายอยาก 

พอไปถึงที่จริง ๆ ผิดคาด คาดการ์ณกันผิดจริง ๆ ที่มาหัวค่ำ หลงคิดว่าช่วงหัวค่ำน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ โรแมนติคที่สุดในการเที่ยวเล่นชมวิวริมคลอง แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ ตอนเราไปถึงร้านขายของที่ระลึกเก็บร้านรวงจะเกลี้ยงกันอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวกลับกันหมดไม่มีเหลือ มีก็แต่กระเหรี่ยงหน้าเด๋อสองสาวนี่แหละที่เพิ่งไปถึง เรือท้องแบนจอดนิ่งเป็นแถวตรงคลองนั่นเอง มีคนขับเรือเข้ามาเกี้ยวจะให้เรานั่งเรือ โถ! ตอนนั้นมันค่ำแล้ว คนก็ไม่มี ใครจะไปกล้านั่ง เสียดายเหมือนกัน เพราะมองจากภาพโปสการ์ดแล้ว วิวข้างทางสวยเชียวละ เต็มไปด้วยต้นไม้ เขียวร่มรื่น… ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่ความผิดใครหรอก… ฉันเอง… ไปติดวัฒนธรรมนั่งเรือแบบอเมริกัน ที่จะนั่งกันสักตอนหัวค่ำ จะได้เห็นแสงสีเสียงของตัวเมืองวิบวับ… ลืมนึกไปว่าเที่ยวคลองนะ… บรรยากาศคลองก็ต้องแบบตลาดน้ำบ้านเราสิ… กลางวัน ๆ ถึงจะสวย ได้บรรยากาศ 

ไม่เป็นไรพลาดจากการได้นั่งเรือเล่นที่สวนลอยน้ำ… ยังมีไก่ย่างระหว่างทางรออยู่ ฉันกับยูลีนั่งรถเมล์เล็กสายเดิม ตั้งใจจะกลับไปลงแถวบริเวณที่เห็นร้านขายไก่เยอะ ๆ แต่ปรากฏว่ารถไม่ยักวิ่งกลับทางเดิม วิ่งไปไหนก็ไม่รู้ มารู้ว่าหลงแน่ ๆ ก็ตอนรถวิ่งไปนานผิดสังเกตุ ไม่เห็นดงร้านไก่ย่างสักที แต่ไม่เป็นไร… คนบนรถบอกว่ารถเมล์สายนี้วิ่งไปสุดทางที่สถานีรถไฟใต้ดิน ฉันกับยูลีเลยได้เปลี่ยนบรรยากาศได้นั่งรถเมล์ชมเมืองเม็กซิโกซิตี้ซะที หลังจากมุดอยู่แต่ใต้ดินมาหลายเพลา 

ภาพจาก www.wikipedia.org

เม็กซิโก ซิตี้ ไม่ค่อยมีตึกสูงสวย ๆ แบบบ้านเรา คงเป็นเพราะเมืองเขาใหญ่ไม่จำเป็นต้องสร้างตึกสูง ๆ แล้วก็กรี๊ดกร๊าดกันนิดหน่อยที่ได้เห็นร้านแมคโดนัลด์อยู่สองสามร้าน เพราะที่เมืองวานนาฮัวโต้เราไม่เห็นเลย ทำให้รู้สึกว่าอาหารชาติอื่นแทรกซึมประเทศนี้ได้ยากจัง แต่มีข้อยกเว้นนะ คนเม็กซิกันท่าจะชอบพิซซ่า เพราะเห็นร้านขายพิซซ่าท้องถิ่นได้ทั่วไป และมีสาขาจากอเมริกาอย่างโดมิโน พิซซ่ากับพิซซ่าฮัทด้วย

แต่... แต่อย่าคิดว่าเราจะยอมพลาดเรื่องไก่ย่าง พลาดเรื่องเที่ยวแล้ว ไม่ยอมพลาดเรื่องกินให้ช้ำใจซ้ำสอง พอ กลับถึงบริเวณแถวที่พักเลยเที่ยวถามชาวบ้านชาวช่องด้วยภาษาสเปนกระท่อนกระแท่นไปทั่ว กระทั่งไปเจอร้านขายไก่จนได้ ฉันกับยูลีซื้อไก่ย่างมาหนึ่งตัว หิ้วกลับมานั่งกินสมใจอยากกันในห้องพักนั่นเอง ก่อนโทรศัพท์หามาร์ติน รายงานตัวอย่างเป็นทางการว่า “ว่ามาถึงเม็กซิโก ซิตี้แล้วคะ”
Copyright ©2012 kanakacha.blogspot.com

15 พฤษภาคม 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 10

เม็กซิโกมีปิรามิด

ยูลีต้องติดใจอะไรนักหนากับประเทศอียิปต์แน่ ๆ เพราะสถานที่แรกในเม็กซิโก ซิตี้ที่เจ้าหล่อนนำเสนอชักชวนให้ฉันไปเยือนเป็นเมืองโบราณชื่อว่า Teotihuacan (เตโอติวากัน) เจ้าหล่อนสนอกสนใจเมืองโบราณแห่งนี้เป็นพิเศษ เพราะ…ภายในตัวเมืองมีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า ปิรามิด ตายล่ะ…จากมัมมี่ วานนาฮัวโต้ ฉันกับยูลีกำลังจะไปเยือน ปิรามิด เตโอติวากันกัน

ฉันกับยูลีนั่งรถไฟใต้ดินไปจนสุดเส้นทางสายสาม แล้วมองหารถประจำทางไปต่อยังเตโอติวากัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ประหลาดที่รถโดยสารปล่อยนักท่องเที่ยวลงด้านหลัง ฉันกับยูลีเดินตามคนอื่นไปอย่างเคว้ง ๆ กึ่งสงสัย เพราะรู้สึกเหมือนถูกจับมาปล่อยเกาะกลางที่รกร้างแห้งแล้งมากกว่า แต่สักครู่ค่อยโล่งใจ เมื่อเจอเข้ากับป้อมเจ้าหน้าที่เก็บเงิน เอาน่า…. นึกปลอบใจตนเอง… มันต้องมีอะไรให้ดูสิ ไม่งั้นจะมีป้อมเก็บเงินได้ไง

แล้วฉันกับยูลีก็เริ่มเห็นซากเก่าของตัวเมืองลิบ ๆ นึกค่อนในใจขณะเดินตากแดดหัวแดงลัดเลาะไปตามทาง ..ไม่เห็นจะมีนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่… แถมดูไม่ใคร่ยิ่งใหญ่อีกต่างหาก ถูกหลอกหรือเปล่าเรา แต่ครั้นโผล่หน้าไปเผชิญปิรามิดอย่างจัง ๆ ความคิดค่อนแคะก็เปลี่ยนเป็นเคอะเขิน … ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย เป็นกบในกะลาอีกแล้ว

เตโอติวากันเป็นเมืองโบราณ ที่คาดกันว่าก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 200 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นเมืองโบราณที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า… ใคร.. ชนเผ่ากลุ่มไหน…เป็นผู้สร้างเมืองนี้ขึ้นมากันแน่ กระทั่งชื่อเรียกที่แน่ชัดดั้งเดิมยังเป็นปริศนา ทั้งที่ในอดีตเมืองแห่งนี้เคยรุ่งเรือง มีประชากรอาศัยหนาแน่นถึงประมาณ 100,000-200,000 คน และยังได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันดับที่หก แล้วจู่ ๆ ในช่วงศตวรรษที่ 7 เมืองนี้ก็ล่มสลายไปเฉย ๆ คาดว่าถูกเผาทำลายโดยผู้รุกรานจากเมืองใกล้ ๆ เตโอติวากันถูกปล่อยทิ้งรกร้างเป็นเวลากว่า 6 ศตวรรษ ก่อนที่ชาวเผ่าแอซเทคจซึ่งเป็นชนเผ่าโบราณในเม็กซิโกอพยพมาจากเอเชียทางช่องแคบแบริ่งเมื่อ 20,000 ปี ก่อนคริสตกาลจะมาเจอเข้า ความยิ่งใหญ่ของเมืองคงสร้างความงงงันและตื่นตะลึงแก่ชนเผ่าแอซเทค กระทั่งพวกเขาเรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า เตโอติวากัน ซึ่งแปลว่า สถานที่สถิตของพระจ้า ภายในเมือง มีการวางผังอย่างดีเยี่ยม มีถนนสายสำคัญ ทอดยาวจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ ชาวแอซเทคเรียกขานถนนสายนี้ว่า Avenue of the Dead ถนนสายคนตาย เพราะเข้าใจผิดคิดว่าแท่นที่เรียงรายสองข้างทางริมถนนนั้นเป็นหลุมฝังศพ ตรงสุดปลายถนนทางทิศเหนือเป็นที่ตั้งของปิรามิดขนาดใหญ่ เรียกขานว่าปิรามิดพระจันทร์

Avernue of Dead

ปิรามิดพระจันทร์


ปิรามิดพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศใต้ และที่ซ้อนด้านหลังปิรามิดพระจันทร์เป็นภูเขาที่อยู่ในตำแหน่งซ้อนทับกันพอดีชื่อว่า Cerro Gordo นั่นย้ำให้เชื่อว่าเมืองแห่งนี้ได้รับการออกแบบอย่างดีเยี่ยมและกลมกลืนกับภูมิศาสตร์ที่ตั้ง

ถัดจากปิรามิดพระจันทร์ออกไปราวหนึ่งกิโลเมตรเป็นที่ตั้งปิรามิดพระอาทิตย์ที่หันหน้าไป

ทางทิศตะวันตก ปิรามิดพระอาทิตย์มีขนาดใหญ่กว่าปิรามิดพระจันทร์ มีทางบันไดตรงกลางให้เดินขึ้นไปข้างบนได้ ฉันไม่รอช้าที่จะฉวยโอกาสที่ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ปีนขึ้นไปบนยอดบนสุด เมื่อมองจากด้านบนยิ่งเห็นได้ชัดว่าเมืองเมืองนี้ได้รับการออกแบบ วางผังเมืองมาอย่างดีเยี่ยมเพียงใด มนุษย์หนอ… จะซ่อนความน่าอัศจรรย์อะไรไว้นักหนา

ปิรามิดพระอาทิตย์

รอบ ๆ ลานปิรามิดพระอาทิตย์ เป็นที่ชุมนุมของเหล่าพ่อค้า แม่ค้าเร่ขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว แม้จะเป็นบรรยากาศที่น่าเวียนหัว แต่ด้วยบุคลิกของชาวเม็กซิกันกลับไม่ทำให้รู้สึกอารมณ์เสีย เพราะการเข้าถึงตัวนักท่องเที่ยวสุภาพ แถมยังพยายามเป็นเจ้าบ้านที่ดี อธิบายประวัติความเป็นมาของสถานที่นี้ให้ฉันกับยูลีฟังอย่างเต็มความสามารถ (แม้จะตะกุกตะกักสักหน่อย แถมความน่าเชื่อถือก็เชื่อไม่ได้เต็มร้อยก็ตาม)

20 เมษายน 2555

ยุโรป จาก เนเธอร์แลนด์ ถึง ฝรั่งเศส

ต้องการบันทึกข้อมูลบางอย่างของการเดินทางรอบนี้ไว้ ... ทั้งเก็บเป็นข้อมูลของตัวเอง และเอาจจะเป็นประโยชน์ัสำหรับคนอื่น



  • ค้นพบว่า ไม่สามารถซื้อตั๋วรถไฟของ Thalys (http://www.thalys.com)  ผ่านทางเว็บได้ หลังจาก   พยายาม เข้าไปศึกษาเส้นทางเดินรถไฟ ตรวจราคาตั๋ว จากนั้นพยายามจะซื้อตั๋วราคาโปรโมชั่นของ ทาลิส ซึ่งจะ ถูกกว่าราคาปกติมาก โดยตั๋วพวกนี้จะเป็นตั๋วประเภท no-flex คือเปลี่ยนแปลง หรือทำอะไรไม่ได้เลย  หลังจากพยายามจอง และจะจ่ายเงิน online ปรากฏว่าระบบจะแจ้งทุกครั้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงโทรไปถามบัตรเครดิต ทางบัตรแจ้งว่า ไม่มีการทำรายการเข้าไปเลย เลยทดลองเปลี่ยนใช้บัตรเครดิตอื่น  ลองเปลี่ยนไปสองสามเจ้า ใช้ทุกบัตรที่มีอยู่ (ความพยายามเป็นเลิศ สำหรับของถูก) กระทั่งไปเจอแจ้งครั้งหนึ่งว่า ระบบไม่รับบัตรเครดิตนอกโซน   ยุโรป  อ้าว ! แล้วทำไมไม่แจ้งในระบบให้ทราบเป็นเรื่อง เป็นราวหนอ... แต่ยังไม่ยอมแพ้ ทดลองใช้บัตร American Express  ใช้ได้แฮะ... เพิ่งจะเห็นประโยชน์ของบัตรยี่ห้อนี้ ก็คราวนี้เอง 
  • ยังไม่จบเรื่องการซื้อตั๋วรถไฟทาลิสผ่านเว็บไซต์ เนื่องจากรถไฟยี่ห้อนี้เป็นความร่วมมือ แล่นระหว่างประเทศเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และฝรั่งเศส การเข้าไปจองซื้อตั๋วจึงสามารถที่จะเลือกเข้า site ของ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม หรือฝรั่งเศสได้ ค้นพบอีกว่า ควรจะเข้าไปของประเทศฝรั่งเศสระบบจะจองง่าย และการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิตไม่จุกจิกเท่ากับ site ของประเทศอื่น
  • ค้นพบว่าไม่สามารถใช้บัตรเครดิตซื้อตั๋วรถไฟทุกประเภทในประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ เนื่องจากจะต้องกด  pin number ของบัตรยืนยันอีกครั้ง  (ระบุตรงเคาน์เตอร์ซื้อตั๋วชัดเจนว่าหากซื้อด้วยบัตรเครดิตจะต้องใช้ pin number)  pin number คืออะไร ยังไม่รู้เลย ฉนั้น skip เรื่องที่จะใช้บัตรเครดิตได้เลย
  • ค้นพบว่าร้านขายของหลายแห่งในเนเธอร์แลนด์ไม่รับบัตรเครดิต...เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะจะรู้สึกเสมอว่า ร้านค้าใน ยุโรป กับอเมริกาส่วนใหญ่รับบัตรเครดิตทั้งนั้น
  • ค้นพบว่าเงินยูโรที่เป็บแบงค์ค่าใหญ่ตั้งแต่ 100 Euro เป็นต้นไปใช้ยากมาก โดยเฉพาะแบงค์ 200 กับ  500   ยกเว้นจะจ่ายซื้อของที่มีมูลค่าเกิน 200 เหรียญขึ้นไป ทางร้านจะทำหน้าเบ้นิด ๆ ก่อนจำใจรับ
  • ในขณะที่บัตรเครดิตในเนเธอร์แลนด์เหมือนจะใช้ไม่สะดวก แต่บัตรเครดิตใช้ในฝรั่งเศส โดยเฉพาะในคาร์ฟูร์ ใช้ง่ายเหลือเกิน เพราะพอรูดบัตรเสร็จ จะได้ใบเสร็จทันที และจบแค่นั้น เจ้าของบัตรไม่ต้องเซ็นต์ชื่อด้วยซ้ำ
  • ชอบการติดต่อซื้อตั๋วรถไฟของเนเธอร์แลนด์ เพราะจะไม่มีกระจกกั้นระหว่างคนขายกับคนซื้อ ทำให้ รู้สึก คุยง่ายดี แล้วคนเนเธอร์แลนด์นี่ก็น่ารัก เป็นมิตร
  • พบว่า แต่ละร้านขายน้ำดื่ม กับน้ำอัดลมในราคาที่แตกต่างกัน เป็นทุกที่ทั้งเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยมและฝรั่งเศส ทั้งร้านที่เป็นร้านขายของชำธรรมดา หรือร้านที่เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่
  • ยังคงยืนยันว่า การซื้อตั๋วรถไฟในยุโรปไม่ควรซื้อผ่านตู้อัตโนมัติแม้จะสะดวก ควรจะซื้อผ่านคน เพราะ การซื้อตั๋วจำนวนหลายใบพร้อมกัน เจ้าหน้าที่จะแนะนำประเภทของตั๋วที่ซื้อแล้วประหยัดกว่าการซื้อตั๋วทีละใบมาก


23 มีนาคม 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 9

เม็กซิโก ซิตี้

เวลานึกถึงเมืองเม็กซิโก ซิตี้ คุณนึกถึงอะไร?

ข้อมูลเบื้องต้นเมืองเม็กซิโก ซิตี้ที่ฉันได้รับมา คือมหานครที่มีคนอาศัยวุ่นวายหนาแน่นประมาณ 20 ล้านคน เยอะกว่ากรุงเทพมหานครหลายเท่าตัว

ภาพแรกที่ฉันคาดว่าจะได้เห็น เมื่อเริ่มเข้าสู่เขตเมืองเม็กซิโกซิตี้ จึงเป็นภาพขบวนรถที่ติดวินาศสันตะโร และกลุ่มหมอกควันสีดำลอยทมึนเต็มท้องฟ้า แต่จู่ ๆ โดยไม่ทันได้ตั้งตัวรถบัสที่นำพาฉันกับยูลีจากวานนาฮัวโต้มายังเม็กซิโกซิตี้ก็เข้าไปจอดนิ่งในสถานีรถขนส่งขนาดใหญ่ โดยไม่ได้เห็นภาพที่แอบวาดไว้ล่วงหน้า…. แค่รู้สึกว่ารถราเริ่มหนาแน่นขึ้นเท่านั้น

ข้อมูลที่ประดังเข้ามาหลังจากลงจากรถที่สถานีขนส่งนั่นคือ… สถานีขนส่งของที่นี่ดีมาก ใหญ่โตกว่าสถานีขนส่งที่หมอชิต สะอาดสะอ้าน และเรียบร้อย และดูเหมือนมลพิษที่นี่จะไม่หนาแน่นเท่ากรุงเทพ… ที่นี่มีรถไฟใต้ดินสิบสาย… และที่นี่เป็นเมืองโฟลค์เต่าสีเขียว เพราะรถเท็กซี่ของที่นี่เป็นรถโฟลค์เต่า สีเขียว และมีปริมาณมากพอที่จะทำให้พื้นที่ของเมืองบางจุดเป็นสีเขียวพรืดได้

สถานีรถไฟใต้ดินอยู่ตรงข้ามสถานีขนส่ง แค่เดินข้ามถนนก็ถึงแล้ว….ดีจัง ดูท่าว่าการหาที่นอนในคืนแรกของที่นี่จะไม่ลำบากลำบนแบบที่วานนาฮัวโต้

ฉันกับยูลีสับสนกับปริมาณขบวนรถไฟใต้ดินที่มีถึง 11 สาย ต้องขอแผนที่จากเจ้าหน้าที่ และตั้งหลักกันครู่ใหญ่เลยทีเดียว โชคดีที่เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ คงเป็นเพราะอยู่ในเมืองหลวง


ภาพแสดงเส้นทางเดินรถไฟใต้ดินในเมืองเม็กซิโก ซิตี้

ที่พักที่เราเลือกไว้ชื่อว่า “แกรนด์ เท็กซัส” เป็นที่พักที่หนุ่มน้อยชาวเม็กซิกัน กับสาวน้อยญี่ปุ่นรายหนึ่งแนะนำมา เราเจอหนุ่มสาวคู่นี้ที่สถานีรถที่วานนาฮัวโต้ขณะรอรถไปเม็กซิโกซิตี้ ยูลีประสาสาวน้อยตัวกลมอารมณ์ดี เข้าไปผูกมิตรด้วย เลยรู้ว่าเจ้าหนุ่มเป็นลูกครึ่งเม็กซิกันญี่ปุ่น ส่วนสาวน้อยสั่งตรงมาจากแดนปลาดิบ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ทั้งคู่อาศัยอยู่ในเม็กซิโกซิตี้ หลังจากพูดคุยกันถูกคอ เราก็หยิบรายชื่อโรงแรมในเม็กซิโก ซิตี้ ที่จดมาให้สองหนุ่มสาวช่วยดู เผื่อจะมีคำแนะนำอะไรบ้าง ทั้งคู่แนะนำโรงแรมดังกล่าว ทันทีที่มาถึงเราจึงรีบโทรไปที่โรงแรมเพื่อจองที่พัก และโชคดีที่ที่พักไม่เต็ม แถมยังสามารถเดินทางไปถึงได้ง่าย ๆ ด้วยรถไฟใต้ดิน

ประเดิมใช้งานรถไฟใต้ดินครั้งแรกไม่คล่องตัวเอาเสียเลย แต่โชคดีมีคุณผู้หญิงใจดีสองคนให้ความช่วยเหลือ ใจดีถึงขนาดเดินนำเราสองคนไปที่ชานชาลารถ ทั้งที่ฉันกับยูลีขึ้นรถไฟคนละสายกับพวกเธอ

โรงแรมที่เราพักราคาย่อมเยา สะอาดสะอ้าน ที่ดีมาก ๆ คือเจ้าหน้าที่โรงแรมใจดี (อีกแล้ว) เป็นกันเองพิเศษคือมีเจ้าหน้าที่ผู้ชายคนหนึ่ง หุ่นท้วม ตัวเตี้ย หน้าตากลมเบ่งบานใจดี และอารมณ์ขันดูเหลือเฟือตลอดเวลา เจอะเจอหน้ากันเป็นไม่ได้ ต้องแวะทักทายพูดคุยแหย่สองสาวจากเอเชียตลอด ตอนแรกที่แกรู้ว่าเราพูดภาษาสเปนไม่ได้ ก็ส่ายหัวแบบอิดหนาละอาใจ ทำนองแม่สองสาวคู่นี้ไม่รู้จักใฝ่รู้เอาเสียเลย ฉันกับยูลีมารู้เอาภายหลังว่าชายผู้นี้เป็นเจ้าของโรงแรม จากบุคลิกและอัธยาศัยของเขา ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโรงแรมของเขาถึงได้รับการแนะนำบอกต่อในหมู่นักท่องเที่ยว

ขณะเดินเข้าซอยเพื่อเข้าโรงแรม เห็นร้านอาหารสามสี่แห่งระหว่างทาง อดยิ้มกันแก้มตุ่ยไม่ได้ อย่างน้อยกองทัพก็เดินด้วยท้อง ไม่อดตายแล้วเรา พอโยนข้าวโยนของเข้าห้องพักเสร็จก็ออกมาโซ้ยกันทันที อาหารที่นี่ถูกกว่าที่วานนาฮัวโต้นิดหน่อย จากนั้นเราก็กลับไปหลับกันพักใหญ่ จนสักสองทุ่มค่อยออกมาหาขนมกินเล่น

ทางเท้าที่นี่ไม่ได้มีไว้เฉพาะสำหรับคนเดิน แต่เต็มไปด้วยแผงลอยขายของทำนองเดียวกับบ้านเรา ฉันอยากขนมหวานขนาดหนัก ตัดสินใจเดินสุ่มเสี่ยงไปทางซ้ายมือ เดินหาตั้งไกล ที่นี่ไม่ยักมีร้านสะดวกซื้อแบบเซเว่นอีเลเว่น หรือเอเอ็ม พีเอ็ม พยายามเดินหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ สุดท้ายเดินย้อนกลับไปที่เดิม ก่อนลองเดินไปทางขวามือบ้าง ค่อยเจอร้านขายของชำอีกด้าน แสดงว่าร้านโชว์ห่วยของที่นี่ยังมีแรงฮึดไม่ล้มหายตายจากไปไหน นี่ขนาดตั้งอยู่ใกล้ประเทศต้นตำหรับนะ… ยังเอาตัวรอดอยู่ได้


รถไฟใต้ดินเมืองเม็กซิโก ซิตี้ เปิดใช้งานสายแรกเมื่อปี ค.ศ. 1969 จำนวน 16 สถานี  ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 11 สาย มีความยาวทั้งสิ้น 207 กิโลเมตร และมีจำนวนสถานีทั้งสิ้น 175 สถานี

รถไฟใต้ดินที่นี่มีผู้โดยสารใช้บริการคับคั่งหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  มีผู้ใช้บริการวันหนึ่ง ๆ มากกว่า
4 ล้านคน เป็นรองแค่กรุงมอสโคว์ที่มีผู้โดยสารประมาณ 7.5 ล้านคน เมืองโตเกียว 5.9 ล้านคน และกรุงโซล 4.4 ล้านคนเท่านั้น

รถไฟใต้ดินที่นี่ยังเป็นแห่งแรกของโลกที่ใช้สัญลักษณ์ แทนชื่อสถานีต่าง ๆ เพื่อเป็นการช่วยคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านตัวหนังสือไม่หลงทาง

Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com

1 มีนาคม 2555

เที่ยวเม็กซิโก ตอนที่ 8


แมนออฟลามันชา แมนออฟวานนาฮัวโต้
รู้จักดอนกีโฮเต้แมนออฟลามันชามั้ยคะยูลีไม่รู้จักคะ แต่ฉันรู้จักเพราะเคยอ่านบทละครเรื่องสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ที่คณะละครสองแปดนำมาแสดงเป็นละครเวที โดยแปลมาจากบทละครเรื่องดอน กีโฮเต้ แมนออฟลามันชา เขียนโดย เดล วาสเวอร์แมน นักเขียนบทละครชาวอเมริกัน  ซึ่งนำเรื่อง “El ingenioso hidalgo don Quijote de la Mancha” (สุภาพบุรุษเจ้าปัญญา ดอน กิโฮเต้ แห่งมานชา) ไปเขียนเป็นบทละครสำหรับออกอากาศทางโทรทัศน์มีความยาว 90 นาที ละครประสบความสำเร็จ  แต่วาสเซอร์แมน ยังไม่พอใจ เขารู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ กระทั่งมีคนเสนอว่าบทละครเรื่องนี้ ต้องทำเป็นละครเพลง เขาจึงได้ทำการเขียนใหม่ และนำออกแสดงที่โรงละครเฮาเวิร์ด เบย์ และประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ได้รับรางวัล ละครเพลงยอดเยี่ยมแห่งปี 1966” จาก New York Drama Critics Award  สำหรับละครในภาคภาษาไทย  มีคุณศรัณยู วงศ์กระจ่าง และคุณจรัล มโนเพชรผลัดกันแสดงเป็นดอนกีโฮเต้ และมี นรินทร ณ บางช้าง เล่นเป็นอัลดอนซา สาวชาวนา
ฉันเจอะเจอดอนกีโฮเต้ขี่ม้านำหน้ามีซันโชคนรับใช้รูปร่างอ้วนเตี้ยขี่ลาตามหลังบนเสื้อยืดที่วางขายให้เห็นทั่วไปในเมืองวานนาฮัวโต้  เอ๊ะ! แล้วดอนกีโฮเต้ มาเกี่ยวข้องอะไรกับเมืองเมืองนี้ละ คนเขียนนายมิเกล  เด แซร์บานเตส (Miguel De Cervantes) ก็เป็นคนสเปน ไม่ใช่คนเม็กซิกันซะหน่อย แถมเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในท้องเรื่องก็ไม่ได้เกิดในเม็กซิโกอีกแล้วมันยังไงกัน
จะหาคำตอบก็ต้องลุยถึงแหล่ง
งานศิลปะที่วางโชว์ในพิพิธภัณฑ์ ดอนกีโฮ้เต้ กับ ซันโช คนรับใช้

 เมืองวานนาฮัวโต้มีพิพิธภัณฑ์ดอนกีโฮเต้  (Quijote Iconographic Museum) เมื่อเช้าที่แวะไปเยือนพิพิธภัณฑ์มัมมี่นั้นเป็นความคิดของยูลี หากคราวนี้เป็นคิวฉันบ้าง ตะแรกยูลีก็ไม่สนใจพิพิธภัณฑ์นี้สักเท่าไหร่ แต่พอฟังฉันพูดถึงบ่อย ๆ แถมเห็นรูปสกรีนดอนกีโฮเต้ กับคนรับใช้บนเสื้อยืดที่วางขายให้เกลื่อน เจ้าหล่อนก็ชักเริ่มตื่นเต้นตาม จากแผนที่พิพิธภัณฑ์ดอนกีโฮเต้ตั้งอยู่แถวด้านหลังโรงละครฮวนเรซ เราเลยย้อนกลับไปตั้งต้นที่จตุรัสจาร์ดินอีกครั้ง และหลังจากเดินวนเวียนหาอยู่ไม่นานก็เจอพิพิธภัณฑ์จนได้
ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปก็เจอเข้ากับรูปปั้นศรีษะนายมิเกล เด แซร์บานเตส  และตัวละครในจินตนาการของเขาดอนกีโฮเต้ นั่งอ่านหนังสืออยู่บนศรีษะ เก๋เสียไม่มี

ภายในพิพิธภัณฑ์ แสดงงานศิลปะที่อุทิศให้กับตัวละครในบทประพันธ์เอกของมิเกล เด เซร์บาสเตสล้วน ๆ มีแต่เรื่องราวของดอนกีโฮเต้ และคนรับใช้เท่านั้น ทั้งภาพวาด งานแกะสลัด และรูปปั้นในอิริยาบทท่วงท่าต่าง ๆ โดยศิลปินจากหลากหลายประเทศ เป็นพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ที่อุดมไปด้วยฝันของชายชราที่พฤติกรรมออกจะเพี้ยน ๆ ด้วยเชื่อว่าตนเป็นอัศวินที่ชื่อว่า ดอนกีโฮเต้แห่งลาแมนชา  คิดว่าโรงแรมธรรมดาเป็นปราสาท สาวชาวนาเป็นเจ้าหญิง และกังหันลมเป็นยักษ์ร้าย แต่นั่นแสดงให้เห็นถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ การฝันถึงสิ่งที่ดีงาม ที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้นได้ แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อับจนสิ้นไร้
สำหรับส่วนตัวฉันนั้นโปรดปรานภาพโปสเตอร์ใบหนึ่งที่บังเอิญเห็นติดอยู่ข้างผนังด้านหนึ่ง ไม่ได้อยู่ในส่วนบริเวณแสดงงานของพิพิธภัณฑ์ ภาพโปสเตอร์ดังกล่าวคล้ายเป็นภาพโฆษณาอะไรบางอย่าง ดอนกีโฮเต้ขี่จักรยานคันใหญ่ มีคนรับใช้ขี่จักรยานคันเล็กตามท้าย อัศวินสมัยโบราณ เมื่อหลงมาอยู่ในยุคปัจจุบันขี่จักรยานนี่แหละเหมาะเหม็งดี  ไม่เอาเปรียบสัตว์ แล้วก็ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกต่างหาก เสียดายแต่ว่าไม่ได้ถ่ายภาพเก็บไว้มีแต่ความทรงจำที่เหลืออยู่ล้วน ๆ
มาถึงแหล่งแล้วยังไม่รู้ว่าพิพิธภัฑณ์ดอนกีโฮเต้มาตั้งอยู่ที่นี่ได้อย่างไรก็กระไรอยู่
ฉันกับยูลีพยายามกวาดสายตา เสาะหาเบาะแส หรืออะไรสักอย่างที่พอจะเป็นแหล่งข้อมูลให้ได้ แล้วเราก็เหลือบไปเห็นห้องทำงานแห่งหนึ่งภายในพิพิธภัณฑ์เปิดอยู่  ชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ในนั้น คาดเดาจากเครื่องแต่งกาย และลักษณะการวางท่าทีคงมีตำแหน่งสำคัญไม่เบาในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เลยขอเข้าไปคุยด้วย
คะไม่ต้องแปลกใจ ชายผู้นี้ไม่พูดภาษาอังกฤษเหมือนชาววานนาฮัวโต้ทั้งหลายที่เราเจอะเจอมาก่อนหน้านี้  แต่ภาษาไม่ใช่อุปสรรค เมื่อเข้าใจคำถามของฉันกับยูลีแล้ว เขาได้เขียนคำตอบข้อสงสัยของเราเป็นภาษาสเปนใส่ในกระดาษให้อย่างเต็มอกเต็มใจ เพื่อให้เราไปหาคนแปลให้ฟังในวันหลัง (ฉันบอกแล้วว่าคนเม็กซิกันน่ารักสุด ๆ )
จากคำอธิบายเป็นเพราะมีคนต้องการเผยแพร่วรรณกรรมโลกชิ้นเอกนี้ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายโดยทั่วไป จึงมีการมองหาสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับตัวละครเอกในเรื่องนี้ เมืองวานนาฮัวโต้ได้รับเลือก เพราะเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยศิลปะและวัฒนธรรม และคนที่นี่ใช้ภาษาเดียวกับนักประพันธ์ นั่นคือภาษาสเปน
นอกจากที่นี่จะมีพิพิธภัณฑ์ที่อุทิศเป็นพิเศษสำหรับตัวละคนเอกนามดอนกีโฮเต้แล้วยังมีเทศกาลที่จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนตุลาคมชื่อว่า Cervantes Festival เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่มิเกล  เด แซร์บานเตสผู้ให้กำเนิดดอนกีโฮเต้
คืนวันนั้นเป็นคืนวันอาทิตย์  รอบ ๆ จตุรัสจาร์ดินเปลี่ยนเป็นจตุรัสการแสดง มีกลุ่มนักดนตรีได้ยึดจับจองพื้นที่ตามจุดต่าง ๆ แสดงความสามารถกันอย่างเต็มที่  ซึ่งเปิดโอกาสเฉพาะคืนวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์เท่านั้น นักแสดงนายหนึ่ง ต้อนผู้คนเข้าไปนั่งตรงบันไดหน้าโรงละครฮวนเรซ นับว่าเข้าท่า แปรบันไดทางขึ้นโรงละครเป็นที่นั่งชมการแสดง นักแสดงนายนี้แสดงละครใบ้ เราเลยหัวเราะเอิ้กอ้ากผสมโรงไปกับเขาได้
                หมดจากนักแสดงรายนี้ก็ผลัดเปลี่ยนเป็นคราวของกลุ่มนักดนตรีห้านายมาเล่นดนตรีสนุก ๆชักชวนให้นักท่องเที่ยวร้องตาม เล่นได้สักสี่ห้าเพลง ก็ชักชวนให้นักท่องเที่ยวเดินตามเป็นขบวน เหมือนขบวนแห่ ไปหยุดตามลานที่อยู่ใกล้ ๆ เราตามไปได้สักพักเห็นท่าไม่ค่อยดีเพราะมีคนเข้ามาขายไวน์ จริง ๆ แล้วขวดไวน์สวยมาก มีรูปดอนกีโฮเต้ด้วย แต่เราไม่กล้าลองและอยู่ต่อ เพราะกลัวจะมีคนเมาซึ่งจะเป็นอันตราย ค่ำคืนวันอาทิตย์ของเมืองแมนออฟลามันช่า จึงจบลงอย่างไม่ดึกนัก
 




Copyright ©2011 kanakacha.blogspot.com